บทที่ 96: พี่สาวสามีที่ดีที่สุด (2/2)
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป
“?”
ภาพที่เห็นทำเอากู้ฉานถึงกับพูดไม่ออก คนทั้งบ้านกำลังนั่งเรียงแถวกินแตงโมกันอย่างมีความสุข
“…” กู้ฉานยืนนิ่ง
“นี่มัน…เรื่องอะไรกัน?” เธอถามด้วยความสับสน
เอ้อร์ไจ่รีบลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ป้าใหญ่! ป้าใหญ่รีบมากินแตงโมเร็วครับ!!”
กู้ฉานเบนสายตาไปมองหลานชายด้วยสีหน้าเหม่อลอย นี่…เอ้อร์ไจ่เหรอ? ผมสั้นเกรียนจนเห็นหนังศีรษะ เสื้อผ้าสีดำไม่มีรอยปะ รองเท้าแตะที่เธอเคยเห็นแวบๆ ในสหกรณ์ ไหนจะกระเป๋าสีเขียวทหารที่สะพายอยู่อีก ใบหน้าเล็กๆ ก็ดูอวบอิ่มขึ้นแถมยังขาวเนียนอีกต่างหาก นี่มันดูดีกว่าเด็กในเมืองซะอีก จะใช้คำว่าอะไรดีนะ… อ้อ ‘ทันสมัย’ ใช่ ทันสมัยมาก!
“เอ้อร์ไจ่?!” เธออ้าปากค้าง ตกใจจนพูดติดอ่าง “ธะ…เธอคือเอ้อร์ไจ่เหรอ!?”
ถ้าไม่ได้เจอกันที่บ้าน เธอก็คงไม่กล้าทักแน่ๆ คนบ้านกู้ที่เจอกันทุกวันอาจไม่ทันสังเกต แต่สำหรับกู้ฉานที่ไม่ได้กลับมาเกือบครึ่งเดือน ความเปลี่ยนแปลงนี้มันชัดเจนจนน่าตกใจ
“ใช่สิครับ” เอ้อร์ไจ่ทำหน้างง เขาวางชิ้นแตงโมลงแล้วเดินไปหาป้าของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วใช้มือหยิกแก้มอูมๆ ของตัวเองให้ดู ทั้งซ้ายทีขวาที “ป้าใหญ่ดูผมดีๆ สิครับ ผมเอ้อร์ไจ่เอง ป้าจำผมไม่ได้แล้วเหรอครับ?!” เขาแทบอยากจะหันหลังให้ป้าดูขวัญบนหัวเพื่อยืนยันตัวตน
กู้ฉานใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของเอ้อร์ไจ่ “จำได้แล้วๆ แต่ทำไมเธอเปลี่ยนไปขนาดนี้ล่ะ?” ทันใดนั้นเธอก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “พ่อของเธอกลับมาแล้วเหรอ? เขาอยู่ไหน? พ่อเธออยู่ไหน?”
ต้าไจ่เดินเข้ามาแล้วอธิบายอย่างฉะฉาน “พ่อยังไม่กลับมาครับ เสื้อผ้าใหม่แม่เป็นคนทำให้ รองเท้าแม่ก็ซื้อให้จากสหกรณ์ แถมแม่ยังซื้อครีมเด็กให้พวกเราด้วยครับ”
ห๊ะ? เจาเจาซื้อให้เหรอ?!
กู้ฉานรู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด เธอยืนนิ่งไปนานจนกระทั่งมีคนยื่นแตงโมชิ้นฉ่ำน้ำมาให้ในมือ เธอจึงได้สติกลับคืนมาแล้วรีบหันไปถามหวงซิ่วหลัน “พี่สะใภ้ใหญ่ แม่เป็นยังไงบ้างคะ? ฉันได้ยินคนแถวปากซอยพูดกันว่าแม่บาดเจ็บ”
หวงซิ่วหลันที่กำลังสงสัยว่าทำไมกู้ฉานถึงรู้เรื่องแม่สามีบาดเจ็บทั้งที่ไม่มีใครส่งข่าวไปบอกก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ก็ได้ยินมาจากชาวบ้านนี่เอง เรื่องในหมู่บ้านมันปิดกันไม่มิดจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องร้ายๆ
“ใช่จ้ะ แต่หมอมาดูอาการแล้วก็ให้ยาไว้ สองวันนี้แม่ก็ดูมีเรี่ยวมีแรงขึ้นนะ”
แต่กู้ฉานก็ยังไม่วางใจจนกว่าจะได้เห็นแม่ด้วยตาตัวเอง เธอจึงถือแตงโมเดินเข้าไปในห้องของพ่อกับแม่
“แม่ ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?” เธอถามทันทีที่เห็นหน้า
แม่กู้ซึ่งกำลังโดนสามีบังคับให้ดื่มน้ำขิงน้ำตาลทรายแดงอยู่ พอเห็นหน้าลูกสาวคนโตก็รีบยื่นถ้วยให้สามีแล้วตบที่นอนข้างๆ “ไม่เป็นไรหรอก แล้วนี่ลูกมาได้ยังไง เหนื่อยไหม มานั่งพักก่อน”
กู้ฉานเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วสำรวจแม่ของเธออย่างละเอียด “แม่เจ็บตรงไหนคะ?”
“แผลถลอกนิดหน่อยน่ะ เปลี่ยนยาบ่อยๆ จนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว” คนบ้านนอกไม่ได้สำออยขนาดนั้น ผู้หญิงบางคนท้องแก่ยังลงนาทำงานจนคลอดลูกคาที่นาก็มี บางคนคลอดลูกได้วันเดียวก็กลับไปทำงานแล้ว แผลแค่นี้สำหรับเธอถือว่าเล็กน้อยมาก
เมื่อได้ยินอย่างนั้น กู้ฉานก็โล่งใจ เธอยื่นแตงโมให้แม่
แม่กู้ส่ายหน้า “แม่กินแล้ว ลูกกินเถอะ นี่สะใภ้สามเขาเอามาให้ หวานฉ่ำชื่นใจดี เดินทางมาเหนื่อยๆ คงจะคอแห้งน่าดู รีบกินซะ” พ่อกู้ก็พยักหน้าเห็นด้วย
กู้ฉานคอแห้งจริงๆ แถมยังไม่ได้กินของหวานมาเกือบครึ่งปีแล้ว เธอจึงรับมากินอย่างรวดเร็ว พอจัดการแตงโมเสร็จก็เช็ดมือแล้วถามขึ้น “แม่คะ แล้วเรื่องเจาเจาล่ะคะ? เสื้อผ้ากับรองเท้าที่ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ใส่อยู่ เขาเป็นคนซื้อให้เหรอคะ?! หนูไม่ได้กลับมาแค่ครึ่งเดือน ทำไมรู้สึกเหมือนบ้านเราเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้เลย”
แม่กู้จึงเล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาให้ฟัง เมื่อกู้ฉานรู้ว่าตอนนี้น้องสะใภ้หันมาใส่ใจดูแลลูกๆ ทั้งสี่ แถมยังได้เป็นพนักงานขายในสหกรณ์อีก เธอก็ดีใจจนเนื้อเต้น
“นี่มันเรื่องดีสุดๆ ไปเลยนี่คะ!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง ก่อนจะหันไปค้อนให้แม่ “แล้วทำไมแม่ไม่ส่งข่าวไปบอกหนูบ้างเลยคะ! เรื่องแม่เจ็บตัวไม่บอกก็แล้วไป แต่เรื่องดีๆ แบบนี้ทำไมไม่บอกกันบ้างเลย”
“ก็ลูกกลับมาทุกครึ่งเดือนอยู่แล้ว จะต้องส่งข่าวไปทำไมให้วุ่นวาย นี่ไง พอกลับมาก็รู้เอง” แม่กู้ตอบ
“…”
กู้ฉานกลับมาบ้านเพราะมีธุระสำคัญ หลังจากเยี่ยมแม่เสร็จ เธอก็เดินตรงไปยังบ้านสามของสกุลกู้อย่างคุ้นเคย เมื่อตามฝาแฝดเข้าไปในห้องของหลินเจา เธอก็สังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของเด็กๆ ทั้งสี่คนมีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ ทำไมเสื้อผ้าของพวกหนูมาอยู่ในห้องนี้ล่ะ?”
ต้าไจ่รู้สึกหูร้อนผ่าว เขาคิดว่าตัวเองโตเป็นหนุ่มอายุห้าขวบครึ่งแล้ว การยังติดแม่แจแบบนี้มันดูไม่สมชายชาตรีเอาซะเลย เขาจึงเงียบไป
แต่เอ้อร์ไจ่กลับเชิดหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจ “พวกเรานอนกับแม่ครับ! แม่ยังเล่านิทานให้ฟังด้วยนะ”
“ดีแล้วล่ะ ป้าจะได้หายห่วง” กู้ฉานยิ้มอย่างพอใจ
จากนั้นเธอก็ลงมือเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เก็บผ้าสกปรกและรองเท้าใส่กะละมัง ตักน้ำมาชุบผ้าขี้ริ้วแล้วเช็ดทำความสะอาดโต๊ะและตู้จนเอี่ยมอ่อง เสร็จจากห้องของหลินเจา เธอก็ไปทำความสะอาดห้องข้างๆ ต่อด้วยห้องครัว จัดการล้างหม้อไหถ้วยชามจนสะอาดแล้วจัดเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
สุดท้ายเธอเดินไปที่สวนหลังบ้าน เห็นผักสวนครัวกำลังงอกงามดี แถมยังมีรั้วกั้นเป็นสัดส่วน พอถามหลานชายทั้งสองก็ได้ความว่าเป็นฝีมือของลุงรองของพวกเขา
“พอทำแบบนี้แล้วค่อยน่าดูหน่อย”
กู้ฉานกวาดทั้งสวนหน้าและสวนหลังจนสะอาด ก่อนจะอุ้มกะละมังไม้ใบใหญ่เตรียมจะไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ
เอ้อร์ไจ่รีบวิ่งเอาสบู่ซักผ้ามาให้ “ป้าใหญ่ครับ ใช้สบู่ซักผ้าสิครับ”
“โอ๊ย จะใช้ของแพงทำไมกันลูก แค่ผลจ้าวเจี่ยวก็พอแล้ว สบู่นี่เก็บไว้ใช้เถอะ” กู้ฉานบอก
“แต่สบู่มันหอมนะครับ แม่ชอบ” เอ้อร์ไจ่เขย่งปลายเท้าแล้วหย่อนก้อนสบู่ลงในกะละมัง
“…” ใครๆ ก็รู้ว่าสบู่มันหอม แต่ราคามันก็แพงไม่ใช่เล่นๆ กู้ฉานก้มลงมองใบหน้าจริงจังของหลานชายทั้งสองแล้วก็ได้แต่ยอมแพ้ เอาเถอะ ใช้ผลจ้าวเจี่ยวซักไปก่อน แล้วค่อยใช้สบู่ถูตอนท้ายๆ ให้เสื้อผ้าพอมีกลิ่นหอมก็แล้วกัน
ขณะที่กู้ฉานกำลังจะออกจากบ้าน ต้าหวงกับหู่โพที่ไปเดินเล่นในหมู่บ้านก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นคนแปลกหน้า หู่โพก็ย่อตัวลงต่ำ หูตั้งชัน แล้วส่งเสียงเห่าขู่ฟ่อๆ
“หู่โพ! นี่ป้าใหญ่ของฉัน ห้ามดุนะ!” ต้าไจ่รีบวิ่งเข้าไปอุ้มเจ้าหมาน้อยขึ้นมา พอถูกอุ้มจนมุมมองเปลี่ยนไป เจ้าหมาก็เลิกดุ ทำได้แค่ร้องอู้อี้อยู่ในอ้อมแขนของเจ้านายตัวน้อย
“ป้าใหญ่ครับ นี่หู่โพ แม่เป็นคนตั้งชื่อให้ ต้าหวงกับหู่โพเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านเราครับ” เอ้อร์ไจ่ตะโกนบอกป้าของเขา
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวของกู้ฉานคือ ‘เลี้ยงหมานี่มันเปลืองข้าวนะ’
“แล้วที่บ้านมีข้าวพอกินเหรอ?”
“แม่บอกว่าพอครับ” ต้าไจ่ตอบอย่างหนักแน่น
“พอก็ดีแล้ว” กู้ฉานมองดูต้าหวงที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ไม่ผอมโซเหมือนเมื่อก่อนก็รู้สึกดีใจ อย่างไรเสียมันก็เป็นหนึ่งชีวิต แถมยังเป็นทายาทของสุนัขฮีโร่อีกด้วย
ไม่นานนัก ชาวบ้านก็ได้เห็นภาพของกู้ฉานที่อุ้มกะละมังใบใหญ่เดินนำหน้า โดยมีเด็กๆ และสุนัขอีกสองตัวเดินตามหลังเป็นพรวน มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำ
“อาฉาน มาช่วยงานบ้านน้องสะใภ้อีกแล้วเหรอจ๊ะ”
“ขยันจริงๆ เลยนะ แต่งงานออกเรือนไปแล้วยังกลับมาช่วยน้องชายอยู่เรื่อยๆ”
มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงนินทา
“ช่วยบ้านเฉิงหวยขนาดนี้ บ้านสามีไม่ว่าอะไรเหรอ? แต่งงานไปแล้วก็ควรจะเอาใจใส่บ้านสามีนะ คิดถึงแต่บ้านแม่อยู่ได้ ระวังแม่สามีเขาจะไม่พอใจเอา” ป้าคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงหวังดีแต่แฝงไปด้วยการตำหนิ
กู้ฉานเพียงแค่ยิ้มรับ แต่ไม่ได้ตอบอะไร เธอเรียกเอ้อร์ไจ่ที่พร้อมจะหาเรื่องคนไปทั่วให้เดินตามมา แล้วรีบจ้ำอ้าวไปที่ริมแม่น้ำ น้องสามเป็นทหาร นานๆ ทีจะได้กลับบ้าน ถ้าเธอไม่ช่วยดูแลบ้านให้ แล้วน้องชายของเธอจะทำยังไง? ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เห็นแก่หน้าหลานๆ ทั้งสี่คน เธอก็ต้องดูแลเจาเจาให้ดีที่สุด
บ่ายสามโมงกว่า หลินเจาขี่จักรยานกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเข้ามา เธอก็เห็นเสื้อผ้าที่ตากอยู่เต็มราว ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเรียกลูกๆ พี่สาวสามีร่างเล็กผิวคล้ำแดดก็เดินออกมาจากสวนหลังบ้าน
“พี่ใหญ่”
[จบบท]