บทที่ 117: เฮ่อหย่วนเข้าสอน
หยางอี้เหอพักอาศัยอยู่กับพ่อของเธอในบ้านพักทหาร เสียงจอแจของเพื่อนบ้านในทุกเช้าตรู่ทำหน้าที่เสมือนนาฬิกาปลุกชั้นดีที่ส่งเสียงดังจนทั้งคู่ต้องตื่นขึ้นมา
เมื่อเด็กหญิงลืมตาตื่น สิ่งแรกที่ทำคือการจัดผ้าห่มให้เข้าที่ จากนั้นจึงคว้าอ่างล้างหน้าเดินลงไปชั้นล่างเพื่อต่อแถวรอรองน้ำจากบ่อสำหรับแปรงฟันและล้างหน้า
“เสี่ยวเหอ แล้วพ่อของหนูล่ะ” เสียงทักทายจากเพื่อนบ้านดังขึ้น
“เพื่อนของคุณพ่อชวนไปทานข้าวน่ะค่ะ”
“แล้วนอนคนเดียวไม่กลัวเหรอ คราวหน้าถ้าพ่อของหนูไปดื่มกับเพื่อนอีก มานอนบ้านป้าก็ได้นะ รู้ไหม” หญิงวัยกลางคนเอื้อมมือมาลูบศีรษะของหยางอี้เหอด้วยความสงสาร ก่อนจะหันไปดุลูกชายของตัวเอง
“ดูพี่เขาสิ แล้วดูเราสิ มีแม่คอยดูแลเอาใจใส่ทุกอย่างยังจะทำตัวให้แม่โมโหอีก”
เด็กชายคนนั้นไม่สนใจคำพูดของผู้เป็นแม่ เขาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่แล้ววิ่งจากไปทันที
หญิงคนนั้นจึงได้แต่สบถไล่หลังตามประสา
หยางอี้เหอก้มหน้านิ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เมื่อถึงคิวของตัวเอง เธอจัดการรองน้ำใส่แก้วและอ่างจนเต็ม แล้วจึงเดินเลี่ยงไปยังมุมหนึ่งเพื่อแปรงฟันล้างหน้า ก่อนจะหิ้วทุกอย่างกลับขึ้นไปบนห้องพัก
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาพ่อเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกินให้เธอ แต่เมื่อวันนี้เขาไม่อยู่ เด็กหญิงจึงต้องจัดการด้วยตัวเอง เธอใช้มีดฝานมันเทศสีแดงขนาดใหญ่ออกมาครึ่งหนึ่งใส่ลงกล่องข้าว ก่อนจะออกแรงหักฝักข้าวโพดเป็นสองท่อน แล้วยัดตามลงไปอีกครึ่งหนึ่ง
มันเทศหนึ่งหัวกับข้าวโพดครึ่งฝัก
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับมื้อกลางวันของเธอแล้ว
หลังจากเก็บกล่องข้าวลงกระเป๋านักเรียนเรียบร้อย หยางอี้เหอก็เดินออกจากบ้านพักไปยังโรงเรียนด้วยหัวใจที่เบิกบาน
เธอรักโรงเรียนแห่งนี้เหลือเกิน เพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็ดีกับเธอ จะมีก็แต่เฮ่ออวี้เสียงเท่านั้นที่ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก
คุณครูเคยชมเธอว่าลายมือเขียนพินอินของเธอสวยที่สุดในชั้นเรียนด้วย
หยางอี้เหอไม่ค่อยได้รับคำชมบ่อยนัก พอถูกคุณครูวิชาภาษาจีนเอ่ยปากชม เธอก็ยิ่งมุ่งมั่นตั้งใจเรียนมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะไม่อยากทำให้คุณครูต้องผิดหวัง
เด็กหญิงจดจำเส้นทางไปโรงเรียนได้เป็นอย่างดี และเมื่อมาถึง เธอก็เห็นภาพของพี่สาวเฉินชิงกำลังโบกมือลาเฮ่ออวี้ถิงอยู่พอดี
หยางอี้เหอชะงักฝีเท้าลง
เฉินชิงที่หันมาเห็นเข้าจึงพยักหน้าให้เธอเป็นเชิงทักทาย เมื่อสังเกตเห็นท่าทางที่ดูประหม่าของเด็กหญิง
พ่อของเด็กคนนี้อาจจะเป็นคนไม่ได้เรื่อง
แต่ตัวเธอยังเด็กนัก
แม้ว่าเรื่องราวในนิยายที่เธอเคยอ่านจะเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่หยางอี้เหอในฐานะตัวละครเอกหญิง ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการคอยเยียวยาโลกที่เฮ่ออวี้เสียงพยายามจะทำลาย ซึ่งนับว่าเป็นภาระที่หนักหนาเอาการ
หยางอี้เหอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเอ่ยทักทายออกไป
“สวัสดีค่ะ น้าเฉินชิง”
“เสี่ยวเหอเองเหรอ รีบเข้าไปในโรงเรียนเถอะ” เฉินชิงส่งยิ้มบางๆ ให้
เด็กหญิงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องเรียนของตัวเอง
บรรยากาศในห้องเรียนช่วงก่อนเริ่มคาบเรียนมักจะเต็มไปด้วยเสียงอึกทึก แต่ในช่วงที่ยังไม่มีคุณครูเข้ามาคุมนั้นยิ่งกว่าตลาดสดที่กำลังจะวาย
แต่ในทางกลับกัน หยางอี้เหอกลับรู้สึกชอบที่นั่งของตัวเองซึ่งอยู่แถวหน้าของเฮ่ออวี้เสียงเป็นพิเศษ
เพราะมันช่วยให้หูของเธอไม่ต้องทนฟังเสียงดังจนอื้ออึง และไม่มีเสียงใครกรีดร้องไห้ให้รำคาญใจ
หยางอี้เหอวางกล่องข้าวของเธอลงในตะกร้าไม้ไผ่ที่คุณครูเตรียมไว้ให้ ก่อนจะชะโงกหน้าไปคุยกับเฮ่ออวี้ถิง
“เสี่ยวอวี้ ฉันเห็นน้าของเธอด้วยนะ วันนี้น้าเธอไม่ไปทำงานเหรอ”
“คุณน้าของฉันทำความดีความชอบมา เลยได้หยุดยาวตั้งเจ็ดวันแน่ะ” เฮ่ออวี้ถิงเองก็ลุกขึ้นนำกล่องข้าวไปวางในตะกร้าเช่นกัน
“ยังอีกตั้งนานกว่าจะเข้าเรียน เราไปเล่นกระโดดเชือกกันไหม”
“เอาสิ”
หยางอี้เหอจึงหันไปชักชวนเพื่อนนักเรียนหญิงอีกสองสามคนมาร่วมวงด้วย
หนังยางที่ใช้เล่นคือเชือกเส้นเล็กๆ ซึ่งทำจากยางที่มีความยืดหยุ่น ในฐานะที่เป็นคนนำหนังยางมาโรงเรียน เธอจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะให้ใครเป็นเสาหลักก่อน
เด็กหญิงสองคนถูกเลือกให้ทำหน้าที่นั้น พวกเธอใช้หนังยางคล้องไว้ที่ข้อเท้าของแต่ละคนแล้วดึงให้ตึงออกไปด้านข้าง
ส่วนเด็กหญิงที่เหลือก็เข้าแถวเรียงหนึ่ง แล้วตัดสินลำดับการเล่นด้วยการเป่ายิงฉุบ
เฮ่ออวี้ถิงได้เล่นเป็นคนที่สาม ตอนที่กำลังจะกระโดดเธอดูประหม่าเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็ทำให้เฮ่ออวี้เสียงที่แอบมองอยู่รู้สึกประหม่าตามไปด้วย เขาภาวนาให้น้องสาวกระโดดผ่านไปได้ด้วยดี
เพราะเมื่อคืนนี้ กว่าจะถึงเวลานอน น้องสาวตัวดีของเขายังอุตส่าห์ไปลากเก้าอี้มาสองตัวแล้วมายืนท่องคาถาอะไรบางอย่างอยู่เลย
พอเขาไล่ให้ไปนอน
เธอก็เอาแต่พูดว่าจะต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้
น้าสาวของเขาก็ดูจะสนุกสนานไปกับเรื่องนี้ด้วย ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
จังหวะที่เฮ่ออวี้ถิงเริ่มกระโดด เท้าทั้งสองของเธอดูราวกับนกนางแอ่นตัวน้อยที่โบยบินข้ามผ่านเส้นหนังยางไปมาอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับขับขานบทเพลงสำหรับเด็กอย่างสนุกสนาน
“ดอกหม่าหลานบานยี่สิบเอ็ด สองห้าหก สองห้าเจ็ด สองแปดสองเก้าสามสิบเอ็ด”
เฮ่ออวี้เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก
หยางอี้เหอปรบมือชื่นชม “เสี่ยวอวี้เก่งมากเลย”
เฮ่ออวี้ถิงยิ้มอย่างเขินอาย ก่อนจะวิ่งกลับไปต่อท้ายแถวอีกครั้ง
สนามของโรงงานเครื่องจักรเป็นเพียงลานกว้างที่ปราศจากลู่วิ่งใดๆ แต่วันนี้อากาศเป็นใจ ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก เมื่อมองออกไปไกลๆ จะเห็นเพียงภาพของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานร่าเริง
เฮ่อหย่วนเดินทางจากสถาบันวิจัยมายังโรงเรียนแห่งนี้ วันนี้เขาได้รับมอบหมายภารกิจใหม่ให้มาสอนหนังสือแก่นักเรียนอาชีวะเป็นการชั่วคราว แทนรองหัวหน้าสถาบันวิจัยเหมา
รองหัวหน้าสถาบันวิจัยเหมาเกิดมีแรงบันดาลใจในการทำงานขึ้นมากะทันหัน จึงขอเก็บตัวเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน
เดิมทีหน้าที่สอนนักเรียนอาชีวะเป็นของนักวิจัยทั่วไป แต่เมื่อคนนั้นติดภารกิจ รองหัวหน้าสถาบันวิจัยเหมาที่เห็นว่าตัวเองพอมีเวลาว่างจึงอาสารับหน้าที่นี้แทน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ว่างอยู่ดี เลยโยนงานนี้มาให้เฮ่อหย่วนแทน
“ยังไงซะทุกครั้งที่นายออกไปทำภารกิจข้างนอกก็เหมือนไปสอนอยู่แล้ว ประสบการณ์ของนายก็เยอะแยะ ไปสอนแทนหน่อยก็แล้วกัน เฉินชิงก็ไปที่นั่นด้วย”
คำปฏิเสธที่เฮ่อหย่วนตั้งใจจะพูดออกมาพลันหยุดชะงัก เขาเอ่ยถามกลับไปว่า “เธอไปทำอะไรที่นั่น”
“ทาเลียไปสอนภาษารัสเซีย ส่วนเธอไปดูให้เจริญตาเจริญใจ”
ผู้จัดการเสิ่นเป็นคนที่เก่งกาจในการใช้คนให้คุ้มค่า เมื่อเห็นว่าทาเลียมีความสามารถหลากหลาย และเล็งเห็นว่าการปลูกฝังนักวิจัยรุ่นใหม่ควรเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ เขาจึงมอบหมายให้เธอไปสอนหนังสือ
ภาระหน้าที่ของทาเลียจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากจะต้องคอยช่วยเหลือนักวิจัยแล้ว เธอยังต้องแบ่งเวลาไปสอนนักเรียนอาชีวะอีกด้วย
เฮ่อหย่วนเดินผ่านสนามเด็กเล่นของโรงเรียนประถม เขาเห็นเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่พอได้ยินเสียงฆ้องดังขึ้นทั้งหมดก็แตกฮือกันไปคนละทิศคนละทาง ภาพนั้นทำให้เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว
อันที่จริงแล้วเขาไม่เคยได้เรียนในโรงเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยสักครั้ง
ในวัยเด็กครอบครัวของเขามีฐานะดี เมื่อพ่อแม่พบว่าเขามีพรสวรรค์ด้านการเรียนรู้ จึงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจ้างศาสตราจารย์มาสอนเขาเป็นการส่วนตัว
แต่หลังจากที่ครอบครัวของเขาล้มละลาย เขาก็หมดโอกาสที่จะได้เรียนหนังสืออีกต่อไป ทำได้เพียงหาทางตีสนิทกับคนในสถานีรับซื้อของเก่าเพื่อหาโอกาสอ่านหนังสือเท่านั้น
ทว่าตอนนี้เขากลับกลายมาเป็นครูสอนนักเรียนอาชีวะชั่วคราวไปเสียแล้ว
เฮ่อหย่วนเดินตรงไปยังห้องพักครูของโรงเรียนอาชีวะเพื่อรายงานตัว
และในแวบแรกที่ก้าวเข้าไป เขาก็เห็นเฉินชิงกำลังนั่งอ่านนิยายอย่างสบายอารมณ์อยู่
เฉินชิงเองก็สังเกตเห็นการมาถึงของเขาเช่นกัน ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อยกับความบังเอิญที่เกิดขึ้นตรงหน้า นี่มันอะไรกัน แค่นี้ก็ยังจะเจอกันได้อีกเหรอ โลกจะกลมไปถึงไหนกัน
เฮ่อหย่วนแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเอ่ยถาม “คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ”
เฉินชิงใช้นิ้วโป้งชี้ไปทางทาเลีย “ฉันมาหาเธอน่ะ แล้วคุณล่ะ”
เฮ่อหย่วนชูหนังสือในมือขึ้นเป็นคำตอบ “มาสอนหนังสือครับ”
“คุณเนี่ยนะ”
“ผมสอนไม่ได้หรือไงครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ แต่งานของคุณคือนักวิจัยไม่ใช่เหรอคะ ไม่ต้องทำวิจัยโครงการหรือไง” เฉินชิงยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี
เฮ่อหย่วนอธิบาย “ถ้าเป็นนักวิจัยของหน่วยงานรัฐก็คงต้องมุ่งมั่นทำวิจัยอย่างเดียว แต่ผมเป็นนักวิจัยของโรงงานเครื่องจักร ก็เลยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กรด้วย”
เฉินชิงพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจนัก
สายตาของบรรดาครูในห้องพักครูต่างก็จับจ้องมาที่พวกเขาสองคน เฮ่อหย่วนกระแอมเบาๆ คำถามที่อยากจะถามยังไม่ทันได้หลุดออกจากปาก ใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเสียก่อน
“คุณชอบดูครูสอนหนังสือไหมครับ”
เฉินชิงกำลังจะอ้าปากตอบ
ทาเลียกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน “เธอชอบสิคะ เพิ่งจะได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากองค์กรมาหมาดๆ ก็เลยอยากจะซึมซับความรู้เพิ่มเติม ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ก็ให้สหายเฉินเข้าไปนั่งฟังด้วยได้นะคะ”
ทาเลียขยิบตาให้เพื่อนรักอย่างมีเลศนัย
ท่าทางของเธอดูเหมือนกำลังอยากจะได้รางวัลจากความดีความชอบครั้งนี้
เธอรู้ดีว่าเฉินชิงแอบชอบเฮ่อหย่วนอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อนรักเขินอายจนเสียโอกาส เธอจึงรีบตอบตกลงแทนไปก่อน
เฉินชิงฉีกยิ้มตามมารยาทส่งให้เพื่อน
ช่างเป็นเพื่อนที่ประเสริฐจริงๆ
เฮ่อหย่วนกำหนังสือในมือแน่น เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลั้นรอยยิ้มที่กำลังจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“คาบแรก เชิญสหายเฉินมากับผมได้เลยครับ”
“เฮ้อ ก็ได้ค่ะ” เฉินชิงแอบค้อนให้ทาเลียไปหนึ่งวง
ทาเลียทำหน้าตาไร้เดียงสาราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น
เฉินชิงเดินตามหลังเฮ่อหย่วนไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“ที่คุณสอนมันต้องยากมากแน่ๆ เลย ถ้าฉันฟังไม่รู้เรื่องขึ้นมาก็คงจะดูน่าสมเพชมาก”
“เป็นคาบปฏิบัติการทดลองน่ะครับ น่าสนใจดีออก คุณลองเข้าไปดูก่อน ถ้าไม่ชอบจริงๆ ค่อยกลับออกมาก็ได้” ทันใดนั้นเฮ่อหย่วนก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“คุณสนใจจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยกงหนงปิงไหมครับ”
[จบบท]