บทที่ 87: คำโอ้อวดกลายเป็นจริง (1/2)
ณ ที่ว่าการอำเภอ
ซ่งอวิ๋นเฉิงกะเวลามาส่งข้าวกลางวันให้หลินเจาที่สหกรณ์การค้าและการตลาดอย่างพอดิบพอดี เขาสวมกางเกงขายาวสีเทาเข้มที่ปลายขารัดข้อเข้ากับเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงินขับให้ใบหน้าหมดจดของเขาดูสดใสและเปี่ยมไปด้วยพลัง
“พี่ครับ ข้าวของพี่ยังร้อนๆ อยู่เลย” เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ของหลินเจาแล้ววางกล่องข้าวลง
หลินเจารับกล่องข้าวมาเปิดดู ด้านในอัดแน่นไปด้วยข้าวธัญพืช โปะหน้าด้วยพริกผัดเนื้อกับกะหล่ำปลีผัดวุ้นเส้นที่ส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ
“แล้วนายกินข้าวหรือยัง” เธอเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“กินแล้วครับ พี่รีบกินเถอะ ถ้ามีลูกค้ามาผมจะช่วยดูให้” ซ่งอวิ๋นเฉิงเอ่ยอย่างกระตือรือร้น เพราะอยากจะลองสวมบทบาทพนักงานขายดูสักครั้ง
หลินเจายิ้มบางๆ แล้วจึงเริ่มลงมือกินข้าว
สองพี่น้องกำลังใช้เวลาเงียบๆ ร่วมกัน แต่ใครจะคิดว่ามีคนจ้องจะหาเรื่องอยู่
หลิวชุนหงซึ่งไม่ชอบหน้าหลินเจาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเห็นช่องทางก็ราวกับจับจุดอ่อนของหลินเจาได้ เธอจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “สหกรณ์เป็นสถานที่ของส่วนรวม ในฐานะพนักงานขาย ไม่ควรพาคนไม่น่าไว้วางใจเข้ามาเพ่นพ่านแถวนี้นะคะ ถ้าเกิดของอย่างเข็มหายไปสักเล่ม คงไม่มีใครรับผิดชอบไหว”
แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่สายตาของทุกคนก็หันไปมองสองพี่น้องโดยอัตโนมัติ
“ปัง!”
หลินเจาวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉยไร้อารมณ์ ท่าทีแบบนี้มันเหมือนพร้อมจะเปิดศึกเต็มที่
หัวใจของซ่งอวิ๋นเฉิงเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เขากลัวว่าพี่สาวจะคุมอารมณ์ไม่อยู่จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายแล้วต้องตกงาน เส้นผมบนหัวของเขาแทบจะตั้งชันขึ้นมา
เขาหันขวับแล้วฟาดฝ่ามือลงบนเคาน์เตอร์เต็มแรง!
ขวดเซรามิกและขวดเคลือบบนโต๊ะกระทบกันเสียงดังเคร้ง สร้างความสนใจให้ทุกคนหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว
“คุณป้าที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินคนนั้นน่ะ” ซ่งอวิ๋นเฉิงเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชาและสายตาไม่เป็นมิตร ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่แรงกดดันออกมาอย่างเต็มที่ “คุณกำลังพูดถึงผมอยู่เหรอครับ?”
คุณป้า?
เธอเพิ่งจะสี่สิบต้นๆเท่านั้น จะมาเรียกว่าคุณป้าได้อย่างไร!
คำเรียกขานนี้จี้ใจดำของหลิวชุนหงเข้าอย่างจัง เธอโกรธจนตัวสั่นเทา
“พูดจากับผู้ใหญ่ให้มันดีๆ หน่อยสิยะ ถ้าพูดไม่เป็นก็หุบปากเหม็นๆ ของแกไปซะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เขากรอกตาอย่างไม่ใส่ใจแล้วสวนกลับทันควัน
“ปากผมจะเหม็นแค่ไหน ก็คงไม่เท่าปากของคุณป้าที่หมักอยู่ในส้วมหลุมหรอกครับ! คุณป้าลองว่ามาสิว่าผมไปขโมยข้าวบ้านคุณป้า หรือไปขุดสุสานบรรพบุรุษของคุณป้ามากันแน่?”
ดวงตาที่เคยมีแววขี้เล่นของเขาบัดนี้เย็นเยียบไร้ความรู้สึก “อ้าปากก็กล่าวหาคนอื่นว่าเป็นขโมย นี่คือมาตรฐานการบริการของพนักงานขายที่สหกรณ์แห่งนี้งั้นเหรอครับ?”
พูดจบเขาก็ก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ทำเอาหลิวชุนหงตกใจจนปัดลูกคิดตกลงพื้นเสียงดัง ‘โครม’ ราวกับเสียงนั้นกระแทกลงกลางใจของทุกคน
“ผมคงต้องไปเรียนถามหัวหน้าของคุณป้าดูหน่อยแล้ว ว่าการที่ปล่อยให้คนบ้าเที่ยวไล่กัดคนอื่นแบบนี้อยู่ที่เคาน์เตอร์ เป็นเพราะทางสหกรณ์ไม่พอใจประชาชนคนทั่วไปหรืออย่างไร”
สีหน้าของหลิวชุนหงพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เธอไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นพวกหัวแข็งที่ไม่ยอมใครง่ายๆ ทั้งที่เธอแค่พูดแขวะไปไม่กี่ประโยคเท่านั้นเอง
“แกอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ!” หลิวชุนหงตวาดเสียงแหลม
หลินเจาเข้าใจความตั้งใจของซ่งอวิ๋นเฉิงดี เธอจึงสะกดอารมณ์กรุ่นโกรธของตัวเองไว้แล้วกินข้าวต่อไป ก่อนจะโต้กลับอย่างใจเย็น “น้องชายฉันพูดจาเหลวไหลตรงไหนไม่ทราบคะ?”
“จะบอกว่าคุณไม่ได้ใส่ร้ายเขา หรือคุณไม่ได้จงใจหาเรื่องพวกเราก่อน?”
เธอไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เรื่องในวันนี้ ถ้าคุณไม่ขอโทษ คงไม่จบง่ายๆ”
หลิวชุนหงถือดีว่าตนเป็นพนักงานเก่าที่สหกรณ์ไม่กล้าไล่ออก จึงยิ้มเยาะอย่างท้าทาย “ฉันไม่ขอโทษ แล้วแกจะทำอะไรฉันได้ล่ะ”
แต่ในใจลึกๆ เธอก็ยังกลัวว่าหลินเจาจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องหัวหน้าเจียง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการประเมินผลงานในอนาคตของเธอได้ เธอจึงพูดเหน็บแนมต่อไปอีกว่า “เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้ หัวหน้าไม่มีเวลามาสนใจหรอก แกจะไปฟ้องก็ไปสิ ให้หัวหน้าได้เห็นว่าพนักงานใหม่อย่างแกไม่รู้จักเคารพรุ่นพี่ขนาดไหน”
“แล้วคุณเคารพฉันหรือยังคะ?” หลินเจาถามกลับอย่างเย้ยหยัน
“เยาวชนอนาคตของชาติที่กำลังสร้างประเทศ ถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย นี่เรียกว่าเรื่องเล็กน้อยงั้นเหรอคะ แล้วเรื่องแบบไหนถึงจะเรียกว่าเรื่องใหญ่?”
หลิวชุนหงอ้าปากจะเถียงต่อ แต่พนักงานเก่าที่สนิทกับเธอดึงแขนเสื้อไว้ก่อน
เพื่อนร่วมงานคนนั้นกลัวว่าเรื่องจะบานปลายจึงส่ายหน้าให้เธอ แล้วกระซิบเสียงเบา “พอเถอะ พอแล้ว ถ้าเรื่องไปถึงหูหัวหน้าเจียงจะไม่ดีนะ”
เธอเคยได้ยินมาว่าพนักงานใหม่ทั้งสองคนนี้ต่างก็มีเส้นสาย หากเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่จะเดือดร้อน
เมื่อเห็นหลิวชุนหงยังคงไม่ใส่ใจและทำท่าท้าทายอย่างไม่รู้ความ เพื่อนคนนั้นจึงกระซิบเตือนต่อ “ดูกางเกงที่เด็กหนุ่มคนนั้นใส่สิ นั่นมันชุดทำงานของช่างเทคนิคจากโรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าไม่ใช่เหรอ ลูกชายคนเล็กของเธอก็เป็นพนักงานชั่วคราวอยู่ที่นั่นไม่ใช่รึไง เธอแน่ใจนะว่าจะสร้างศัตรูกับช่างเทคนิคผู้ทรงอิทธิพลคนนั้น?”
สีหน้าของหลิวชุนหงสั่นไหวทันที น้ำเสียงของเธอเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “เธอไม่ได้ดูผิดใช่ไหม?”
“แน่นอนสิ คู่ดูตัวคนล่าสุดของลูกสาวฉันก็เป็นช่างเทคนิคที่โรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้า เขาก็ใส่กางเกงแบบนี้เหมือนกัน ไม่ผิดแน่”
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตรงนั้น พลางชำเลืองมองไปที่ท่อนล่างของซ่งอวิ๋นเฉิงเป็นระยะๆ
สีหน้าของเด็กหนุ่มพลันดำคล้ำลงทันที เขาเบือนหน้าหนีด้วยความโกรธ
“มองอะไรกัน!!”
จังหวะที่เขาหันข้างนั่นเอง ตราสัญลักษณ์ของโรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าตรงกระเป๋ากางเกงก็ปรากฏแก่สายตาของหลิวชุนหง
เธอนึกถึงคำพูดของลูกชายคนเล็กที่เคยบอกว่าช่างเทคนิคได้เงินเดือนสูงมาก และเขาเองก็อยากจะพยายามเลื่อนตำแหน่งเข้าไปอยู่ในแผนกนั้นให้ได้
แต่ตอนนี้! เธอดันไปมีเรื่องกับช่างเทคนิคตัวจริงเสียงจริงเข้าให้แล้ว!
แล้วแบบนี้…ลูกชายคนเล็กของเธอจะยังมีความหวังอยู่ไหม?
สีหน้าของหลิวชุนหงเปลี่ยนไปมาระหว่างเขียวกับขาวสลับกันไปมาราวกับจานสี
เธอเงียบไปนานจนหลินเจาต้องมองไปอย่างแปลกใจ แล้วก็พบว่าพนักงานอาวุโสที่ปกติมักจะกร่างและเอาแต่ใจกลับมีท่าทีแปลกประหลาด เหมือนกำลังลังเล สับสน และต่อสู้กับความคิดในใจอย่างหนัก
“…”
หลินเจาละสายตาจากหลิวชุนหง แล้วหันไปมองซ่งอวิ๋นเฉิง…โดยเฉพาะที่กางเกงของเขา
เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา ซ่งอวิ๋นเฉิงก็รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก อยากจะแบกรางรถไฟแล้ววิ่งหนีไปให้พ้นๆ
นี่มันอะไรกัน พี่สาวเขากำลังมองอะไรอยู่เนี่ย!!!?
“พี่ครับ?” ซ่งอวิ๋นเฉิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
เขาไม่กล้าดุพี่สาวตัวเอง จึงหันไปถลึงตาใส่หลิวชุนหงแทน ทั้งหมดเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้!
หลิวชุนหงถูกจ้องจนสะดุ้ง ‘แย่แล้ว โดนหมายหัวเข้าให้แล้ว ถ้าลูกชายคนเล็กเข้าแผนกช่างเทคนิคไม่ได้ เขาต้องเกลียดฉันจนตายแน่ๆ!’
หลินเจาได้สติกลับคืนมา เธอหันไปมองซ่งอวิ๋นเฉิงแล้วถามว่า “กางเกงของนายเป็นชุดทำงานของช่างเทคนิคที่โรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าเหรอ?”
ซ่งอวิ๋นเฉิงพยักหน้า “ใช่ครับ มีอะไรเหรอ?”
เขาก้มลงมองการแต่งตัวของตัวเองอีกครั้ง ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
แววตาของหลินเจาเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “หล่อดีนี่”
เป็นถึงช่างเทคนิคนี่เอง มิน่าล่ะถึงทำให้คนอื่นเกรงใจจนไม่กล้าหือ
หลังจากต่อสู้กับตัวเองอยู่นาน หลิวชุนหงก็ตัดสินใจว่าอนาคตของลูกชายสำคัญกว่าศักดิ์ศรี เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถือขนมถั่วเขียวห่อหนึ่งเดินเข้ามาหาซ่งอวิ๋นเฉิงเพื่อขอโทษ “ขอโทษด้วยนะจ๊ะ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อย่าถือสาฉันเลยนะ”
พูดจบเธอก็วางห่อขนมลงบนเคาน์เตอร์ แล้วรีบกลับไปประจำที่ของตัวเอง แสร้งทำเป็นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีก
“…” ซ่งอวิ๋นเฉิงรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที
หากป้าคนนั้นยังคงทำท่าทีหยิ่งยโสอยู่ เขาก็พร้อมจะสู้กับเธอจนถึงที่สุด แต่การที่เธอเปลี่ยนท่าทีมาอ่อนข้อและกล่าวขอโทษอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สังคมได้ไม่นานอย่างเขาไปไม่เป็นเลยทีเดียว
บ้าจริง!
“ฉันกินเสร็จแล้ว” หลินเจาบอก
ความสับสนในใจของซ่งอวิ๋นเฉิงมลายหายไปทันที เขาเริ่มเก็บกล่องข้าว “พี่ครับ เดี๋ยวผมเอากลับไปล้างเอง”
หลินเจานั่งอยู่ที่เดิมแล้วตอบกลับอย่างไม่อาย “แน่นอนอยู่แล้วว่านายต้องเป็นคนล้าง”
“พี่นี่ไม่รู้จักเกรงใจกันบ้างเลยจริงๆ” ซ่งอวิ๋นเฉิงบ่นอุบ แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มอย่างปิดไม่มิด เห็นได้ชัดว่าเขาก็เต็มใจที่จะตามใจพี่สาวคนนี้เสมอ
“กับน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง จะต้องเกรงใจอะไรกัน” หลินเจาเหลือบมองเขาแล้วเอ่ยเรียบๆ
คำพูดนั้นทำให้ซ่งอวิ๋นเฉิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงสวย
“พี่ครับ แล้วอันนี้จะทำยังไงดี?” เขาชี้ไปที่ห่อขนมถั่วเขียวบนเคาน์เตอร์
“ก็เก็บไว้สิ เราจะยอมโดนด่าฟรีได้ยังไง” หลินเจาคว้าห่อขนมยัดใส่มือของเขา นี่เป็นขนมที่วางขายในสหกรณ์และยังไม่ได้แกะห่อด้วยซ้ำ เธอจึงกล้าให้อวิ๋นเฉิงเก็บไว้ เพราะถ้าเป็นอย่างอื่น เธอก็คงกลัวว่าหลิวชุนหงอาจมีเจตนาร้ายแอบแฝง
ซ่งอวิ๋นเฉิงเห็นว่าพี่สาวพูดมีเหตุผล มือที่กำลังจะปฏิเสธจึงหยุดชะงัก แล้วดันห่อขนมกลับไปทางเธอ “พี่ครับ เอาไว้ให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่กินดีกว่า”
หลินเจาเริ่มจะรำคาญ “นายเก็บไปเลยนะ!”
[จบบท]