บทที่ 95: พี่สาวสามีที่ดีที่สุด (1/2)
เมื่อหนึ่งในคู่กรณีของเรื่องฉาวต้องไปหาหมอเพราะบาดเจ็บที่ก้น พวกไทยมุงก็ไม่มีเหตุผลจะอยู่ต่อ จึงจำต้องแยกย้ายกันไปอย่างเสียดาย
“เรื่องบ้านสกุลลู่นี่มันส์กว่าเรื่องที่บ้านพักปัญญาชนอีก คอยดูเถอะ เดี๋ยวมีแซ่บกว่านี้อีกแน่”
“ทั้งแม่เฒ่าบ้านลู่ ทั้งน้องสาวของอีโจว ไม่ใช่คนที่รับมือง่ายๆ เลยนะ ซูอวี้เสียนคิดอะไรของเธอถึงอยากแต่งเข้าไปก็ไม่รู้ เฮ้อ! ชีวิตลำบากรออยู่ข้างหน้าเห็นๆ!”
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านยังคงนั่งแทะเมล็ดฟักทองอย่างสบายอารมณ์ เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อยราวกับล่วงรู้ทุกสิ่ง
“ก็เพราะอายุเยอะแล้วน่ะสิ ถ้าไม่รีบแต่งตอนนี้ก็จะได้เป็นสาวแก่ขึ้นคานกันพอดี ถึงพ่อหนุ่มบ้านลู่จะเคยมีเมียแถมมีลูกติด แต่เขาก็เป็นทหารนะ มีเบี้ยเลี้ยงทุกเดือน ลูกสาวบ้านซูจะไปหาใครดีกว่าพ่อของเป่าเจินได้อีกล่ะ ก็ต้องเกาะติดเป็นธรรมดา”
ถ้าให้เดา ซูอวี้เสียนคงวางแผนจะตามสามีไปประจำการที่กองทัพด้วยแน่ๆ ถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะอยู่ไกลหูไกลตาแม่สามี สบายไปทั้งชาติไม่ใช่หรือไง
“เฮ้อ อวี้เสียนนี่นับวันยิ่งถอดแบบแม่ตัวเองมาเปี๊ยบ” หญิงในเสื้อคลุมปะผ้าสีครามเอ่ยขึ้น
“คนเราอยากมีชีวิตดีๆ มันก็ไม่ผิดหรอก” อีกคนเสริม
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้า ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะลงเอยด้วยดี มันไม่ผิดก็จริง แต่การกระโจนเข้าไปในรังหมาป่าแบบนั้นมันน่ากลัวเกินไป ใครๆ ก็บอกว่าลู่อีโจวเป็นคนดี ซื่อตรงเหมือนกู้เฉิงหวยลูกชายคนที่สามของบ้านกู้ แต่ไม่รู้ทำไม เธอถึงรู้สึกว่าพ่อหนุ่มบ้านลู่คนนี้ดูเสแสร้งยังไงชอบกล แต่เพราะไม่มีหลักฐาน ก็คงได้แต่คิดว่าเขาไม่ถูกชะตากับเธอเท่านั้นเอง
สิ่งที่ชาวบ้านเหล่านี้ไม่เคยรู้คือ ในเนื้อเรื่องเดิมของนิยาย หลังจากที่หลินเจาเสียชีวิต ลู่เป่าเจินได้ใช้ซาลาเปาและขนมที่ ‘แลก’ มาจากปลาคาร์ปสีนิลคอยดูแลเอาใจใส่ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่จนเด็กทั้งสองรักและไว้ใจเธอเหมือนเพื่อนสนิท ด้วยวิธีนี้ ปลาคาร์ปสีนิลก็ได้สิ่งที่มันต้องการ ส่วนลู่เป่าเจินก็อาศัยมันแลกของดีๆ มามากมาย ทำให้ชีวิตของครอบครัวสกุลลู่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซูอวี้เสียนแค่เอาใจลูกเลี้ยงคนเดียวก็พลอยได้มีชีวิตสุขสบายไปด้วย
ขณะที่ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่กลับต้องเผชิญเคราะห์กรรม พวกเขาค่อยๆ สูญเสียคนที่พึ่งพิงได้ไปทีละคน ต้องประทังชีวิตด้วยการขุดผักป่าและอาศัยความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากชาวบ้านจนกระทั่งเติบใหญ่
แต่ในปัจจุบัน แม่ของฝาแฝดยังไม่ตาย แถมยังสอนให้ลูกๆ อยู่ห่างจากคนบ้านลู่ ลู่เป่าเจินจึงไม่มีโอกาสเข้าใกล้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ได้เลย เธอจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่แม่เลี้ยงแทน
ซูอวี้เสียนเพิ่งแต่งเข้าบ้านได้ไม่ทันไรก็ถูกตราหน้าว่าเป็นลูกสะใภ้ตัวซวย ชีวิตแต่งงานของเธอเริ่มต้นในโหมดนรก เธอได้แต่นอนซมอยู่บนเตียงและตั้งคำถามกับโชคชะตาของตัวเอง แม้แต่ลู่อีโจวก็ยังมองว่าเธอเป็นตัวซวย เขาไม่อยากจะย่างเท้าเข้าห้องหอด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่จะเก็บกระเป๋าเดินทาง แต่กลับมุ่งหน้ากลับค่ายทหารทันที
เมื่อซูอวี้เสียนรู้ข่าว เธอก็ถึงกับตาเหลือกแล้วสิ้นสติไป ก่อนที่สติจะดับวูบ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ‘มันไม่ควรเป็นแบบนี้! ไม่ใช่สิ!’ เธอควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้สิ!
หยวนเป่าวิ่งหน้าตื่นมาที่บ้านเก่าสกุลกู้ เขาเล่าเรื่องวุ่นวายของบ้านสกุลลู่ให้ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ และเด็กคนอื่นๆ ฟังจนน้ำลายแตกฟอง
ไหลเม่ยตบขาตัวเองฉาดใหญ่ด้วยความเสียดาย “โธ่เอ๊ย! อดดูของเด็ดเลย ตอนฉันไปถึงตลาดก็วายซะแล้ว”
ต้าไจ่กลับใจกว้าง เขาฉีกล่าเถียวแบ่งให้ทุกคนแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ดูเรื่องสนุกที่ไหนจะอร่อยเท่ากินล่าเถียวล่ะ”
แม่ของเขาสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับคนบ้านลู่ เขาจึงหวังว่าพวกพี่ปังปังจะอยู่ห่างจากครอบครัวนั้นด้วย แต่ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เลยปิ๊งไอเดียใช้ของอร่อยซื้อใจทุกคนแทน
“นั่นสินะ! ขอบใจมากนะต้าไจ่!” ไหลเม่ยรับล่าเถียวมา ค่อยๆ ละเลียดกัดคำเล็กๆ อย่างเสียดาย พอกัดเข้าไปเท่านั้น ดวงตาก็เบิกโพลงด้วยความอร่อย
“ต้าไจ่ ชีวิตนายกับเอ้อร์ไจ่นี่ดีจริงๆ เลยนะ อาสะใภ้สามซื้อของอร่อยๆ มาให้กินทุกวัน” คำว่า ‘อิจฉา’ เขาพูดจนเบื่อแล้ว ยังไม่นับเรื่องที่เขาใกล้จะเข้าโรงเรียนแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กระเป๋านักเรียนสักใบ ในขณะที่เอ้อร์ไจ่ที่วิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้านกลับมีกระเป๋าสะพายเท่ๆ แล้ว “โอ๊ย สวรรค์! ท่านลำเอียงชะมัด!”
“พี่ไหลเม่ย เป็นอะไรไปเหรอครับ?” ต้าไจ่เห็นท่าทางเจ็บปวดรวดร้าวของไหลเม่ยก็เอียงคอถามด้วยแววตาใสซื่อ
“เปล่าๆ” ไหลเม่ยกัดล่าเถียวคำโตอย่างระบายอารมณ์ ก่อนจะกลับมายิ้มแฉ่งอีกครั้ง แค่ได้กินลูกอมหรือขนมอร่อยๆ สักคำ เขาก็มีความสุขแล้ว
เด็กวัยกำลังโตมักจะหิวบ่อย ท้องของเอ้อร์ไจ่เริ่มส่งเสียงร้องโครกคราก เขาจึงหันไปถามพี่ชาย “พี่ครับ เมื่อไหร่เราจะได้กินแตงโมเหรอ?”
เถี่ยตั้นที่กำลังดูดนิ้วอยู่หันขวับมาทางต้าไจ่ “อาสะใภ้สามซื้อแตงโมให้พวกนายอีกแล้วเหรอ? ต้าไจ่ ฉันว่าพวกนายสองคนนี่ใช้ชีวิตเหมือนเด็กในเมืองเลยนะ”
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เม้มปากกลั้นยิ้ม ไม่ใช่สักหน่อย แม่บอกว่าชีวิตของพวกเขาน่ะ ดีกว่าเด็กในเมืองด้วยซ้ำไป
…
สองพี่น้องหาจังหวะกลับไปที่บ้านแล้วอุ้มแตงโมลูกโตกลับมาที่บ้านเก่า ทำเอาปังปังและเด็กคนอื่นๆ ทั้งตกใจทั้งดีใจ
“ต้าไจ่! เอ้อร์ไจ่!!” เถี่ยตั้นแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาพยายามข่มเสียงไม่ให้ดังเกินไป
“แม่บอกให้เอาแตงโมลูกนี้มาแบ่งให้ทุกคนกินครับ” ต้าไจ่บอก เขาไม่เคยรู้สึกเสียดายเลยเวลาได้แบ่งปันของอร่อยให้พี่ๆ น้องๆ
เถี่ยตั้นร้อง ‘ว้าว’ ในใจ ก่อนจะกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจแล้วตะโกนลั่น “เย้! อาสะใภ้สามเป็นอาสะใภ้สามที่ดีที่สุดในคอมมูนเลย!!”
หวงซิ่วหลันเองก็ยิ้มกว้าง เธอรับแตงโมมาผ่าแล้วให้เด็กๆ หยิบกันเอง ก่อนจะแบ่งสองสามชิ้นไปให้แม่สามีที่ห้องนอนใหญ่
“แม่คะ กินแตงโมค่ะ”
แม่กู้เป็นคนอยู่นิ่งไม่เป็น การต้องนอนพักเฉยๆ ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าเธอทั้งเป็น เธอลุกขึ้นมานั่งพิงหมอน เย็บรองเท้าผ้าให้หลานๆ เด็กๆ วิ่งเล่นซนจนรองเท้าพังเร็ว แค่สองวันนิ้วโป้งก็โผล่ออกมาแล้ว เธอเลยต้องรีบทำสำรองไว้หลายๆ คู่ เผื่อว่าตอนที่บ้านสามเริ่มสร้างบ้านใหม่ เธออาจจะไม่มีเวลา
“ของลูกสะใภ้สามเหรอ?” แม่กู้เหลือบมองแตงโมในมือของลูกสะใภ้ใหญ่
“ค่ะ ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่อุ้มกลับมาจากบ้าน บอกว่าแม่ของพวกเขาให้พวกเรากินด้วยกัน” หวงซิ่วหลันอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
พอได้ยินว่าทุกคนได้กินด้วยกัน แม่กู้ก็เช็ดมือแล้วรับแตงโมมา กัดเข้าไปคำแรกก็รู้สึกถึงความหวานฉ่ำที่แผ่ซ่านไปทั่วปาก “ลูกสะใภ้สามนี่เลือกของเก่งจริงๆ แตงโมนี่อร่อยมาก กินแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะเลย”
หวงซิ่วหลันรู้ดีว่าแม่สามีอึดอัดเพราะอะไร เธอคงอยากจะลุกไปทำงานใจจะขาด เหมือนตอนที่เธออยู่เดือนใหม่ๆ ที่อยากจะออกไปไถนาให้รู้แล้วรู้รอด
“แม่ทนอีกหน่อยนะคะ พอแผลหายดีแล้ว แม่จะขยับตัวทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นค่ะ”
แน่นอนว่าแม่กู้เชื่อฟังคำแนะนำของลูกสะใภ้ การได้ยินเสียงเด็กๆ หัวเราะเล่นกันอยู่ด้านนอก ทำให้ช่วงเวลาที่น่าเบื่อผ่านไปได้เร็วขึ้น เมื่อคนอื่นๆ ในบ้านที่กำลังทำงานอยู่ได้กลิ่นแตงโมหอมหวานก็พากันมาสมทบ นั่งล้อมวงกินแตงโมกันอย่างเอร็ดอร่อย
วันนี้กู้ฉานกลับมาเยี่ยมบ้าน พอมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็ได้ยินกลุ่มผู้หญิงที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่
“ไม่รู้ว่าแม่ของหย่วนซานเป็นยังไงบ้างนะ เมื่อวานเลือดไหลเยอะขนาดนั้น ไม่รู้เมื่อไหร่จะบำรุงกลับมาเหมือนเดิม”
แม่? แม่บาดเจ็บเหรอ!
กู้ฉานรู้สึกเหมือนโดนค้อนทุบหัว หูของเธออื้ออึงไปหมด ตะกร้าไม้ไผ่ที่คล้องแขนอยู่เกือบจะหลุดมือ สีหน้าของเธอซีดเผือดแล้วรีบวิ่งกลับบ้านทันที ระหว่างทางเธอสะดุดก้อนหินจนผมเปียที่ถักไว้หลุดลุ่ย แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจ เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน เธอก็หอบหายใจจนตัวโยน หัวใจเต้นรัวไม่เป็นส่ำ
[จบบท]