บทที่ 92: ลางร้าย (2/2)
หวงซิ่วหลันหยิบเก้าอี้มาตัวหนึ่งหมายจะนั่งลง แต่จู่ๆ มือก็สั่นจนทำเก้าอี้หล่นลงพื้นเสียงดังโครม
"…แค่ถือไม่แน่นน่ะ" รอยยิ้มของหวงซิ่วหลันแข็งค้าง
หลินเจาเหลือบไปเห็นว่ามือของพี่สะใภ้ใหญ่กำลังสั่นอยู่ นี่มันอะไรกัน เธอยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะ! อีกด้านหนึ่ง จ้าวลิ่วเหนียงหลังจากเช็ดโต๊ะอาหารที่ขรุขระจนสะอาด ก็เตรียมจะแอบหนีไปเข้าห้องน้ำ ก่อนไป เธอยังส่งสายตาอวยพรให้พี่สะใภ้ใหญ่ด้วยความเป็นห่วง
แต่ยังไม่ทันจะก้าวไปไหนไกล ก็มีเสียงเรียกดังขึ้น
"พี่สะใภ้รองคะ"
ร่างของจ้าวลิ่วเหนียงแข็งทื่อ คราวนี้เธอหัวเราะไม่ออกแล้ว
ในตอนนั้นเอง ปังปังก็ยกเก้าอี้มาให้แม่ของเขาอย่างเอาใจ
"แม่ครับ เก้าอี้"
จ้าวลิ่วเหนียงกัดฟันกรอด รู้ดีนักนะ ปกติไม่เห็นจะใส่ใจแบบนี้เลย! เธอแย่งเก้าอี้มาอย่างแรง แล้วเดินไปนั่งลงข้างๆ พี่สะใภ้ใหญ่
เมื่อเห็นน้องสะใภ้รองอารมณ์ไม่ดี หวงซิ่วหลันกลับรู้สึกดีใจขึ้นมา เพราะอย่างน้อยเธอก็มีเพื่อนแล้ว หากต้องเจอกับเรื่องยากๆ อย่างน้อยก็ยังมีคนให้ปรึกษา
"...น้องสะใภ้สาม เธอมีเรื่องอะไรจะพูดเหรอ" หวงซิ่วหลันถามด้วยน้ำเสียงประหม่า
หลินเจาอยากจะส่องกระจกดูหน้าตัวเองเสียจริง ว่ามันน่ากลัวขนาดไหนกัน ถึงทำให้คนซื่อๆ สองคนนี้กลัวจนขวัญหนีดีฝ่อได้
บาปกรรมจริงๆ! ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา
หากพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองรู้ความคิดของหลินเจา พวกเธอก็คงจะเถียงกลับไปว่า ก็ที่ผ่านมามีแม่สามีคอยเป็นกำแพงให้อยู่น่ะสิ!!! "พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ฉันแค่จะมาคุยเรื่องของเด็กๆ ทั้งสี่คน" หลินเจาบอกจุดประสงค์ของเธอ
หวงซิ่วหลันถอนหายใจโล่งอก ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากแล้วยิ้ม "อ๋อ ก็แค่เรื่องนี้เองเหรอ"
นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายอะไรเสียอีก
"ฉันกับน้องสะใภ้รองคุยกันแล้วค่ะ ช่วงที่แม่พักฟื้น เราสองคนจะผลัดกันดูแลเด็กๆ ทั้งสี่คนเอง น้องสะใภ้ไปทำงานได้เลย ไม่ต้องเป็นห่วง"
"ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง" หลินเจาไม่คาดคิดว่าเรื่องจะง่ายขนาดนี้ เธอเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ ดวงตาของเธอทอประกายอ่อนโยนและสดใสราวกับแสงจันทร์
รอยยิ้มของหลินเจางดงามจนทำให้หวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงตะลึงงัน น้องสะใภ้สามคนนี้ไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาเลย ผิวพรรณของเธอดูขาวผ่องและงดงามยิ่งกว่าบรรดาสาวปัญญาชนที่มาจากในเมืองเสียอีก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความงามเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธคำขอของเธอได้
หลินเจาไม่รู้ตัวเลยว่าเธอได้ใช้ความงามของตัวเองพิชิตใจพี่สะใภ้ทั้งสองไปแล้ว เธอนำของที่เตรียมไว้ออกมาแล้วยิ้ม "พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รองคะ นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันเตรียมไว้ให้ค่ะ เป็นกระจกกับครีมไข่มุก"
คะแนนงานเป็นสิ่งสำคัญต่อปากท้องของทุกคน พี่สะใภ้ทั้งสองคงไม่ยอมขาดงานเพื่อมาดูแลลูกๆ ของเธอแน่นอน ดังนั้นการดูแลเด็กๆ ทั้งสี่จึงเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นมา การตอบแทนน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ หลินเจาเข้าใจเรื่องนี้ดี
จ้าวลิ่วเหนียงเป็นคนแรกที่รับของขวัญไป ใบหน้าของเธอเบิกบานด้วยรอยยิ้ม พร้อมตบอกรับปาก "ขอบคุณมากนะ ฉันรับรองเลยว่าจะดูแลเด็กๆ อย่างดี ไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว"
เธอพูดพลางประคองกระจกและตลับครีมไข่มุกไว้ในมืออย่างทะนุถนอม
เมื่อเธอลองส่องกระจก ใบหน้าของเธอก็สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน
"ชัดมากเลย!" จ้าวลิ่วเหนียงอุทานด้วยความประหลาดใจ "นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นหน้าตัวเองชัดขนาดนี้"
มือของเธอไล้ไปตามริ้วรอยที่หางตา ก่อนจะนิ่งงันไป แล้วหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น "แก่แล้วจริงๆ... มีริ้วรอยแล้ว"
"เป็นเพราะผิวแห้งน่ะค่ะ" หลินเจาแนะนำ "ถ้าใช้ครีมไข่มุกก็จะดีขึ้น"
จ้าวลิ่วเหนียงมองตลับครีมไข่มุกเล็กๆ ในมือแล้วถอนหายใจ "นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้สัมผัสครีมไข่มุกเลยนะ ต้องขอบคุณน้องสะใภ้จริงๆ"
สมัยยังสาว เธอก็เคยอยากได้ครีมไข่มุกสักตลับ แต่เด็กสาวบ้านนอกอย่างเธอจะมีเงินที่ไหนไปซื้อ สุดท้ายก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดไป หลังจากแต่งงานถึงพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยกล้าใช้เงินเพื่อซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนี้อีกเลย
เมื่อได้รับครีมไข่มุกตลับแรกในชีวิต เธอก็นึกถึงลูกสาวคนเล็กของเธอทันที ใบหน้าเล็กๆ ของอวี๋อวี๋กร้านแดด ไม่ชุ่มชื้นเหมือนซื่อไจ่เลยแม้แต่น้อย ถ้ามีครีมไข่มุกนี้ ลูกสาวของเธอก็จะมีผิวที่ขาวเนียนนุ่มได้เช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็มองหลินเจาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ
หวงซิ่วหลันเองก็ยิ้ม "ใช่แล้วล่ะ พวกเราก็ได้ลองใช้ครีมไข่มุกกับเขาบ้างแล้วนะ"
จากที่เคยคิดว่าการดูแลเด็กๆ เป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว ตอนนี้กลับยิ่งไม่มีความรู้สึกขุ่นเคืองใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
คืนนั้นเอง
แม่กู้เพิ่งจะรับรู้เรื่องราวทั้งหมด "สะใภ้รองคนนี้ นับวันยิ่งรู้จักจัดการเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้นจริงๆ!"
"คราวนี้ทั้งสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองคงจะเต็มใจช่วยโดยไม่มีข้อกังขาเลยสักนิด ฉันจะได้วางใจเสียที"
พ่อกู้ปรับตะเกียงให้สว่างขึ้น ก่อนจะถือตลับยามาที่ข้างเตียง
"ได้เวลาทายาแล้วนะ"
ยาขี้ผึ้งนี้เมื่อทาลงบนแผลจะรู้สึกทั้งแสบทั้งร้อน ต้องทนอยู่สักพักความรู้สึกทรมานถึงจะบรรเทาลง แม่กู้เห็นแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็รู้ดีว่าจำเป็นต้องทำ
"คุณช่วยทาเร็วๆ หน่อยแล้วกันนะคะ"
"อืม" พ่อกู้รับคำ
ในขณะที่ทางนี้กำลังทายา บรรยากาศที่บ้านตระกูลลู่กลับกำลังครึกครื้น
ซูอวี้เสียนที่รอคอยมานาน ในที่สุดก็ได้แต่งงานเข้าบ้านตระกูลลู่ เธอกำลังตั้งตารอคอยคืนเข้าหออย่างใจจดใจจ่อจนถึงขั้นถอดเสื้อคลุมนอกออกแล้ว
ปัง! ปัง! ปัง! เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เธอรีบสวมเสื้อผ้ากลับเข้าที่เดิม ใช้มือจัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิง แล้วรีบเดินไปเปิดประตู
เมื่อมองในระดับสายตา กลับไม่พบใคร แต่เมื่อก้มลงมอง ก็เห็นลู่เป่าเจินยืนอุ้มหมอนอยู่
"หนูจะนอนกับพ่อ!"
น้ำเสียงที่หวานใสนั้น กลับทำให้หัวใจของซูอวี้เสียนแตกสลาย
เธอบีบยิ้มออกมา "เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอจ๊ะ ว่าคืนนี้หนูจะนอนกับย่า"
ลู่เป่าเจินไม่สนใจแม่เลี้ยงคนใหม่ เธอเดินตรงเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นลู่อีโจวนั่งอยู่บนขอบเตียง ก็รีบวิ่งเข้าไปกอดขาของเขาแล้วออดอ้อน "พ่อคะ หนูกลัว หนูอยากนอนกับพ่อ"
ระหว่างผู้หญิงกับลูกสาวสุดที่รัก แน่นอนว่าลูกสาวที่สามารถนำโชคลาภมาให้ได้ย่อมสำคัญกว่า
ลู่อีโจวยิ้ม "ได้สิลูก"
เมื่อได้รับอนุญาต ลู่เป่าเจินก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างดีใจ
ซูอวี้เสียนยิ้มไม่ออกจริงๆ เธออยากจะรีบตั้งท้องแล้วมีลูกชายจะแย่ แต่ถ้ามีตัวถ่วงแบบนี้อยู่ จะไปมีลูกได้อย่างไรกัน ก่อนหน้านี้ เด็กคนนี้ก็ไม่เคยน่ารำคาญขนาดนี้นี่นา
ทันใดนั้น ลู่เป่าเจินก็เอ่ยขึ้น "แม่เลี้ยง หนูอยากล้างเท้า"
เพิ่งแต่งงานเข้ามา ยังไม่ทันได้ร่วมหอ ซูอวี้เสียนจำเป็นต้องเอาใจทุกคนในบ้าน ไม่กล้าปฏิเสธแม้แต่คำเดียว เธอฝืนยิ้ม "ได้จ้ะ"
พูดจบ เธอก็เดินออกจากห้องไป ทันทีที่ก้าวพ้นประตู สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเคียดแค้น
ไอ้ตัวถ่วง!
เธอสบถในใจพลางเดินไปยังห้องครัว
เมื่อจุดตะเกียงขึ้น เถ้าถ่านที่กระจัดกระจายอยู่หน้าประตูห้องครัวก็ปรากฏแก่สายตา ซูอวี้เสียนรู้ดีว่าภายใต้เถ้าถ่านนั้นคือคราบเลือดของแม่กู้
วันมงคลของเธอแท้ๆ ช่างเป็นลางร้ายเสียจริง
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น มือของเธอก็เผลอไปปัดโดนมีดทำครัวที่วางอยู่บนขอบเขียง ทันใดนั้นมีดทำครัวก็ร่วงหล่นลงมาตรงปลายเท้าของเธอที่สวมรองเท้าสานอยู่พอดี
"กรี๊ดดดด!!"
เสียงกรีดร้องแหลมคมดังขึ้นจนได้ยินไปถึงบ้านข้างเคียง
เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงร้องก็รีบปีนขึ้นไปเกาะบนกำแพงเตี้ยๆ แล้วตะโกนถาม "เกิดอะไรขึ้น! ใครร้องน่ะ!"
ทุกคนในบ้านตระกูลลู่รีบวิ่งเข้ามาในห้องครัว
ภาพที่เห็นคือซูอวี้เสียนกำลังก้มตัวกุมเท้าของตัวเองอยู่ นิ้วหัวแม่เท้าของเธอถูกคมมีดบาดเป็นแผลฉกรรจ์จนดูเหมือนกระดูกจะหัก เลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกมา ภาพนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันเสียอีก
"โอ๊ย! ทำไมไม่ระวังเอาซะเลย วันมงคลแท้ๆ!" แม่ลู่ร้องเสียงแหลมด้วยความตำหนิ ก่อนจะคว้าเถ้าถ่านกำหนึ่งมาโรยบนเท้าขวาของซูอวี้เสียนเพื่อห้ามเลือด
เลือดหยุดไหลในทันที
ในห้องหอ ลู่เป่าเจินมองไปที่มือซ้ายของตัวเองแล้วกระซิบเรียกเบาๆ "หลีหลี"
สิ้นเสียงของเธอ ที่ง่ามมือซ้ายก็ปรากฏลวดลายเล็กๆ ของปลาคาร์ปสีนิลขึ้นมา
ทั่วทั้งตัวของมันดำสนิทดุจห้วงเหวที่ย้อมด้วยหมึก เปล่งประกายแวววาวคล้ายโลหะ ขอบของลวดลายปรากฏเส้นสีเลือดแดงคล้ำจางๆ ราวกับกักเก็บคำสาปนับไม่ถ้วนไว้ภายใน แค่เพียงมองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ลางมงคลอย่างแน่นอน
ลวดลายปลาคาร์ปสีนิลนั้นราวกับถูกประทับลงบนเลือดเนื้อของลู่เป่าเจิน
มันขยับไหวเล็กน้อย ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา
[จบบท]