บทที่ 22: ร้านอาหารของรัฐและกระโปรงตัวใหม่
หลังจากเก็บข้าวของให้เข้าที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็เดินทางไปยังร้านอาหารของรัฐบาลเพื่อรับประทานมื้อเที่ยง
พนักงานเสิร์ฟมองดูการแต่งกายที่ดูธรรมดาของทั้งสามคนด้วยสายตาเมินเฉย การบริการจึงไม่ได้มีความกระตือรือร้นเลยแม้แต่น้อย พนักงานหญิงโยนเมนูอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง จากนั้นก็ยืนรอรับออเดอร์อยู่ด้านข้างโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา
หยางหลิ่วตกใจกับเสียงนั้นจนต้องเงยหน้าขึ้นไปมองพนักงานเสิร์ฟ ทว่าผู้หญิงคนนั้นกลับกลอกตามองบนใส่เธออย่างไม่หยี่ระ
หยางหลิ่วรู้สึกโมโหจนอยากจะลุกเดินออกจากร้านไปเสียเดี๋ยวนั้น แต่พอหันไปมองผู้ชายสองคนที่มาด้วยกันก็พบว่าพวกเขากำลังสุมหัวเลือกเมนูอาหารกันอย่างอารมณ์ดี
ช่างเถอะ อย่าโมโหไปเลย ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปโกรธผู้หญิงที่อีกไม่นานก็จะต้องตกงาน หยางหลิ่วหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงการมองเห็นสิ่งที่ไม่เจริญหูเจริญตา
ยุคสมัยนี้แทบจะไม่มีร้านอาหารของเอกชนเปิดกิจการเลย ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่แผงลอยขายอาหารเล็กๆ ริมทางเท่านั้น แต่อีกไม่นานร้านอาหารของเอกชนก็จะผุดขึ้นมาอย่างเงียบๆ ราวกับดอกเห็ดหลังฝนตก ถึงเวลานั้นร้านอาหารของรัฐบาลที่ไม่มีจิตสำนึกในด้านการบริการก็จะใช้ชีวิตได้ยากลำบากขึ้นอย่างแน่นอน
โชคดีที่ฝีมือการทำอาหารของพ่อครัวที่นี่รสชาติดีเยี่ยม ปริมาณอาหารที่ให้มาก็เยอะมาก ครอบครัวของเธอจึงรับประทานอาหารมื้อนี้กันอย่างมีความสุข
ช่วงบ่าย หยางหลิ่วและหลินจื้ออวี่พากันไปหาซื้อขนมเปี๊ยะและใบชาหนึ่งกล่อง พวกเขารอจนกระทั่งรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยหิ้วเสื้อผ้าพร้อมกับของขวัญเดินทางไปที่บ้านของครูฟาง
ครูฟางและครูสวีเพิ่งจะรับประทานอาหารเสร็จพอดี เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาในบ้านจึงเอ่ยถามเรื่องกินข้าว ทั้งคู่รีบบอกกล่าว พวกเขากินอิ่มแล้วถึงค่อยเดินทางมาที่นี่
หลังจากการทักทายพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ครูสวีก็เปิดถุงกระดาษแล้วหยิบเสื้อผ้าด้านในออกมาดูอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่ได้เห็นเสื้อผ้าชุดนั้นเธอก็ถึงกับตกตะลึง
ครูสวีมีใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาเล็กน้อย
“ตายจริง กระโปรงสวยขนาดนี้ฉันใส่คงจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่หรอกค่ะ ให้คนหนุ่มสาวอย่างเสี่ยวหยางใส่จะดูดีกว่านะคะ”
ทางด้านครูฟางได้ลองสวมเสื้อผ้าของตัวเองดูแล้ว เขาพบว่ามันมีขนาดพอดีตัวมากจึงถอดออกแล้ววางพับไว้ด้านข้าง
ชายสูงวัยเห็นภรรยาของตนเองเอาแต่จ้องมองเสื้อผ้าด้วยสายตาเป็นประกาย แถมปากยังพูดถ่อมตัวไม่ตรงกับใจ เขาจึงหัวเราะออกมาเบาๆ
“รีบไปลองใส่ดูเถอะครับ คุณผิวขาว ใส่สีนี้ต้องเหมาะมากแน่ๆ”
ครูสวีค้อนวงขวาใส่ครูฟางไปหนึ่งวง จากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าไปลองเสื้อผ้าในห้อง สังเกตจากจังหวะฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างเบาสบายก็สามารถมองออกได้ว่าเธอกำลังมีความสุขมากขนาดไหน
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงส่งเสียงเรียกหยางหลิ่วให้เข้าไปหาในห้อง
หญิงสูงวัยยืนอยู่หน้ากระจกบานยาว เธอเอาแต่จ้องมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกจนขอบตาเริ่มแดงก่ำ
หยางหลิ่วตกใจกับท่าทีนั้นจึงรีบเดินเข้าไปถามไถ่
“เป็นอะไรไปคะ หรือว่าขนาดไม่พอดีตัว ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวฉันสามารถแก้ทรงให้ใหม่ได้ค่ะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ ฉันชอบมันมากเลย ขนาดก็พอดีตัว เสี่ยวหยาง ขอบใจเธอมากนะ ฉันชอบกระโปรงตัวนี้จริงๆ”
ชอบมากจนถึงกับต้องร้องไห้ออกมาเลยงั้นหรือ มันไม่น่าจะถึงขนาดนั้นกระมัง
ครูสวีดึงมือหยางหลิ่วให้ลงมานั่งบนขอบเตียงด้วยกันก่อนจะถอนหายใจออกมา
“สมัยก่อนแม่ของฉันเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ ตอนเด็กๆ ฉันมักจะเห็นเธอสวมชุดกี่เพ้าปักลายอยู่บ่อยๆ มันสวยงามมากเลยล่ะค่ะ แต่เธอก็น่าจะรู้ดีว่าหลังจากนั้นพวกเราแทบจะไม่มีโอกาสได้สวมใส่เสื้อผ้าสวยๆ แบบนี้อีกเลย ฉันไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้สวมกระโปรงที่สวยงามขนาดนี้อีกครั้ง”
หยางหลิ่วเข้าใจเหตุผลทั้งหมด ที่แท้เธอก็กำลังมองสิ่งของแล้วหวนคิดถึงคนในอดีตนั่นเอง
วันต่อมา สองสามีภรรยาพากันออกไปหาซื้อเตาถ่านหินรังผึ้งรวมถึงพวกหม้อและชาม ภายในสหกรณ์มีของขายทุกอย่าง พวกเขาจึงสามารถซื้อของทั้งหมดได้ครบจบในคราวเดียว จากนั้นก็ว่าจ้างรถสามล้อให้ช่วยขนของทั้งหมดกลับไปที่บ้าน
หลินจื้ออวี่ปั่นจักรยานที่ภรรยาของครูฟางยืนกรานให้พวกเขาปั่นกลับมาตั้งแต่เมื่อคืน เขามีหยางหลิ่วนั่งซ้อนท้ายพร้อมกับปั่นโต้ลมแม่น้ำถัวเจียงไปตลอดทาง
หยางหลิ่วหลับตาลงแล้วแนบแก้มเข้ากับแผ่นหลังอันผอมบางของหลินจื้ออวี่ เธอสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของเขา ภายในใจกลับรู้สึกถึงความอ่อนโยนและโรแมนติกอย่างน่าประหลาด
บางทีชีวิตคนเราก็ไม่ได้ขาดแคลนความโรแมนติกและความหอมหวาน เป็นเพียงแค่ตัวเธอเองที่เลือกจะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน พวกเขาจ่ายเงินเพิ่มให้คนขับรถอีก 1 หยวน คนส่งของจึงช่วยขนของทั้งหมดมาวางไว้ที่หน้าประตู สองสามีภรรยาช่วยกันทยอยขนของจำนวนมากเข้าไปในบ้าน พวกเขายังซื้อโต๊ะตัวยาวมาอีก 1 ตัว บ้านหลังเล็กจึงดูคับแคบและแออัดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อถึงวันจันทร์ หลินจื้ออวี่จะต้องเข้ารับการอบรมครูเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์เต็ม และเมื่อการอบรมเสร็จสิ้นลง เขาก็จะเริ่มต้นสอนหนังสือนักเรียนอย่างเป็นทางการ
เมื่อเป็นเช่นนี้หยางหลิ่วก็สามารถเข้าไปในมิติได้อย่างสบายใจ
เธอค้นหาเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยนำมาเย็บเป็นยางมัดผมได้จำนวน 400 เส้น แม้ว่ามันจะเป็นเพียงของเรียบง่าย แต่มันก็ดูสวยงามมากทีเดียว
การนำผ้าผืนใหม่มาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้ามันดูสะดุดตาจนเกินไป แต่ถ้านำมาทำเป็นยางมัดผมชิ้นเล็กๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นที่จับตามองอีกต่อไป
จากนั้นเธอก็นำยางมัดผมทั้งหมดไปส่งขายส่งในราคาชิ้นละ 1 เหมา ให้กับชายหนุ่มที่ชื่อว่าจงจื้อเผิง แล้วเธอจึงค่อยแวะซื้อกับข้าวเพื่อเดินทางกลับบ้าน
หากเธอตั้งแผงลอยขายของด้วยตัวเอง อย่างน้อยเธอก็สามารถขายได้ในราคาชิ้นละ 1 เหมา 5 เฟิน แต่เธอไม่อยากจะเสียเวลาไปกับการนั่งขายของเหล่านั้น
[จบบท]