บทที่ 111: ของขวัญสองชิ้น
“ผมก็จะไปที่สหกรณ์การค้าและการตลาดเหมือนกันครับ” เสียงอ้อมแอ้มของหูไท่หงดังขึ้นจากด้านหลัง ทำลายความเงียบระหว่างการเดินทาง
เฉินชิงที่กำลังเพลิดเพลินกับการเดินในบรรยากาศยามบ่ายต้องหยุดชะงัก เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียงพร้อมกับถลึงตาใส่
“แล้วทำไมไม่เดินมาดีๆ ทำตัวลับๆ ล่อๆ เหมือนพวกขโมยไปได้”
“ขอโทษครับ ผมทราบแล้ว” หูไท่หงรีบปรับท่าที เขาสาวเท้าเข้ามาเดินเคียงข้างเธออย่างนอบน้อม
“หัวหน้าทีมจะไปซื้ออะไรเหรอครับ”
“ก็แค่เดินดูของไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แล้วนายล่ะ มีธุระอะไร”
“ผมตั้งใจจะไปซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ครับ” หูไท่หงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความประหม่า
“เรื่องของเรื่องคือเงินเดือนงวดที่แล้วของผมถูกคิดขาดไป 10 หยวน พ่อกับแม่ผมท่านตาดีไปเห็นเข้า เลยไปทวงคืนจากฝ่ายบัญชีให้ แต่การทำแบบนั้นมันก็สร้างความยุ่งยากให้พี่สมุห์บัญชีเขา พ่อแม่เลยสั่งให้ผมซื้อของไปขอบคุณเขาหน่อยครับ”
“อืม... นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควรทำนะ ถือว่าเป็นการแสดงน้ำใจ” เฉินชิงพยักหน้ารับรู้
“พ่อกับแม่ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ”
เฉินชิงหรี่ตามองเขาอย่างพิจารณา “ว่าแต่...พ่อแม่นายเคยคิดอยากจะฟาดก้นนายสักทีสองทีบ้างไหม”
คำถามทีเล่นทีจริงของเธอทำให้หูไท่หงหัวเราะแห้งๆ “โอ๊ย...โดนเป็นประจำเลยครับ”
“หา...จริงดิ”
“จริงครับ บ้านผมลูกดก พอคนเยอะเรื่องมันก็แยะ เป็นธรรมดาที่จะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกัน แล้วในฐานะที่ผมเป็นพี่คนโต ส่วนใหญ่แล้วความรับผิดชอบทั้งหมดก็มักจะตกมาอยู่ที่ผมคนเดียว เลยกลายเป็นกระสอบทรายให้พ่อกับแม่ระบายอารมณ์บ่อยๆ”
หูไท่หงเล่าด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้ดวงตาจะฉายแววเศร้า “แต่ผมชินแล้วล่ะครับ ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว”
เฉินชิงนิ่งเงียบไป เธอไม่คิดว่าคำพูดหยอกล้อของตัวเองจะไปสะกิดโดนบาดแผลในใจของเขาเข้า กลายเป็นตลกร้ายที่หัวเราะไม่ออก
“ชีวิตนายก็ไม่ง่ายเลยนะ” เธอเอ่ยปลอบใจเบาๆ
“แล้วหัวหน้าทีมล่ะครับ เคยโดนผู้ใหญ่ตีบ้างไหม” หูไท่หงถามกลับด้วยความอยากรู้
เฉินชิงส่ายหน้าช้าๆ “ไม่เคยเลยสักครั้ง”
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร่างเดิมหรือตัวเธอในปัจจุบัน ต่างก็ไม่เคยถูกลงโทษด้วยวิธีนั้น
“โห...อย่างนั้นหัวหน้าก็โชคดีมากๆ เลยนะครับ” ดวงตาของหูไท่หงทอประกายแห่งความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
คำพูดซื่อๆ ของเขาทำให้เฉินชิงหลุดหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้
แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับบาดลึกเข้าไปในใจของเฮ่อหย่วนที่เดินเงียบๆ อยู่ข้างกายเฉินชิงมาตลอด บรรยากาศรอบตัวเขาพลันเย็นเยียบลง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด สายตาที่ส่งไปยังหูไท่หงนั้นคมกริบราวกับมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน
หูไท่หงสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจนขนลุกซู่ เขารีบเปลี่ยนเรื่องคุย “เอ่อ...หัวหน้าทีมมาเดินเที่ยวสหกรณ์ฯ กับนักวิจัยเฮ่อเหรอครับ”
“ใช่แล้ว พอดีเขาจะซื้อของขวัญไปฝากลูกสาวของอาจารย์ เลยลากฉันมาช่วยเลือกหน่อย”
“อ้อ...อย่างนั้นเองเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นผม…” หูไท่หงมองเธอด้วยสายตาอ้อนวอนราวกับลูกสุนัขตัวน้อย
เฉินชิงเห็นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้ เธอแสร้งกรอกตาอย่างระอา “ก็ได้ๆ ฉันช่วยดูก็ได้ แต่นายต้องสัญญาก่อนว่าจะตั้งใจทำงานให้ฉันมากกว่านี้”
“แน่นอนครับหัวหน้า!” หูไท่หงรับคำอย่างแข็งขัน ความกังวลบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น
เขาเป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยทันคนเรื่องมารยาททางสังคม การเลือกของขวัญให้ผู้ใหญ่จึงเป็นเรื่องที่หนักอกหนักใจ พอมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยแบบนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ในขณะที่หูไท่หงกำลังดีใจ เฮ่อหย่วนกลับรู้สึกเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอก ทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ เขาอุตส่าห์เป็นคนนัดเธอออกมา! แล้วทำไมเธอต้องไปเสียเวลาคุยกับคนอื่นด้วย!
“เฉินชิง” เขากระซิบเรียกชื่อเธอแผ่วเบา
เธอหันมามองเขาอย่างงุนงง “มีอะไรเหรอคะ”
เฮ่อหย่วนฝืนยิ้ม “ไม่มีอะไรครับ แค่จะเตือนให้คุณมองทางหน่อย เดี๋ยวจะสะดุดล้มเอา”
“อ๋อ...โอเคค่ะ ขอบคุณนะคะ” เฉินชิงตอบรับง่ายๆ โดยไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ
หลังจากนั้น บรรยากาศระหว่างคนทั้งสามก็ตกอยู่ในความเงียบงัน หูไท่หงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดิน เขาตัดสินใจในใจแล้วว่าเดี๋ยวพอไปถึง จะรีบเลือกของให้เสร็จแล้วชิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด เขาไม่อยากทนอยู่ในบรรยากาศที่น่าอึดอัดแบบนี้อีกแล้ว
สหกรณ์การค้าและการตลาดตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงงานเครื่องจักร พวกเขาจึงใช้เวลาเดินไม่นานก็มาถึง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เฉินชิงก็หันไปทำท่าจะถามเฮ่อหย่วนว่าจะให้เธอช่วยใครเลือกของก่อนดี แต่เขากลับชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความใจกว้างว่า
“คุณไปช่วยเขาเลือกก่อนเลย” จะได้รีบๆ เลือก แล้วรีบๆ ไปให้พ้นหน้าเสียที
เฉินชิงไม่ได้ติดใจอะไร เธอพยักหน้ารับแล้วพาหูไท่หงเดินตรงไปยังแผนกของขวัญ
การเลือกของให้สมุห์บัญชีไม่ใช่เรื่องยาก เฉินชิงใช้เวลาเพียงไม่นานก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย
หูไท่หงกล่าวขอบคุณเธออย่างซาบซึ้ง ก่อนจะหันไปโค้งคำนับให้เฮ่อหย่วนเล็กน้อยตามมารยาท แล้วจึงขอตัวจากไป
เมื่อก้างขวางคอชิ้นใหญ่จากไปแล้ว บรรยากาศก็กลับมาเป็นของคนสองคนอีกครั้ง เฮ่อหย่วนและเฉินชิงเดินขึ้นไปยังชั้นสองของอาคาร
ชั้นล่างของสหกรณ์ฯ เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ชั้นสองกลับเงียบสงบกว่ามาก เพราะที่นี่คือแหล่งรวมสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงที่ไม่ค่อยมีใครจะมาเดินดูเล่นบ่อยนัก
สินค้าที่จัดแสดงอยู่บนชั้นสองล้วนเป็นของมีค่า ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน วิทยุ จักรเย็บผ้า หรือนาฬิกาข้อมือ เฉินชิงประเมินสถานการณ์แล้วคิดว่าของขวัญที่เหมาะจะส่งไปให้คนไกล ควรเป็นของที่มีน้ำหนักเบาแต่ทรงคุณค่า ซึ่งในยุคนี้ ไม่มีอะไรจะตอบโจทย์ได้ดีไปกว่านาฬิกาข้อมืออีกแล้ว
เสียงบันไดไม้สนลั่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมาถึงชั้นบนสุด ปลุกพนักงานขายสาวที่กำลังแอบงีบหลับอยู่หลังเคาน์เตอร์ให้สะดุ้งตื่น
เธอปรือตามองผู้มาเยือนอย่างเกียจคร้าน แต่เมื่อเห็นว่าคนหนึ่งสวมชุดทำงานที่ดูดี ส่วนอีกคนก็แต่งกายภูมิฐาน แถมหน้าตาก็ยังหล่อเหลางดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ท่าทีของเธอก็พลันอ่อนลงเล็กน้อย
เฉินชิงพาเฮ่อหย่วนเดินตรงไปยังตู้จัดแสดงนาฬิกาข้อมือ บนผ้ากำมะหยี่สีแดงเลือดหมูที่ปูรองอยู่ใต้ตู้กระจก มีนาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซี่ยงไฮ้วางโชว์อยู่สามเรือนอย่างโดดเด่น
นาฬิกาถูกแบ่งออกเป็นรุ่นสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีอย่างชัดเจน เฉินชิงให้ความสนใจกับเรือนของผู้หญิงเป็นพิเศษ สายนาฬิกาสีเงินวาววับที่ถูกจัดวางให้ขดเป็นวงกลมรับกับหน้าปัดที่ประดับเพชรเม็ดเล็กๆ ซึ่งกำลังส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ยามบ่าย
“นาฬิกายี่ห้อเซี่ยงไฮ้ ราคา 120 หยวน คุณว่าสวยไหม”
“แล้วคุณล่ะ คิดว่ามันสวยหรือเปล่า” เฮ่อหย่วนถามความเห็นของเธอ
เฉินชิงทำเสียงในลำคอ “อืม...ก็สวยดีนะ แต่เราลองไปดูยี่ห้ออื่นก่อนดีไหม ตรงนั้นมียี่ห้อไห่โอวด้วย”
“เรือนนั้นราคา 85 หยวน ต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมอีก 10 ใบค่ะ” พนักงานขายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ท่าทางที่เธอใช้ปลายนิ้วคีบสายนาฬิกาขึ้นมาให้ดูนั้น ดูราวกับกำลังคีบซากปลาที่ไร้ค่า
เฉินชิงเลิกคิ้ว “มีรุ่นอื่นอีกไหมคะ” เธอจำได้ลางๆ ว่าน่าจะมียี่ห้อเหมยฮวาที่เป็นที่นิยมอยู่ด้วย
พนักงานขายเหลือบมองทั้งสองคนเล็กน้อย ก่อนจะเดินลึกเข้าไปยังเคาน์เตอร์ด้านในสุด เธอค่อยๆ ย่อตัวลง เสียงบานเลื่อนกระจกดังครืดคราดเบาๆ สักพักเธอก็กลับออกมาพร้อมกับกล่องกำมะหยี่สีแดงเข้มดุจผลพุทราสุกในมือ เข็มนาฬิกาสีทองของนาฬิกาเหมยฮวาที่อยู่ภายในสั่นไหวน้อยๆ บนหน้าปัดสีเขียวมรกต
“นาฬิกาเหมยฮวา ราคา 180 หยวน” น้ำเสียงของพนักงานขายเจือไปด้วยความภาคภูมิใจและแฝงแววท้าทายอยู่ลึกๆ
“ไม่ทราบว่าสนใจจะรับไว้ไหมคะ”
เฉินชิงเมินเฉยต่อท่าทีของพนักงานขาย เธอโน้มตัวเข้าไปดูนาฬิกาเรือนงามใกล้ๆ เข็มนาฬิการูปใบหลิวสีทองแดงที่บอบบางราวกับเส้นไหมนั้น สั่นระริกตามจังหวะการเดินของเวลา
บนหน้าปัด ตัวเลขบอกเวลาถูกแทนที่ด้วยดาวสีเงินดวงเล็กๆ สิบสองดวง ซึ่งกำลังทอประกายเรืองรองอยู่ภายใต้กระจกทรงโดมโค้งมน และเมื่อเข็มวินาทีเคลื่อนผ่านช่องบอกวันที่ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งเลขหก มันก็ได้ทิ้งเส้นแสงสีทองไว้เบื้องหลังราวกับร่องรอยของธารดวงดาว
“เรือนนี้สวยมาก!”
“งั้นเราเอาเรือนนี้ครับ” เฮ่อหย่วนตัดสินใจทันที เขาหันไปถามพนักงานขายว่าต้องใช้เอกสารหรือตั๋วอะไรเพิ่มเติมบ้าง
พนักงานขายเห็นเขาตกลงปลงใจอย่างง่ายดายก็รีบบอกราคาสุดท้าย ในใจก็นึกอิจฉา แฟนหนุ่มของหญิงสาวคนนี้ทั้งหล่อเหลาทั้งยังใจกว้าง พลันนึกไปถึงสามีจอมขี้เกียจของตัวเองแล้วก็ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าพอกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ จะต้องซัดเขาสักป้าบสองป้าบให้หายแค้น
เฮ่อหย่วนรับกล่องนาฬิกามาถือไว้ แต่แล้วสายตาของเขาก็พลันเห็นว่าเฉินชิงกำลังเดินกลับไปมองนาฬิกายี่ห้อไห่โอวเรือนเดิม เขาจึงหันไปบอกพนักงานขายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรือนนี้ผมก็เอาด้วยครับ”
เฉินชิงเบิกตากว้าง
นี่สินะ...วิถีแห่งคนรวยที่แท้จริง!
“เดี๋ยวก่อนสิ คุณจะซื้อไปทำไมตั้งสองเรือน”
“ก็ผมเห็นคุณเดินกลับไปดูมันอีกรอบ ก็นึกว่าคุณชอบ” เฮ่อหย่วนอธิบายง่ายๆ
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น “ฉันก็แค่...ก็แค่ดูไปอย่างนั้นเอง”
เฮ่อหย่วนเพียงพยักหน้ารับรู้ แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะจ่ายเงินซื้อนาฬิกาไห่โอวเรือนนั้นไปด้วย
พนักงานขายยืนแข็งทื่อไปแล้ว
เห็นทีว่าแผนที่จะอัดสามีแค่รอบเดียวคงไม่พอเสียแล้ว ต้องเพิ่มเป็นสิบรอบถึงจะสาสม!
เฉินชิงได้แต่มองกล่องนาฬิกาทั้งสองใบในมือของเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เธอก็อยากมีนาฬิกาสวยๆ เป็นของตัวเองสักเรือนเหมือนกัน แต่เมื่อนึกถึงราคาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ยังมีของจำเป็นอีกมากมายที่ต้องซื้อก่อนของฟุ่มเฟือยเหล่านี้
อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เงินอุดหนุนของเด็กๆ ที่เพิ่งได้มา เธอก็ตั้งใจว่าจะเก็บไว้ซื้อผ้าฝ้ายมาตัดเสื้อนวมให้พวกเขา
ในช่วงที่ฝ้ายทั้งแพงและหายากเช่นนี้ การจะตัดเสื้อให้เด็กๆ ได้ใส่กันหนาวคนละสองชุดถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามและวางแผนเป็นอย่างดี
ขณะที่ในหัวของเฉินชิงกำลังวุ่นวายอยู่กับการคำนวณรายจ่ายในบ้าน เธอก็เดินตามเฮ่อหย่วนลงบันไดมาโดยไม่รู้ตัว เดิมทีพวกเขาควรจะเดินกลับบ้าน แต่เธอกลับสังเกตเห็นว่าเส้นทางที่เขากำลังพาไปนั้นดูไม่คุ้นตา
“นี่เราจะไปไหนกัน ไม่ใช่ทางกลับบ้านนี่”
“พอดีรองหัวหน้าเหมาแนะนำบ้านหลังหนึ่งให้ผมรู้จัก เจ้าของบ้านเคยเป็นถึงอดีตพ่อครัวใหญ่ในภัตตาคารชื่อดัง แต่ละวันเขาจะรับทำอาหารให้ลูกค้าเพียง 10 คนเท่านั้น วันนี้ผมจองไว้หนึ่งโต๊ะ เราไปทานด้วยกันก่อน แล้วค่อยห่อที่เหลือกลับไปฝากเด็กๆที่บ้าน ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่คุณมาช่วยผมเลือกของในวันนี้ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”
เฮ่อหย่วนพูดร่ายยาวปิดทุกเส้นทางการปฏิเสธของเธอ
เฉินชิงยกมือขึ้นทำท่าคารวะ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอขอบพระคุณนักวิจัยเฮ่อเป็นอย่างสูงแล้วค่ะ”
เฮ่อหย่วนหัวเราะในลำคอ
เขาเดินนำหน้าเธอเข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งเปลี่ยวและมืดลงเรื่อยๆ เฉินชิงเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล “นี่...คุณไม่ได้หลอกฉันมาขายใช่ไหม”
เฮ่อหย่วนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ตอนที่เขามากับรองหัวหน้าเหมาครั้งก่อนเป็นช่วงกลางวันที่ยังมีแสงแดดสาดส่อง ตรอกซอยจึงไม่ได้ดูน่ากลัวเท่านี้ แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสว่างที่เคยมีก็เลือนหายไป เหลือไว้เพียงเงาตะคุ่มที่ทอดตัวยาว ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย “อดทนอีกนิดนะ อีกประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้ว…อื้อ!”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค เฉินชิงก็ใช้ฝ่ามือตะครุบปิดปากเขาไว้แน่น ก่อนจะออกแรงดึงร่างสูงให้ถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าอย่างไม่กะพริบ
เฮ่อหย่วนที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เซถลาเข้าไปปะทะกับร่างที่นุ่มนิ่มของเธออย่างจัง กลิ่นหอมสะอาดอันเป็นเอกลักษณ์ลอยเข้าสู่โพรงจมูก ความร้อนผ่าวพลันแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างของเขาราวกับถูกไฟช็อต
[จบบท]