บทที่ 101: คำเตือนจากใจ
ช่วงสายเฉินชิงกับทาเลียเพิ่งกลับจากสหกรณ์การค้าและการตลาด หลังจัดการข้าวของที่แย่งชิงมาได้เรียบร้อย ช่วงบ่ายทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลด้วยกัน
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฟุ้งกระจายไปทั่วทางเดินของโรงพยาบาลโรงงานเครื่องจักร ทาเลียหิ้วกระป๋องนมมอลต์สกัดมาเป็นของเยี่ยม ส่วนเฉินชิงก็เอาแตงโมกับกล้วยใส่ถุงตาข่ายไนลอนมาด้วย
ห้องพักผู้ป่วยห้องที่สามสุดทางเดินมีประตูที่แง้มอยู่ บนขอบหน้าต่างมีปิ่นโตอะลูมิเนียมเจ็ดแปดใบวางซ้อนกันเกะกะระเกะระกะ หน้าห้องเองก็มีคนยืนออกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าหัวหน้าหลินเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานมากแค่ไหน
เฉินชิงเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองเข้าไปในห้อง เธอมองเห็นหัวหน้าหลินกำลังพิงหมอนอยู่บนเตียง ตาข้างซ้ายของหัวหน้าหลินถูกพันด้วยผ้าก๊อซ ส่วนรอยฟกช้ำหลังใบหูก็มีสีม่วงคล้ำจนเห็นได้ชัดแม้จะมีปกเสื้อปลอมบังอยู่ก็ตาม
หัวหน้าหลินพยายามจะยกมือขึ้น แต่สายน้ำเกลือที่แขวนอยู่บนเสาเหล็กก็แกว่งไกวสะท้อนแสงไฟวิบวับ ทำให้เธอได้แต่ฝืนยิ้มขอบคุณ
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่อุตส่าห์มาเยี่ยม ขอบคุณสำหรับของฝากด้วยค่ะ”
บนโต๊ะข้างเตียงเต็มไปด้วยของเยี่ยมจากผู้คนมากมาย มีทั้งก้อนน้ำตาลแดงที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ กระป๋องลูกท้อในถุงตาข่ายไนลอน หรือแม้แต่ไข่ต้มสุกสองฟองที่ผูกด้วยเชือกสีแดง
เสียงแสดงความห่วงใยจากคนรอบข้างดังขึ้นไม่หยุด
ทว่าเฉินชิงกลับเม้มปากแน่น รู้สึกอึดอัดในใจอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนทาเลียนั้นตกใจยิ่งกว่า เธอกระซิบกับเฉินชิงด้วยน้ำเสียงแทบไม่เป็นคำพูด
“หัวหน้าหลินปล่อยให้ลูกชายตัวเองตีได้ยังไงกัน ถ้าเป็นเหมาเหมานะ กล้ามาแตะตัวฉันเมื่อไหร่ ฉันจะทุบกะโหลกให้แบะเลย!”
เฉินชิงนึกชื่นชมในใจอย่างจริงใจ สมแล้วที่เป็นหญิงสาวจากชนชาตินักสู้ ช่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญจริง ๆ!
เนื่องจากในห้องยังมีคนคุยกับหัวหน้าหลินอยู่ เฉินชิงกับทาเลียเลยต้องยืนต่อแถวรออย่างสงบเสงี่ยมท่ามกลางผู้คนที่อออยู่เต็มหน้าห้อง ไม่ต่างอะไรกับเด็กนักเรียนประถม
หลังจากที่ยืนรอนานกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดหัวหน้าหลินก็มองเห็นทาเลียที่สูงโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ
“ทาเลีย!” หัวหน้าหลินเอ่ยชื่อเธอด้วยความประหลาดใจ
ทุกสายตาจึงหันมาจับจ้องที่ทาเลียเป็นตาเดียว
ทาเลียส่งยิ้มเขิน ๆ ให้กับหัวหน้าหลิน
หัวหน้าหลินรู้สึกผิดอย่างสุดหัวใจ เพราะเรื่องที่ลูกชายของเธอทำตัวเลวทรามจนเธอต้องเข้าโรงพยาบาล ทำให้ทาเลียต้องมาเสียเวลาในวันที่เธอมีโอกาสได้ออกมาข้างนอกเพียงสัปดาห์ละครั้ง
“ขอโทษด้วยนะที่ต้อนรับได้ไม่ดีพอ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ทาเลียนั้นดุดันเวลาอยู่ต่อหน้าเหมาเจี้ยนกั๋ว และก็เป็นกันเองเวลาอยู่กับเฉินชิง
แต่การที่ต้องกลับเข้ามาอยู่ในฝูงชนอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานทำให้เธอรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ผู้คนที่เดินผ่านไปมามักจะจ้องมองสีผมของเธอเสมอ เรื่องที่เคยชินในวัยเด็ก ตอนนี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงไปทั้งตัว จนอยากจะวิ่งหนีกลับบ้านไปซ่อนตัวเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เฉินชิงตบหลังเธอเบา ๆ “ไม่เป็นไรนะ”
ทาเลียถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เฝ้ารอให้ถึงคิวของตัวเองที่จะได้เข้าไปในห้องพักผู้ป่วย
ทันทีที่เฉินชิงกับทาเลียก้าวเข้าไปในห้อง หลินเหรินเจี๋ยที่ทำหน้าที่รับของเยี่ยมอยู่ก็จ้องมองเฉินชิงตาไม่กะพริบ
เฉินชิงรวบผมยาวเป็นหางม้าต่ำไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าขาวเนียนและดวงตาที่งดงามสดใส ทำให้หัวใจของหลินเหรินเจี๋ยเต้นไม่เป็นจังหวะ ร่างกายเกร็งขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ สายตาของเขากวาดมองเฉินชิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบังความหื่นกระหายในแววตา
“สหายครับ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไร”
“หลินเหรินเจี๋ย แกไสหัวออกไปให้พ้นหน้าฉันนะ!” หัวหน้าหลินกำหมัดแน่น จรดไว้ที่ริมฝีปากแล้วไอออกมาอย่างรุนแรง
ตั้งแต่ที่เธอเข้าโรงพยาบาลมา ก็มีคนมาเยี่ยมไม่ขาดสาย แม่สามีของเธอเห็นแก่ของเยี่ยม เลยโวยวายว่าจะมาเฝ้าไข้เธอ ไม่ทันไรก็เรียกหลินเหรินเจี๋ยลูกชายคนเล็กให้มาช่วยอีกแรง!
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องรอให้สามีกลับมาถึงจะแจ้งเรื่องตัดขาดความสัมพันธ์ได้ เธอคงจะตัดขาดความเป็นแม่ลูกกับหลินเหรินเจี๋ยตั้งแต่ตอนที่ถูกทำร้ายแล้ว!
หลินเหรินเจี๋ยยิ้มเยาะอย่างไม่ใส่ใจ “ผมจะทำอะไรมันเกี่ยวอะไรกับแม่ด้วย!”
ทุกคนทั้งในและนอกห้องต่างก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ หัวหน้าหลินกำลังจะเอ่ยปากดุด่า แต่แม่สามีของเธอก็สวนขึ้นมาด้วยถ้อยคำหยาบคาย
“หลินเหรินเจี๋ยของฉันน่ะเป็นคนมีความสามารถ ทั้งฉลาดทั้งเก่ง ถามชื่อผู้หญิงคนนั้นแล้วมันจะเป็นอะไรไป ถือเป็นบุญของหล่อนแล้วนะ”
เฉินชิงไม่ได้ตอบโต้อะไร เธอแค่คว้าถุงตาข่ายกลับคืนมา แล้วก็ถือโอกาสหยิบนมมอลต์สกัดกลับมาด้วย เธอหันไปพูดกับหัวหน้าหลินว่า
“หัวหน้าหลินคะ รักษาตัวด้วยนะคะ ฉันขอตัวก่อนค่ะ!”
แตงโมกับกล้วยก็ไม่ใช่ถูก ๆ แต่กลับจะต้องมาให้คนเลว ๆ แบบนี้กิน เฉินชิงไม่มีทางยอมเด็ดขาด!
“เดี๋ยวก่อนสิครับ คุณยังไม่ได้บอกชื่อผมเลยนะ!”
ตอนที่หลินเหรินเจี๋ยเห็นเฉินชิง เขาก็รู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาของเขามันช่างไร้ค่า เขาจะต้องแต่งงานกับเธอให้ได้!
“ไม่มีอะไรจะบอกค่ะ” เฉินชิงบอกให้คนที่ขวางประตูอยู่หลีกทาง เธอต้องการจะออกไป
หลินเหรินเจี๋ยรีบหันไปพูดกับหัวหน้าหลินทันที
“ถ้าแม่จัดการให้ผมได้แต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ ต่อไปแม่อยากให้ผมทำอะไร ผมก็จะทำตามที่แม่บอกทุกอย่าง!”
แม่เฒ่าหลินร้องโหยหวนออกมาด้วยความดีใจ
ในความคิดอันตื้นเขินของเธอ การสู่ขอผู้หญิงสักคนก็ใช้เงินแค่ร้อยสองร้อยหยวนเท่านั้น ลูกสะใภ้ของเธอเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายสตรีของโรงงานเครื่องจักร ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง การจะจัดการผู้หญิงแพศยาคนนี้ให้หลานชายสุดที่รักของเธอเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
ถ้าหากเธอไม่สามารถควบคุมหลานชายคนเล็กเอาไว้ได้ อนาคตของเธอก็คงจะมืดมน! พ่อเฒ่าหลินเองก็มีสีหน้าซับซ้อนยากจะอ่านออก
บรรยากาศทั้งในและนอกห้องพักผู้ป่วยตกอยู่ในความเงียบงัน
วินาทีนี้เฉินชิงรู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูกที่ไม่ยอมฟังคำของเถียนเมิ่งหย่า ไม่น่ามาเยี่ยมหัวหน้าหลินเลย!
เธอคิดว่าในเมื่อหัวหน้าหลินถูกลูกชายตัวเองทำร้าย อย่างน้อยในห้องพักผู้ป่วยก็ไม่น่าจะมีเขาอยู่ด้วย
ตอนที่เห็นหลินเหรินเจี๋ยครั้งแรก เฉินชิงยังนึกว่าเป็นลูกชายคนโตของหัวหน้าหลินด้วยซ้ำไป ใครจะไปคาดคิดว่าคนสารเลวจะมานั่งอยู่ในห้องพักผู้ป่วยด้วย?
นี่มันสะดวกต่อการทำร้ายร่างกายแล้วก็เข้ารับการรักษาในที่เดียวกันเลยใช่ไหม? เฉินชิงตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า หมอไม่สามารถรักษาตัวเองได้จริง ๆ
หัวหน้าหลินโกรธจนตัวสั่น กวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนกระทั่งเห็นหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัย จึงเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“หัวหน้าแผนกหวังคะ รบกวนช่วยไล่พวกเดนมนุษย์กลุ่มนี้ออกไปให้ฉันที ผลที่ตามมาฉันจะรับผิดชอบเองค่ะ”
หวังเต๋อไห่ที่สูงเกือบสองเมตร เคยผ่านสมรภูมิรบมาก่อน ทั้งยังเป็นทหารมาหลายปี บรรยากาศรอบตัวจึงเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
“ได้เลยครับ!”
พ่อเฒ่าหลิน แม่เฒ่าหลิน และหลินเหรินเจี๋ยต่างก็หน้าซีดเผือด
ทั้งสามคนกลัวว่าจะถูกหวังเต๋อไห่จัดการเข้าจริง ๆ จึงได้แต่พูดจาข่มขู่ทิ้งท้ายไว้แล้วก็รีบจากไป
พอทั้งสามคนจากไป อากาศภายในห้องก็พลันสดชื่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หัวหน้าหลินให้คำมั่นสัญญากับเฉินชิงอย่างหนักแน่น
“ฉันไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด”
“ค่ะ” เฉินชิงตอบรับด้วยท่าทีที่เย็นชาลงเล็กน้อย
หัวหน้าหลินรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นเรื่องงาน
“เรื่องกระดานข่าวสารเธอทำไปถึงไหนแล้ว? ฉันป่วย สหพันธ์สตรีเลยขาดคน ไม่อย่างนั้นฉันน่าจะช่วยเธอได้ ถ้าเธอทำไม่ไหวจริง ๆ ก็เลื่อนงานออกไปก่อนก็ได้นะ รอให้ฉันกลับไปแล้วค่อยทำก็ได้”
เฉินชิงตอบกลับอย่างมั่นใจ “ฉันทำได้ค่ะ”
หัวหน้าหลินประหลาดใจ “แสดงว่าคนในห้องทำงานของเธอก็เชื่อฟังเธอดีสินะ”
“พวกเขาไม่ฟังฉันหรอกค่ะ เราก็แค่ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง”
ในตอนที่เฉินชิงเลือกที่จะรับผิดชอบหัวข้อข่าวทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ก็เท่ากับว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ จะต้องรับผิดชอบงานเขียนกระดานดำในส่วนที่เหลือ
ช่วงแรกเธอเป็นคนทำ ช่วงหลังก็เป็นหน้าที่ของพวกเขา
พวกเขาจะยังคงดื้อดึงไม่ทำต่อไปก็ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เตรียมตัวถูกปลดจากตำแหน่งได้เลย! เพราะการทำงานอืดอาดเอื่อยเฉื่อยยังพอทนได้ แต่ถ้าไม่ยอมทำอะไรเลยในโครงการ ก็สามารถส่งตัวกลับไปทำงานในแผนกการผลิตได้ทันที!
เฉินชิงยกมือกุมขมับ
ทำไมทุกวันจันทร์จะต้องมีเรื่องหนักใจให้ต้องจัดการอยู่เรื่อย?
แล้วทำไมเธอถึงมักจะสร้างศัตรูอยู่เสมอ?
อยากมีโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลย จะได้เปิดเสี่ยวหงซูค้นหาหัวข้อ ‘ทำยังไงให้ลูกน้องทำงานแบบไม่ต้องขึ้นเงินเดือน’
คนในช่องความคิดเห็นคงจะเข้ามาด่าเธอจนหาทางกลับบ้านไม่เจอแน่ ๆ
เฉินชิงเม้มปาก ก่อนจะพูดกับหัวหน้าหลินตรง ๆ ว่า “ลูกชายของคุณแย่มากค่ะ”
ใบหน้าของหัวหน้าหลินร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมามีคนมาเยี่ยมเธอมากมาย แต่เฉินชิงเป็นคนแรกที่กล้าพูดออกมาตรง ๆ แบบนี้
“เสี่ยวชิงนี่สายตาเฉียบแหลมจริง ๆ”
“ขอบคุณที่ชมค่ะ” เฉินชิงกับทาเลียเพียงแค่ทักทายถามไถ่อีกสองสามประโยค แล้วก็รอให้คนต่อไปเข้ามาแทนที่ ก่อนจะกลับ เฉินชิงก็ย้ำเตือนอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
“หัวหน้าหลินคะ คุณต้องระวังตัวด้วยนะคะ”
โดยรวมแล้ว หัวหน้าหลินได้ช่วยเหลือผู้คนมามากมายนับไม่ถ้วน คนเราย่อมไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เฉินชิงก็แค่หวังว่าหัวหน้าหลินจะปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
หัวหน้าหลินยิ้มให้เฉินชิงอย่างอบอุ่น “อืม ฉันจะระวังตัว ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
แต่เฉินชิงไม่วางใจเลย เธอจึงแวะไปหาเมิ่งฮวนฮวน แล้วก็กำชับเธออีกหลายเรื่อง ก่อนจะแยกย้ายกับทาเลียกลับบ้านไป
ตอนที่ทั้งสองคนเดินออกมาจากโรงพยาบาลโรงงานเครื่องจักร แสงสุดท้ายของวันที่ขอบฟ้าเป็นสีแดงฉานราวกับเลือด
[จบบท]