บทที่ 8: กระเป๋าผ้าต่อทำมือ
ปึกเงินตราซึ่งยับยู่ยี่ถูกนิ้วมือหยาบกร้านของพ่อของหยางหลิ่วหยิบมาวางลงบนฝ่ามือของหยางหลิ่ว
สองมือของหยางหลิ่วกำแน่นจนรู้สึกได้ถึงแรงบีบ จมูกของเธอแสบร้อนไปหมด
เธอแนบแก้มลงบนท่อนขาของคนเป็นพ่อ หลับตาลงเบาๆ ขนตาขยับไหวเล็กน้อย
สัมผัสอันอบอุ่นจากครอบครัวทำให้พ่อของเธอรับรู้ได้ถึงความกังวล พ่อของหยางหลิ่วถาม “เป็นอะไรไป กังวลเรื่องเงินเหรอ ไม่ต้องกังวลไปหรอก ที่บ้านเรายังมีลูกหมูอยู่อีกสองตัว เดี๋ยวพ่อจะให้อู๋เหล่าลิ่วจูงไปขายสักตัว คนเราจะมาตายเพราะเงินแค่นี้เชียวเหรอ”
มุมปากของหยางหลิ่วยกขึ้นเล็กน้อย เธอส่ายหน้าไปมา “ไม่ต้องหรอกค่ะ เงินที่เหลือเดี๋ยวหนูจะหาทางเอง”
เมื่อเห็นลูกสาวยืนยันเช่นนั้น คนเป็นพ่อจึงเริ่มคาดเดาไปถึงเรื่องอื่น พ่อของหยางหลิ่วลดระดับเสียงลง “ไม่ได้กังวลเรื่องเงิน แล้วลูกกำลังกังวลว่าจื้ออวี่กลับไปอยู่ในเมืองแล้วจะเปลี่ยนใจ ทิ้งแม่ทิ้งลูกอย่างนั้นเหรอ พ่อขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะ จื้ออวี่ไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก”
“อืม หนูทราบค่ะ” หยางหลิ่วหัวเราะออกมาเบาๆ ลุกขึ้นมานั่งข้างๆ พ่อ
พ่อของหยางหลิ่วหันไปมองลูกสาวด้วยสีหน้าจริงจัง “พ่อจะบอกอะไรให้นะ ต่อให้ถอยออกมาหมื่นก้าวแล้วจื้ออวี่เกิดมีความคิดแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ลูกก็ห้ามทำตัวอ่อนแอเด็ดขาด ถ้าลูกทำตัวเหมือนจางซานยาที่เอะอะก็ร้องไห้ฟูมฟาย อาละวาด จะผูกคอตาย พ่อจะตีลูกให้ตายเลยคอยดู”
“พ่อคะ หนูไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ ถ้าจื้ออวี่คิดไม่ซื่อขึ้นมา หนูจะชิงทิ้งเขาก่อนทันที จากนั้นค่อยไปหาผู้ชายที่ดีกว่าเขาพันเท่าหมื่นเท่ามาเป็นลูกเขยให้พ่อ ดีไหมคะ”
พ่อของหยางหลิ่วถลึงตาใส่ลูกสาว “จื้ออวี่เป็นคนดีที่สุดแล้ว ลูกจะไปหาคนที่ดีกว่าเขาพันเท่าหมื่นเท่าจากที่ไหนกัน”
หยางหลิ่วอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “พ่อคะ พ่อเพิ่งจะบอกให้หนูเข้มแข็งอยู่เลย แต่พ่อกลับปกป้องเขาซะขนาดนี้”
บทสนทนาของสองพ่อลูกดันไปเข้าหูของใครบางคนเข้าพอดี หลินจื้ออวี่ซึ่งเพิ่งตื่นนอนและเตรียมตัวจะออกจากบ้านรู้สึกโมโหกับคำพูดของหยางหลิ่ว เขาจำได้แค่ประโยคที่หยางหลิ่วบอกว่าจะไปหาผู้ชายที่ดีกว่าเขาพันเท่าหมื่นเท่า
เขาหันหลังกลับไปนอนลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงด้วยความหงุดหงิด
หยางหลิ่วคุยกับพ่อต่ออีกพักหนึ่งจึงเดินกลับเข้าห้อง เมื่อเห็นจื้ออวี่คลุมโปงอยู่ เธอเข้าใจว่าเขายังคงหลับ จึงค่อยๆ ยกจักรเย็บผ้าในห้องออกไปไว้ที่ลานบ้านอย่างเบามือ จากนั้นก็ยกตะกร้าใส่เศษผ้าตามออกไป
แม่ของหยางหลิ่วตื่นนอนแล้วเดินออกมา เห็นลูกสาวกำลังจัดวางข้าวของอยู่กลางลานบ้านจึงเดินเข้าไปถาม “ลูกกำลังจะทำอะไร”
“ทำกระเป๋าค่ะ พรุ่งนี้หนูจะไปเป็นเพื่อนจื้ออวี่ที่ตัวอำเภอ จะลองเอาไปขายดูว่าพอจะได้เงินกลับมาบ้างไหม”
“เศษผ้าพวกนี้จะเอาไปทำอะไรได้ มันเป็นแค่เศษผ้าที่เหลือจากการตัดชุดให้คนอื่นไม่ใช่เหรอ” แม่ของหยางหลิ่วรู้สึกสงสัย เธอคิดว่าของพวกนี้อย่างมากก็เอาไปทำพื้นรองเท้าหรือเอาไว้ปะซ่อมเสื้อผ้าเท่านั้น
“แม่คะ รอให้หนูทำเสร็จก่อนแล้วแม่ค่อยดูนะคะ” หยางหลิ่วก้มหน้าก้มตาทำงานพร้อมกับยิ้มบางๆ ขณะคุยกับแม่
เมื่อหลายปีก่อน พ่อของหยางหลิ่วอาศัยเส้นสายฝากฝังให้หยางหลิ่วไปเรียนฝีมือที่ร้านตัดเสื้อในตำบล คนชนบทมีฐานะยากจน หากบ้านไหนมีเงินหน่อยก็จะได้ตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ในช่วงปีใหม่ ส่วนบ้านที่ฐานะไม่ดีอาจจะต้องรอหลายปีกว่าจะมีโอกาสตัดเสื้อสักชุด หยางหลิ่วจึงมักจะรับจ้างปะซ่อมเสื้อผ้าเป็นส่วนใหญ่ เธอจึงได้เศษผ้ากลับมาจากร้านตัดเสื้อในตำบลเป็นจำนวนมาก
แม่ของหยางหลิ่วเดินไปรินน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วใส่แก้วกระเบื้องมาวางไว้ให้ลูกสาว จากนั้นก็ไปปลุกหลินป๋อตัวน้อยให้ลุกขึ้นไปทำงานบนภูเขา
ครอบครัวตระกูลหยางอาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา เป็นบ้านเดี่ยวโดดเดี่ยว ที่ดินครึ่งหนึ่งเป็นที่ราบด้านหน้า ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอยู่บนภูเขา ผลผลิตทางการเกษตรไม่ค่อยดีนัก โชคดีที่พื้นที่ภูเขาหลังบ้านถูกจัดสรรให้เป็นของครอบครัวพวกเขา การหาฟืนจึงสะดวกสบายมาก
หยางหลิ่วเลือกเศษผ้าสีอ่อนที่มีโทนสีใกล้เคียงกันมาเย็บต่อกันเป็นลวดลายเรขาคณิต เดินเส้นด้ายสร้างลวดลาย ปิดท้ายด้วยการเย็บดอกไม้เล็กๆ ด้วยมือ และใช้ผ้าสีเดียวกันทำเป็นสายกระเป๋าลายเถาวัลย์ กระเป๋าใบเล็กอันประณีตก็เสร็จสมบูรณ์
ผลงานชิ้นนี้อาจดูธรรมดาในยุคปัจจุบัน แต่ในอีกหลายสิบปีให้หลัง มีผู้คนมากมายชื่นชอบการทำกระเป๋าผ้าต่อลักษณะนี้ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้เศษผ้าทำ ผ้าบาติกที่ซื้อมาทำกระเป๋านั้นมีราคาแพงกว่าตัวกระเป๋าเสียอีก
หลินจื้ออวี่มุดหัวอยู่ใต้ผ้าห่มจนเผลอหลับไปอีกครั้ง เมื่อเขาเดินออกมา หยางหลิ่วก็ทำกระเป๋าเสร็จไปแล้วถึงสามใบ มีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กอย่างละใบ
ส่วนหยางหลิ่วกำลังลงมือทำกระเป๋าเป้สะพายหลังอยู่
หลินจื้ออวี่ยืนมองอยู่ข้างๆ พักหนึ่ง เขาถามขึ้น “นี่ทำมาจากเศษผ้าเหรอ”
“ใช่ค่ะ ฉันเก่งไหมล่ะ” หยางหลิ่วเงยหน้าขึ้นมองหลินจื้ออวี่ ขยับคอและหัวไหล่ที่ปวดเมื่อย หลินจื้ออวี่รีบเดินไปด้านหลังเพื่อบีบนวดไหล่ให้เธอ
“คุณไปเรียนเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“เรื่องแบบนี้ต้องเรียนด้วยเหรอคะ” หยางหลิ่วคุยโวอย่างไม่อาย “ฉันออกจะฉลาด แค่คิดนิดหน่อยก็ทำเป็นแล้ว”
ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าหยางหลิ่วเก่งมากจริงๆ แต่การที่เธอชมตัวเองแบบนี้ก็ดูจะหน้าหนาไปสักหน่อย เขาจึงทำเพียงแค่ยิ้มและไม่ยอมพูดอะไรออกไป
[จบบท]