บทที่ 119: รูปถ่ายของพี่ชายเฮ่อหย่วน
เฉินชิงมองกลุ่มคนที่ยังคงร้อนแรงไม่เลิกรา ดวงตาคู่สวยของเธอทอประกายระยับรับกับรอยยิ้มงดงาม ก่อนจะโบกมือลาให้พวกเขา ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนที่ดังระงมตามหลัง
เธอแยกตัวกลับไปยังห้องพักครู ขณะที่เฮ่อหย่วนมุ่งหน้ากลับสู่สถาบันวิจัยของตน
ทว่าเพียงก้าวเท้ามาถึงหน้าประตู ชายหนุ่มก็ถูกผู้จัดการเสิ่นรั้งตัวเอาไว้ “เดือนหน้าโรงงานของเราต้องเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ทางเทคนิคระดับมณฑล คุณต้องแสดงฝีมือออกมาให้สุดความสามารถเลยนะ”
“อืม” เฮ่อหย่วนรับคำในลำคอ ดวงตาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
ผู้จัดการเสิ่นเป็นคนใจร้อนโดยธรรมชาติ เขายืดแขนขวาขึ้นสุดกำลังเพื่อพาดลงบนบ่าของชายหนุ่มรุ่นลูก
“นี่เป็นการประชุมที่สำคัญมาก ถ้านายทำผลงานได้ดี ชื่อเสียงของโรงงานเราก็จะโด่งดังไปอีกขั้น”
“ผมทราบดี”
เฮ่อหย่วนเริ่มรู้สึกรำคาญใจกับคำพูดที่ได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน
คำพูดวกวนซ้ำไปซ้ำมาของผู้จัดการโรงงานทำให้เฮ่อหย่วนเริ่มหมดความอดทน เขาไม่ได้อยากจะเสียเวลางานไปกับการยืนฟังเรื่องเดิมๆ ที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
สุดท้ายชายหนุ่มจึงตัดสินใจพาผู้จัดการเสิ่นไปพบหัวหน้าสถาบันวิจัยโดยตรง แล้วปล่อยให้คนทั้งคู่สนทนากันตามลำพัง ส่วนตัวเขาก็ปลีกตัวกลับไปสะสางงานที่คั่งค้างในช่วงบ่ายให้ลุล่วง
เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น เขาก็พบเสี่ยวอวี้กำลังขะมักเขม้นกับการจัดวางเก้าอี้ไม้สองตัวไว้หน้าประตูเพื่อขึงหนังยางเล่นกระโดดเชือก ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากถาม
“แล้วน้าของหนูล่ะ”
โดยปกติแล้วถ้าเฉินชิงกลับมาถึงบ้าน เด็กหญิงก็ควรจะวิ่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านมากกว่า
เสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นเขา เด็กหญิงก็ยิ้มกว้างออกมาทันที ก่อนจะอธิบายเสียงเจื้อยแจ้วว่า
“คุณน้าของหนูถูกพี่ชายสั่งให้ไปเยี่ยมคุณป้าคนหนึ่งที่เพิ่งคลอดลูกค่ะ พี่ชายบอกว่าตอนเราสองคนยังเล็กๆ บ้านป้าคนนั้นเคยส่งไข่ไก่ย้อมสีแดงมาให้ที่บ้าน คนเราต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณกัน พี่ก็เลยให้คุณน้าเอาไข่ไก่ไปมอบให้เป็นของขวัญค่ะ”
“พี่ชายของเธอนี่รอบรู้จริงๆ” เฮ่อหย่วนเอ่ยชม
เด็กชายตัวน้อยกลับมีความคิดความอ่านสุขุมเกินวัยไปมาก
เฮ่ออวี้เสียงซึ่งได้ยินเสียงสนทนาก็เดินออกมาจากในบ้านพอดี
“คุณอาเฮ่อหย่วน ช่วยอะไรผมหน่อยได้ไหมครับ”
“มีเรื่องอะไรเหรอ”
“ในบ้านมีคันเบ็ดของคุณตาอยู่ครับ แต่มันถูกเก็บไว้ในที่สูงมาก ผมลองต่อเก้าอี้แล้วก็ยังหยิบไม่ถึง คุณอาพอจะช่วยผมได้ไหมครับ”
เด็กชายได้นัดแนะกับเพื่อนร่วมชั้นเอาไว้แล้วว่าจะไปตกปลาที่แม่น้ำใกล้โรงเรียนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เขาจึงอยากรีบเอาคันเบ็ดลงมาตรวจสอบสภาพ เผื่อว่ามันชำรุดจะได้หาทางซ่อมแซมหรือทำขึ้นมาใหม่ได้ทันเวลา
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างเป็นกันเอง “แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ”
“อยู่ในห้องเก็บของห้องโน้นครับ”
ห้องเก็บของที่ว่านั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องนอนของแม่เขามาก่อน เดิมทีแม่ของเขาก็มีห้องนอนเป็นสัดส่วน เพราะบ้านหลังนี้อาศัยอยู่ด้วยกัน 5 คน คือ แม่ น้าสาว คุณตาคุณยาย และตัวเขากับน้องสาว ซึ่งห้องนอนสามห้องก็ถือว่าลงตัวพอดี
แต่หลังจากแม่คลอดน้องสาวออกมา พอเขาอายุครบ 4 ขวบ แม่ก็ให้เขาแยกห้องนอน
แม้ว่าเขาจะยังเล็กมาก แต่แม่ก็ไม่เคยคิดจะให้เขาต้องไปนอนในห้องเก็บของที่คับแคบ เธอยอมสละห้องของตัวเองแล้วย้ายเข้าไปอยู่แทน
ด้วยเหตุนี้ ห้องเก็บของจึงเคยถูกดัดแปลงให้เป็นห้องนอนอยู่ช่วงหนึ่ง แต่หลังจากที่แม่จากไป มันก็ถูกเปลี่ยนกลับมาใช้เป็นห้องเก็บของตามเดิม
และคันเบ็ดของคุณตาก็ถูกโยนทิ้งไว้บนนั้น
เฮ่ออวี้เสียงประเมินจากความสูงของคุณอาเฮ่อหย่วนแล้ว คิดว่าน่าจะพอหยิบคันเบ็ดลงมาได้ไม่ยาก
ขณะที่เดินตามเด็กชายไป เฮ่อหย่วนก็เอ่ยถาม “เด็กประถมสมัยนี้เริ่มหัดตกปลากันแล้วเหรอ”
“เหมาเหมาไปสนิทกับเพื่อนที่นั่งข้างหน้าเขาน่ะครับ บ้านของเพื่อนคนนั้นอยู่ใกล้แม่น้ำซึ่งมีปลาชุกชุม เขาเลยมาชวนผมไปตกปลาด้วยกัน ผมก็เลยอยากจะลองดู ถ้าตกปลาได้จริงก็จะช่วยประหยัดเงินค่ากับข้าวไปได้เยอะเลยครับ”
หากไม่ใช่เพราะเหตุผลเรื่องการประหยัดเงินแล้ว เฮ่ออวี้เสียงก็คงไม่คิดจะสนใจกิจกรรมนี้เป็นแน่
“ถ้างั้นเธอกับเสี่ยวอวี้ก็อย่าเข้าไปใกล้ริมตลิ่งมากเกินไปล่ะ แล้วก็ห้ามกระโดดลงไปเล่นน้ำเด็ดขาด เข้าใจไหม” เฮ่อหย่วนกำชับด้วยความเป็นห่วง
“ผมเข้าใจครับ” เฮ่ออวี้เสียงรับคำอย่างหนักแน่น
เมื่อมาถึงห้องเก็บของ เฮ่อหย่วนก็พบว่าคันเบ็ดถูกวางพาดอยู่บนขื่อหลังคา มิน่าเล่าเด็กชายถึงหยิบไม่ถึง ตัวเขาเองยังต้องปีนขึ้นไปบนเก้าอี้อีกตัวถึงจะสัมผัสโดนมันได้
จังหวะที่เขากำลังจะกระโดดลงมานั่นเอง ข้อศอกก็เกิดไปกระแทกเข้ากับตู้ไม้เก่าที่ตั้งอยู่ด้านข้างอย่างไม่ตั้งใจ
กล่องขนมไหว้พระจันทร์ที่วางอยู่ชั้นบนสุดร่วงหล่นลงมากระแทกพื้น รูปถ่ายมากมายที่อยู่ข้างในกระจายเกลื่อนไปทั่ว
เฮ่อหย่วนที่กำลังจะเอ่ยปากขอโทษกลับต้องชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง
สายตาของเขาจับจ้องไปยังภาพถ่ายขาวดำขนาด 5 นิ้วใบหนึ่งที่ตกอยู่ไม่ไกล ภาพของเด็กชายในนั้น เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
นั่นคือพี่ชายของเขา
“นี่ใคร” เฮ่อหย่วนชี้นิ้วไปยังรูปถ่ายใบนั้น ถามเฮ่ออวี้เสียงด้วยน้ำเสียงสั่นเทาอย่างไม่รู้ตัว
“พ่อของผมเองครับ”
เฮ่ออวี้เสียงเดินเข้าไปเก็บรูปใบนั้นขึ้นมา พ่อของเขาเคยมีฐานะไม่เลวเลยทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทองคำเก็บไว้ให้เขาเป็นมรดก
ภาพความทรงจำในปี 1957 ผุดขึ้นมาในหัวของเฮ่อหย่วน ปีนั้นเขาเพิ่งจะอายุได้ 10 ขวบ พี่ชายของเขารวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดแล้วลักลอบหนีออกนอกประเทศไป แล้วเขาจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น…
พ่อของเฮ่ออวี้เสียงเสียชีวิตไปแล้ว
ดวงตาของเฮ่อหย่วนแดงก่ำขึ้นมา เขายื่นคันเบ็ดในมือส่งให้เฮ่ออวี้เสียง ก่อนจะผลุนผลันออกจากบ้านไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก
เฮ่ออวี้เสียงมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่จากไปอย่างรีบร้อนด้วยความฉงน เขาก้มลงมองรูปถ่ายของบิดาในมืออีกครั้ง
คุณอาเฮ่อหย่วนก็เป็นคนสกุลเฮ่อ พ่อของเขาก็สกุลเฮ่อ หรือว่าพวกเขาจะเคยรู้จักกันมาก่อน
เด็กชายตัดสินใจเก็บรูปใบนั้นแยกใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของตนเอง เขาไม่ได้วางรูปรวมไว้ในกล่องเพื่อให้เสี่ยวอวี้หยิบดูได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
เขาเดินไปหาฝากล่องขนมไหว้พระจันทร์มาปิดให้สนิท กดมันลงไปอย่างแรง แล้วใช้เท้ากระทืบซ้ำลงไปอีกหลายครั้งจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง ปัง ปัง’ ทิ้งร่องรอยบุบเบี้ยวไว้บนฝากล่อง
สภาพของมันในตอนนี้ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็คงต้องออกแรงอย่างหนักกว่าจะเปิดออกได้
เฮ่ออวี้เสียงยกกล่องขึ้นมาเช็ดทำความสะอาด ก่อนจะนำมันไปซ่อนไว้ในห้องของน้องสาว
เขาไม่รู้แน่ชัดว่าพ่อกับคุณอาเฮ่อหย่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่พ่อเคยบอกกับเขาว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้า
แม้ว่าตอนนี้คุณอาเฮ่อหย่วนจะดูเป็นคนดี แต่การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ
ณ บ้านพักรวมที่อยู่ถัดไป
ในหัวของเฮ่อหย่วนขาวโพลนไปหมด เขาอิจฉาพี่ชายมาโดยตลอด เพราะพี่ชายคือคนเดียวในครอบครัวที่ได้รับโอกาสให้ลักลอบเดินทางไปต่างประเทศเพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ในขณะที่ตัวเขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในประเทศ เขียนรายงานวิจารณ์ตัวเองนับพันฉบับ ผ่านวันคืนที่อดอยากนับครั้งไม่ถ้วน และต้องทนมองดูพ่อแม่สิ้นใจจากไปเพราะความสิ้นหวัง
แล้วพี่ชายของเขามากลายเป็นพ่อของเฮ่ออวี้เสียงได้อย่างไร
ความคิดในหัวของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด
แม้จะอิจฉา แต่พี่ชายก็เป็นความหวังและญาติเพียงคนเดียวที่เขามี เขาเฝ้าฝันมาตลอดว่าหากวันใดนโยบายของประเทศเปิดกว้างขึ้น เขาอาจจะมีโอกาสเดินทางไปต่างแดนเพื่อพบหน้าพี่ชายสักครั้ง
เพราะพี่ชายดีกับเขามาโดยตลอด
แต่ทำไมพี่ชายถึงยังคงอยู่ในประเทศนี้ล่ะ
แล้วทำไมเขาถึงต้องตายด้วย
สมองของเฮ่อหย่วนพยายามปฏิเสธข่าวร้ายของพี่ชายอย่างสุดกำลัง ถึงขั้นอยากจะลบภาพถ่ายใบนั้นออกจากความทรงจำ
แต่ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยที่เขามีต่อเฮ่ออวี้เสียงและเฮ่ออวี้ถิง ประกอบกับเค้าโครงใบหน้าที่ถอดแบบกันมาของเฮ่ออวี้เสียง ก็ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าพี่ชายของเขาอาจจะเป็นพ่อของเด็กทั้งสองคนได้เลย
เฮ่อหย่วนพยายามข่มใจให้สงบลง
เขาต้องสืบหาความจริงในเรื่องนี้ให้ได้
หลังจากนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องพักเป็นเวลานาน เฮ่อหย่วนก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อตระหนักว่าเขามาทำงานสายไปมากแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบวิ่งออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังโรงงานเครื่องจักรทันที
หัวหน้าสถาบันวิจัยมองเขาด้วยความแปลกใจ “นักวิจัยเฮ่อ ทำไมวันนี้คุณถึงมาสาย”
“ผมขอโทษครับ ผมจะทำงานล่วงเวลาเพื่อชดเชย”
“เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนสภาพของคุณจะไม่ค่อยดีเลยนะ มีอะไรรึเปล่า”
“ไม่มีอะไรครับ”
เฮ่อหย่วนตอบปัดแล้วเดินตรงไปยังห้องปฏิบัติการของตน
แม้ในหัวจะสับสนอลหม่าน แต่ยามที่ลงมือทำการทดลอง มือของเขากลับนิ่งและแม่นยำ ข้อมูลทุกอย่างถูกต้องไร้ที่ติ ไม่เผยพิรุธใดๆ ให้ใครเห็น แม้กระทั่งหัวหน้าสถาบันวิจัยที่ตามมาดูด้วยความเป็นห่วงก็ยังต้องเดินจากไปอย่างผิดหวัง
นึกว่าจะมีเรื่องให้จับผิดได้เสียอีก
น่าหงุดหงิดเสียจริง!
นับตั้งแต่ที่รองหัวหน้าเหมาได้ตัวเฮ่อหย่วนมาร่วมทีม เขาก็เปรียบเสมือนเสือติดปีก เพราะหลังจากเฮ่อหย่วนเข้ามา นักวิจัยหัวดื้อหลายคนต่างพากันให้ความนับถือในตัวเขาและยอมเดินทางไกลมาเพื่อร่วมงานด้วย
ทำให้ทีมของรองหัวหน้าเหมาเติบโตอย่างรวดเร็วจนแทบจะทัดเทียมกับทีมของเขา สิ่งนี้ทำให้เก้าอี้ตำแหน่งหัวหน้าของเขาสั่นคลอนอย่างรุนแรง
เขาจึงเฝ้ารอให้เฮ่อหย่วนทำพลาด
เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสเล่นงานอีกฝ่าย
ช่างน่าผิดหวัง!
เฮ่อหย่วนหมกตัวอยู่ในห้องวิจัยจนถึงเวลาห้าทุ่มจึงได้เดินทางกลับบ้าน เขากลับมาถึงบ้าน อดทนรอคอยอย่างเงียบงัน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงราวตีสองตีสาม ชายหนุ่มก็ตัดสินใจปีนกำแพงข้ามไปยังบ้านของเฉินชิง
[จบบท]