บทที่ 88: คำโอ้อวดกลายเป็นจริง (2/2)
“พี่ครับ…” ซ่งอวิ๋นเฉิงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกหลินเจาดุกลับเสียก่อน “นายเก็บไว้นั่นแหละ นี่เป็นของที่เขาให้เพื่อขอโทษนาย ฉันไม่เอา แต่ถ้านี่เป็นของที่นายซื้อมาให้ ฉันจะปฏิเสธได้ลงคอเหรอ?”
ซ่งอวิ๋นเฉิงรู้ดีว่าพี่สาวของเขามีนิสัยแปลกๆ หลายอย่าง จึงยอมเก็บห่อขนมไว้แต่โดยดี “ก็ได้ครับ ถ้างั้นรอผมเงินเดือนออกก่อนนะ ผมจะซื้อขนมไปให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่กินเอง ถึงตอนนั้นพี่ห้ามผมไม่ได้นะ”
เด็กแฝดทั้งสองยังเล็กมาก ตัวก็นิ่ม มือเท้าก็อ่อนปวกเปียก แค่กอดแรงๆ ก็อาจจะร้องไห้แล้ว เขาจึงไม่กล้าเอาอะไรให้กินสุ่มสี่สุ่มห้า
หลินเจามองเขาด้วยสายตาเหมือนกำลังมองคนโง่ “นายเป็นน้าของเด็กๆ ทั้ง 4 คน ถ้านายอยากจะทำดีกับหลานๆ ฉันจะบ้าไปห้ามนายทำไม”
“งั้นวันหลังผมพาต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่มาเที่ยวในอำเภอได้ไหมครับ?” ซ่งอวิ๋นเฉิงลองหยั่งเชิงถาม
“สุดสัปดาห์หน้าฉันจะพาลูกทั้ง 4 คนไปหาลุงกับป้า” หลินเจาเปิดเผยแผนของเธอ
“ทำไมไม่ไปสุดสัปดาห์นี้ล่ะครับ?” ซ่งอวิ๋นเฉิงถาม
“ที่บ้านกำลังจะสร้างบ้านใหม่ ฉันต้องคอยดูแล” หลินเจาทำเสียงขึ้นจมูก “ก็นายไม่ใช่เหรอที่เคยบ่นว่าบ้านที่ฉันอยู่มันเก่าโทรม รอฉันสร้างเสร็จก่อนเถอะแล้วค่อยมาดู อย่าอิจฉาจนตาลุกเป็นไฟล่ะ!”
“ผมไปบ่นว่าบ้านพี่เก่าโทรมตอนไหนกัน!” ซ่งอวิ๋นเฉิงร้องโอดครวญ
แต่เมื่อได้ยินว่าครอบครัวกู้กำลังจะสร้างบ้านใหม่ เขาก็รู้สึกดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจ “สร้างบ้านเป็นเรื่องดีนี่ครับ ต้องการให้ช่วยอะไรไหม?”
“ไม่จำเป็น”
“ก็ได้ครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่ในพริบตา เขาก็กลับมาร่าเริงอีกครั้งแล้วพูดอย่างมีความสุข “พี่ครับ งั้นสุดสัปดาห์หน้าผมขี่จักรยานไปรับพี่ที่กองพลการผลิตนะ?”
“ได้สิ!”
ซ่งอวิ๋นเฉิงเริ่มตั้งตารอคอยวันหยุดสุดสัปดาห์หน้าอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อนึกถึงซ่งอวิ๋นจิ่นที่เฝ้ารอเจอหน้าพี่สาวและหลานๆ ทั้ง 4 คน เขาก็พูดขึ้นมาว่า “อวิ๋นจิ่นต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ”
หลินเจายังอยากจะถามถึงแผนการในอนาคตของซ่งอวิ๋นจิ่นผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่เนื่องจากที่นี่มีคนพลุกพล่าน เธอจึงตัดสินใจไม่ถามออกไป
ซ่งอวิ๋นเฉิงเก็บกล่องข้าวเรียบร้อยแล้วและกำลังจะกลับบ้าน
“เดี๋ยวก่อน” หลินเจาเรียกเขาไว้
ซ่งอวิ๋นเฉิงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองเธอด้วยสายตาเป็นคำถาม
หลินเจากวักมือเรียกเขา
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย
“เปิดถุงผ้าออกสิ” หลินเจาสั่ง
ซ่งอวิ๋นเฉิงทำตามอย่างงุนงง เขาเปิดปากถุงผ้าที่ใช้ใส่กล่องข้าวออก
หลินเจาเอี้ยวตัวเล็กน้อย แล้วหยิบน่องไก่ตุ๋น 3 ชิ้นออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ใส่ลงไปในถุงผ้าทีละชิ้น
“มีแค่ 3 ชิ้น พวกนายก็แบ่งกันกินนะ” หลินเจาบอก
น่องไก่ตุ๋นถูกห่อด้วยกระดาษไขอย่างดีทำให้ซ่งอวิ๋นเฉิงมองไม่เห็นว่าข้างในคืออะไร “นี่อะไรเหรอครับ?”
“น่องไก่ตุ๋น” หลินเจากระซิบตอบ
ซ่งอวิ๋นเฉิงเบิกตากว้าง “!!!”
น่อง…ไก่…ตุ๋น?!
“พี่ครับ”
เขาเพิ่งจะอ้าปาก หลินเจาก็เดาได้ทันทีว่าเขาจะพูดอะไร “หุบปากไปเลย”
หลังจากดุซ่งอวิ๋นเฉิงเสร็จ เธอก็หยิบกล่องชาขาวไป๋หาวหยินเจินที่สุ่มรางวัลได้ออกมาแล้วพูดว่า “นี่เป็นชาขาว ฝากเอาไปให้ลุงด้วยนะ”
“พี่ครับ พี่ยังจำได้ด้วยเหรอว่าพ่อผมชอบดื่มชา?” ซ่งอวิ๋นเฉิงหลุดปากถามออกมา
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกจนปัญญาอย่างที่สุด “ฉันเพิ่งจะ 23 ไม่ใช่ 83 ความจำยังดีอยู่ย่ะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงรีบอธิบาย “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ แค่ไม่คิดว่าพี่จะเตรียมชาไว้ให้พ่อด้วย”
เขาทอดถอนใจยาว “พี่ครับ คำโอ้อวดที่พี่เคยพูดไว้สมัยเรียน ตอนนี้มันกลายเป็นจริงหมดแล้วนะ”
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานกับทหารผู้ยิ่งใหญ่ การได้เป็นพนักงานขายที่น่าภาคภูมิใจ หรือแม้กระทั่งการซื้อชาที่ดีที่สุดให้ลุงของเขา
หลินเจา “…”
เธอมองซ่งอวิ๋นเฉิงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร “อะไรคือคำโอ้อวด? นายเข้าใจคำว่า ‘อุดมการณ์’ ไหม?”
หลินเจาแค่นเสียงในลำคอ โบกมือไล่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ “รีบไปได้แล้ว ฉันจะทำงานแล้ว”
พูดจบเธอก็ก้มตัวลงหาผ้าขี้ริ้ว แล้วเริ่มเช็ดทำความสะอาดเคาน์เตอร์และจัดเรียงสินค้า
ซ่งอวิ๋นเฉิงอ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงเดินจากไปแต่โดยดี
เมื่อกลับถึงบ้าน
“กลับมาแล้วเหรอ พี่สาวเป็นยังไงบ้าง ปรับตัวได้ไหม?” ป้าสะใภ้ซ่งที่ควรจะนอนพักผ่อนอยู่กลับยังไม่นอน พอเห็นลูกชายกลับมาก็รีบเอ่ยถามทันที
“พี่สาวผมเป็นคนแข็งแกร่งขนาดนั้น แถมยังรู้จักใช้ไม้อ่อนไม้แข็งได้อย่างคล่องแคล่ว จะมีอะไรให้ปรับตัวไม่ได้ล่ะครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงวางน่องไก่ตุ๋นและกล่องชาลงบนโต๊ะ
เขานึกถึงรสชาติของเนื้อไก่แล้วเผลอกลืนน้ำลายลงคอ แม้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในเมือง แต่ในยุคที่การซื้อเนื้อต้องใช้ทั้งเงินและตั๋วปันส่วน การได้กินเนื้อจึงเป็นเรื่องยาก แน่นอนว่าเขาย่อมอยากกินเป็นธรรมดา
ป้าสะใภ้ซ่งตีแขนเขาเบาๆ “พูดจาให้มันดีๆ หน่อยสิ ประชดประชันทำไม!”
ในสายตาของป้าสะใภ้ หลานสาวอย่างเจาเจานั้นนิสัยดีมาก กล้าพูดกล้าทำ ตรงไปตรงมา และไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ
ซ่งอวิ๋นเฉิงรู้สึกน้อยใจ
ฟ้าดินเป็นพยาน เขาไม่ได้ประชดประชันเลยสักนิด
ยังไม่ทันที่เขาจะได้แก้ต่างให้ตัวเอง ป้าสะใภ้ซ่งก็ถามขึ้น “แล้วนี่มันอะไรกัน?”
“น่องไก่ตุ๋น 3 ชิ้นครับ! พี่สาวผมให้มา!” พอพูดถึงน่องไก่ ซ่งอวิ๋นเฉิงก็อดกลืนน้ำลายอีกครั้งไม่ได้ เขาเช็ดมุมปากแล้วหยิบกล่องชาขึ้นมาพูดต่อ “ส่วนนี่เป็นชาขาวที่พี่สาวฝากมาให้พ่อครับ!”
เขาลากเสียงยาว แล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “สงสัยคืนนี้พ่อซ่งคงได้นอนพลิกตัวไปมาอีกแล้ว” แต่คราวนี้เป็นเพราะความซาบซึ้งใจ
ป้าสะใภ้ซ่งยกมือขึ้นตบหัวเขา แต่แรงที่ฟาดลงไปกลับเบาลงกว่าครึ่ง “สองวันนี้แกทำตัวเหลิงเกินไปแล้วนะ ถ้ายังไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวอีก เดี๋ยวพ่อแกจะสั่งสอนเอา ฉันนี่แหละจะยื่นไม้กวาดให้เขาเอง!”
ซ่งอวิ๋นเฉิงยิ้มประจบ “โธ่แม่ครับ ผมก็ทำแบบนี้แค่ต่อหน้าแม่เท่านั้นแหละ”
“อีกอย่าง” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววสดใส “ช่วงนี้พ่ออารมณ์ดีอยู่แล้ว พอผมเอาชาไปให้เขา อารมณ์ก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก ถึงตอนนั้นต่อให้ผมกับอวิ๋นจิ่นไปก่อเรื่องอะไร พ่อก็ไม่โกรธหรอกครับ”
ป้าสะใภ้ซ่งส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ‘ไอ้ลูกชายตัวดี รู้ทันพ่อของมันไปหมดทุกอย่าง’ ถ้าเอาความฉลาดนี้ไปใช้กับการเรียนรู้เทคนิคการทำงาน ป่านนี้คงได้บรรจุเป็นพนักงานประจำไปนานแล้ว
“พี่สาวแกนี่ช่างใส่ใจจริงๆ” ป้าสะใภ้ซ่งเอ่ยขึ้น
เธอนึกถึงหลินเจาในวัยเด็กที่เคยพูดไว้ว่า โตขึ้นจะซื้อชาที่ดีที่สุดให้ลุง ซื้อกระโปรงและเครื่องประดับที่สวยที่สุดให้ป้าสะใภ้ และซื้อเนื้อให้น้องชายกิน มาถึงตอนนี้ เด็กสาวคนนั้นก็ได้ทำตามสัญญาไว้ทั้งหมดแล้ว เธอรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ซ่งอวิ๋นเฉิงยิ้มกว้าง การมาเยี่ยมบ้านของพี่สาวเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
“แม่ครับ พี่สาวบอกว่าสุดสัปดาห์หน้าจะพาลูกทั้ง 4 คนมาบ้านเรา มาเยี่ยมพ่อกับแม่ด้วย”
ป้าสะใภ้ซ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ขึ้นมาทันที
“ถ้างั้นสุดสัปดาห์นี้ต้องช่วยกันทำความสะอาดบ้านหน่อยแล้ว”
ซ่งอวิ๋นเฉิงมองไปรอบๆ “บ้านเราก็สะอาดอยู่แล้วนี่ครับ ไม่มีอะไรต้องทำความสะอาดหรอก”
“ใต้โซฟา ใต้เตียง ใต้ตู้ ไม่ได้ทำความสะอาดมานานแค่ไหนแล้ว อย่าเถียง สุดสัปดาห์นี้ต้องช่วยกันทำความสะอาดทั้งข้างในข้างนอกให้หมด” ป้าสะใภ้ซ่งสั่งเสียงเข้ม
“…ก็ได้ครับ”
ป้าสะใภ้ซ่งถามต่อ “แล้วพี่สาวแกได้บอกไหมว่าพรุ่งนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษ?”
“ไม่ได้บอกครับ พี่สาวบอกว่าแม่ทำอาหารอร่อยมาก ไม่ได้กินฝีมือแม่มาหลายปีแล้ว คิดถึงจะแย่” ซ่งอวิ๋นเฉิงตอบ
คำพูดนั้นทำให้ป้าสะใภ้ซ่งยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ
“แม่ซื้อซี่โครงหมูมาได้พอดี พรุ่งนี้จะทำซี่โครงหมูทอดกระเทียมของโปรดของพี่สาวแกให้กิน”
ซ่งอวิ๋นเฉิงได้ยินก็อยากกินบ้าง “แล้วมีส่วนของผมกับอวิ๋นจิ่นไหมครับ?”
“มีสิ พวกแกสองคนได้คนละสองชิ้น” ป้าสะใภ้ซ่งทำท่าทางเหมือนว่าเขากับน้องชายได้รับอานิสงส์ไปด้วย
มีก็ยังดีกว่าไม่มี ซ่งอวิ๋นเฉิงไม่เกี่ยงอยู่แล้ว
“แกร๊ก!”
ประตูถูกผลักเปิดออก
ลุงซ่งกลับมาถึงบ้านแล้ว พอเข้ามาเห็นภรรยากับลูกชายยืนอยู่ที่หน้าตู้ตรงทางเข้าก็แปลกใจ “จะออกไปข้างนอกกันเหรอ?”
“เปล่าค่ะ” ป้าสะใภ้ซ่งตอบ แล้วหยิบกล่องชาที่หลินเจาให้มา “ชาที่เจาเจาฝากมาให้คุณค่ะ ฝากอวิ๋นเฉิงเอามาให้โดยเฉพาะเลยนะ แล้วยังบอกอีกว่าสุดสัปดาห์หน้าจะพาลูกทั้ง 4 คนกลับมาเยี่ยมเราด้วย”
ลุงซ่งรับกล่องชามา รอยยิ้มที่มุมปากกว้างขึ้นจนเก็บไว้ไม่อยู่ ตอนที่เขาเดินเอาชาไปเก็บ ก็เผลอฮัมเพลงปฏิวัติออกมาเบาๆ
“อาทิตย์แดงส่องแสงชายแดน ขุนเขาสีเขียวและสายน้ำสดใสอาบไล้ด้วยแสงสีทอง ที่ตีนเขาฉางไป๋ ผลไม้เรียงรายเป็นแถว”
ซ่งอวิ๋นเฉิงถึงกับอ้าปากค้าง “พ่อร้องเพลงเป็นด้วยเหรอครับ? แถมยังร้องเพราะด้วย”
“ทำหน้าแบบนั้นทำไม?” ป้าสะใภ้ซ่งพูดอย่างจนปัญญา “พ่อแกก็ไม่ได้เกิดมาเป็นพ่อคนเลยซะหน่อย เขาก็เคยเป็นหนุ่มมาก่อน สมัยก่อนน่ะพ่อแกทั้งหล่อ ร้องเพลงเก่ง แถมยังเขียนหนังสือสวยอีกต่างหาก แค่ตอนนี้อายุมากขึ้นแล้วเท่านั้นเอง”
ต้นไผ่ที่เคยสูงตระหง่าน ถูกกาลเวลาพัดพาจนโค้งงอ กลายเป็นลำไผ่แห้งๆ ไปในที่สุด
ในขณะเดียวกัน ที่สหกรณ์การค้าและการตลาด
หลังจากถูกต่อว่าอย่างรุนแรง แถมยังต้องกล่าวขอโทษอย่างไม่เต็มใจ หลิวชุนหงก็รู้สึกคับแค้นใจอย่างมาก เธอจึงเงียบขรึมไม่พูดไม่จาตลอดช่วงบ่าย
เมื่อตัวต้นเรื่องเงียบไป บรรยากาศระหว่างหลินเจาและคนอื่นๆ ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เฟินซึ่งไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด เริ่มเอ่ยปากถามเรื่องราวของซ่งอวิ๋นเฉิงกับหลินเจา
“หนุ่มที่มาส่งข้าวให้เธอตอนกลางวันคือน้องชายเธอเหรอ?”
“เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันค่ะ”
“แล้วเขามีแฟนหรือยัง?” หลี่เฟินถามต่อทันที
หลินเจาเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงอยากจะแนะนำใครสักคนให้อวิ๋นเฉิงเป็นแน่
“ยังไม่มีค่ะ เขาเพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน ยังไม่รีบร้อนเรื่องนี้”
“อย่างนี้นี่เอง” หลี่เฟินทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่เพื่อนร่วมงานจากแผนกจัดซื้อก็เรียกหลินเจาเสียก่อน
“เธอไปเถอะ เดี๋ยวฉันช่วยดูเคาน์เตอร์ให้เอง” หลี่เฟินอาสาอย่างมีน้ำใจ
“งั้นก็ขอบคุณพี่เฟินมากนะคะ” หลินเจาเอ่ยขอบคุณ
เธอเพิ่งจะเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมงานจากแผนกจัดซื้อพูดว่า “สหายหลิน จักรยานที่คุณสั่งไว้มาถึงแล้วนะคะ”
[จบบท]