บทที่ 122: เรื่องขุ่นข้องหมองใจ
เฮ่อหย่วนยืนสงบนิ่งอยู่หลังมุมตึก ปล่อยให้บทสนทนาของคนทั้งคู่ลอยผ่านเข้ามาในโสตประสาท เขารอจนกระทั่งเลขาธิการพรรคหยางเตรียมจะปลีกตัวจากไป ถึงได้ก้าวออกมาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าอย่างนุ่มนวล
“สวัสดีครับ เลขาธิการพรรคหยาง”
เลขาธิการพรรคหยางเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ท่าทีของเขาไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยนิด ตรงกันข้าม ดวงตาที่เคยขุ่นมัวกลับฉายประกายแห่งความสนอกสนใจขึ้นมา
“อ้าว นักวิจัยเฮ่อก็แวะมาชมผลงานบอร์ดประชาสัมพันธ์ของหัวหน้าทีมเฉินด้วยเหมือนกันเหรอ”
เฮ่อหย่วนชูแฟ้มเอกสารในมือขึ้นเป็นคำตอบ “ผมนนำเอกสารจากรองหัวหน้าสถาบันวิจัยเหมามาส่งให้ผู้จัดการเสิ่นน่ะครับ”
“อย่างนั้นก็ถือโอกาสพักสายตาสักหน่อยสิ” เลขาธิการพรรคหยางยังคงประดับรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาไว้บนใบหน้า
“คุณลองดูผลงานของหัวหน้าทีมเฉินให้ดีๆ สิ ทั้งภาพวาด ทั้งลายมือ หรือแม้แต่เนื้อหาที่คัดสรรมา ล้วนแต่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ”
เฮ่อหย่วนเพียงแค่พยักหน้ารับคำ ก่อนจะเคลื่อนกายไปหยุดยืนอยู่หน้าบอร์ดประชาสัมพันธ์ผลงานของเฉินชิง แล้วใช้สายตาพินิจพิจารณาอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความทึ่ง แต่ส่วนลึกในใจนั้นคือความภาคภูมิใจที่แทบจะเก็บซ่อนไว้ไม่อยู่
“เหมือนฉันจะได้ยินมาว่านักวิจัยเฮ่อกับหัวหน้าทีมเฉินพักอยู่ใกล้กันนี่นา” เลขาธิการพรรคหยางเอ่ยถามพลางแย้มรอยยิ้ม
“คนหนุ่มสาวอนาคตไกลสองคนมาอยู่ใกล้กันแบบนี้ ไม่เรียกว่าวาสนาก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว”
“คงเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้นครับ” เฮ่อหย่วนเบือนสายตากลับมา
“แต่ดูท่าทางแล้ว เลขาธิการพรรคหยางจะให้ความสำคัญกับหัวหน้าทีมเฉินเป็นพิเศษเลยนะครับ”
“โรงงานเครื่องจักรของเราไม่เคยขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ แต่คนที่จะยืนหยัดและควบคุมสถานการณ์ในงานใหญ่ๆ ได้นั้นหาได้ไม่ง่ายนัก ในฐานะผู้นำ ฉันย่อมคาดหวังให้เธอได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากเข้าไว้ เพื่อที่ในวันข้างหน้าจะได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับโรงงานของเราได้”
พูดจบ เลขาธิการพรรคหยางก็ใช้มือตบลงบนไหล่ของเฮ่อหย่วนเบาๆ “คุณเองก็เช่นกัน อายุอานามยังน้อย แต่กลับก้าวไปได้ไกลถึงเพียงนี้แล้ว ต้องยืนหยัดให้มั่นคงต่อไปล่ะ”
ดวงตาเรียวคมดุจตาหงส์ของเฮ่อหย่วนหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ผมก็ขอให้เลขาธิการพรรคหยางได้ใช้ชีวิตในโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้อย่างราบรื่นไปจนเกษียณ และได้พักผ่อนอย่างสงบสุขในบั้นปลายเช่นกันครับ”
แววตาของเลขาธิการพรรคหยางพลันเปลี่ยนเป็นเฉียบคมในชั่วพริบตา
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวไปพบผู้จัดการเสิ่นก่อนนะครับ เชิญท่านทำงานต่อได้เลย” เฮ่อหย่วนประสานสายตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว เมื่อเห็นแววตาที่เสแสร้งเป็นมิตรนั้น มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
เลขาธิการพรรคหยางยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง กำหมัดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาของเขาจับจ้องไปยังแผ่นหลังตั้งตรงสง่างามของชายหนุ่มที่ค่อยๆ เดินจากไปจนลับสายตา ก่อนที่แววตาของเขาจะทวีความคมกริบยิ่งขึ้น
อนาคตกำลังสดใสแท้ๆ แต่คนหนุ่มสาวกลับเลือกที่จะทุ่มเทหัวใจให้กับเรื่องรักใคร่
ช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ
เขาละสายตาจากทางเดินที่ว่างเปล่า แล้วหันกลับมาจับจ้องบอร์ดประชาสัมพันธ์ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา เขายังจำได้รางๆ ว่าเหตุผลที่เฮ่อหย่วนยอมย้ายมาทำงานที่โรงงานของพวกเขาก็ดูเหมือนจะพัวพันกับเรื่องราวทำนองนี้ไม่ใช่หรือ
ในฐานะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน เขาได้ให้คำตักเตือนไปแล้ว แต่ในเมื่อคนหนุ่มไม่ยอมรับฟัง เขาก็คงได้แต่ปล่อยให้กาลเวลาเป็นผู้มอบบทเรียนให้ด้วยตัวเอง
เมื่อเฮ่อหย่วนเดินทางมาถึงหน้าห้องทำงานของผู้จัดการเสิ่น เสียงโต้เถียงที่ดังเล็ดลอดออกมาก็ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า เขาจึงตัดสินใจยืนรออยู่ด้านนอกพร้อมกับเลขานุการที่หน้าห้อง
เสียงของหัวหน้าหลิวดังขึ้นมาเป็นระลอก เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่กล่าวหาว่าผู้จัดการเสิ่นนั้นช่างไร้ความเป็นคน
ตามมาด้วยเสียงตวาดกลับของผู้จัดการเสิ่นที่กล่าวหาว่าหัวหน้าหลิวทำตัวเป็นแม่ไก่ปกป้องลูกเจี๊ยบ
“นายไปดูแผนกอื่นในโรงงานบ้างเถอะ มีที่ไหนเขาทำตัวเหลาะแหละเหมือนแผนกของนายบ้าง ทุกคนทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ช่างฝีมือรุ่นใหญ่หลายคนบาดเจ็บสาหัสก็ยังกัดฟันมาทำงาน นี่ฉันไม่ได้จะให้เธอไปแบกหามอะไรสักหน่อย แค่ให้ไปช่วยประสานงาน จัดการภารกิจต่างๆ มันเป็นแค่งานใช้สมองกับใช้ปากพูดแท้ๆ แต่นายกลับทำให้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย อย่าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานแล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรนายนะ”
“แล้วคุณคิดจะทำอะไรผมได้ล่ะ” หัวหน้าหลิวสวนกลับด้วยน้ำเสียงท้าทาย แม้รูปร่างจะเล็กเตี้ย ศีรษะล้านเลี่ยน และมีใบหน้าที่ธรรมดาสามัญ แต่ด้วยบารมีจากการผ่านสนามรบมาโชกโชน ทำให้รัศมีของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้จัดการเสิ่นเลยแม้แต่น้อย
“เหล่าหลิว” ผู้จัดการเสิ่นทุบโต๊ะดังปัง
“นายอย่าลืมสิว่านายก็เป็นคนของโรงงานเครื่องจักร”
หัวหน้าหลิวยืดตัวลุกขึ้นยืน “คุณอยากจะลงโทษผมยังไงก็เชิญตามสบาย”
เขายังจำได้ดี ตอนที่ผู้จัดการเสิ่นคิดจะส่งเฉินชิงไปเป็นไม้ประดับเพื่อเอาใจเหล่านักวิจัย เขาคัดค้านหัวชนฝา แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเดินทางไปเป็นเพื่อนเด็กคนนั้นอยู่ดี ภาพที่เธอต้องฝืนใจพูดจาฉอเลาะเอาใจคนอื่นยังคงติดตาเขา มันช่างเป็นภาพที่น่าสะท้อนใจยิ่งนัก
มาถึงตอนนี้ เธอบาดเจ็บ ไม่มีใครคอยดูแล ยังจะต้องถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์อีก ในฐานะหัวหน้าสายตรง เขาจะทนดูอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร ตำแหน่งบ้าๆ นี่ใครอยากได้ก็เอาไป
ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นชายหนุ่มผมดกดำ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นชายแก่ร่างเตี้ยหัวล้าน ทั้งหมดก็เพราะไอ้ตำแหน่งนี่แหละ
หัวหน้าหลิวเปิดประตูออกมาแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเฮ่อหย่วนยืนอยู่ ความขุ่นเคืองในใจจึงบรรเทาลงเล็กน้อย
“อ้าว นักวิจัยเฮ่อ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
เฮ่อหย่วนทักทายอีกฝ่ายกลับไปอย่างสุภาพตามมารยาท
หัวหน้าหลิวเพียงแค่พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงลงบันไดไป ปล่อยให้ผู้จัดการเสิ่นนั่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ในห้องทำงานคนเดียว
งานมันจะไปยากอะไรกันนักหนา ด้วยความฉลาดของเฉินชิงแล้ว ย่อมต้องทำได้สำเร็จอยู่แล้วแท้ๆ แต่เจ้าเฒ่าหลิวนี่เป็นอะไรไป ถึงได้ขัดขวางเขาทุกทาง
เขาไม่ได้จะเอาเฉินชิงไปขาย แค่จะให้เธอช่วยจัดงานแถลงข่าว แล้วอาศัยช่วงงานเลี้ยงให้เธอช่วยทาบทามคนเก่งๆ มาทำงานด้วยเท่านั้นเอง
เฮ่อหย่วนก้าวเข้าไปในห้อง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับผู้จัดการเสิ่น
ผู้จัดการเสิ่นเหลือบมองเขาอย่างประเมิน ท่าทางอีกฝ่ายคงจะได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้วเป็นแน่ ความรู้สึกผิดจึงแล่นปราดขึ้นมาในใจ
“นายมีธุระอะไร”
“ผมแวะมาเยี่ยมผู้จัดการเสิ่นน่ะครับ” เฮ่อหย่วนวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเบื้องหน้า
“เห็นว่าสุขภาพยังแข็งแรงดี งั้นจดหมายฉบับนี้คงไม่ทำให้ท่านใจวายไปเสียก่อนนะครับ”
ว่าแล้วเขาก็ยื่นจดหมายที่มาจากผู้จัดการโรงงานเครื่องจักรเมืองไห่ซื่อให้
ผู้จัดการเสิ่นกระชากซองจดหมายมาฉีกออกอย่างแรง กวาดสายตาอ่านข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นให้เฮ่อหย่วนอย่างรวดเร็ว
บ้านเดี่ยวพร้อมสวนส่วนตัว เงินเดือนสูงถึง 98 หยวน แถมยังมีตำแหน่งในคณะกรรมการโรงงานให้ครอบครัวอีกหนึ่งที่ พร้อมทั้งรับประกันความปลอดภัยให้ถึง 3 ปี
เฮ่อหย่วนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ดวงตาคมกริบฉายแววเหนือกว่า
“ทาวเวอร์เครนของโรงงานเราได้อันดับหนึ่งของประเทศแล้วนะครับ”
ม่านตาของผู้จัดการเสิ่นหดเกร็งลงทันควัน ก่อนที่ความยินดีอย่างสุดขีดจะถาโถมเข้ามา “นายทำได้จริงๆ”
“ผมกับรองหัวหน้าสถาบันวิจัยเหมาช่วยกันทำครับ”
แม้ประเทศชาติจะมีหนอนบ่อนไส้ แต่ก็ยังมีคนทำงานที่พร้อมจะอุทิศตนอยู่เสมอ คนที่สร้างคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง ย่อมได้รับการตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
เฮ่อหย่วนเพียงแค่เปิดไพ่ใบสำคัญให้ดู แล้วก็ลุกจากไปอย่างเงียบๆ
ผู้จัดการเสิ่นเดินวนไปวนมาในห้องทำงานราวกับหนูติดจั่น
“ไอ้เฒ่าหยาง ไอ้เฒ่าหยาง ไอ้เฒ่าหยาง”
ทั้งหมดเป็นความผิดของมันคนเดียว
ไม่อย่างนั้นเฮ่อหย่วนจะผิดใจกับเขาได้อย่างไร
ต่อให้มีนักวิจัยอีกกี่สิบคน ก็ไม่อาจเทียบได้กับเฮ่อหย่วนเพียงคนเดียว
ผู้จัดการเสิ่นรีบวิ่งแจ้นขึ้นไปชั้นสองเพื่อหาหัวหน้าหลิวทันที
“เรื่องหัวหน้าทีมเฉินน่ะนะ เธออยากจะลาพักนานแค่ไหนก็ย่อมได้ องค์กรอนุมัติอยู่แล้ว”
“ไสหัวไปซะ” หัวหน้าหลิวตอบกลับสั้นๆ
ใบหน้าของผู้จัดการเสิ่นกระตุกเล็กน้อย “เราก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ทำงานเพื่อโรงงานเหมือนกันทั้งนั้น เมื่อกี้ฉันก็แค่คิดอะไรตื้นๆ ไปหน่อย”
หัวหน้าหลิวไม่จำเป็นต้องใช้สมองคิดให้ซับซ้อนก็เดาได้ว่า เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเฮ่อหย่วนอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่อย่างนั้น คนอย่างผู้จัดการเสิ่นน่ะหรือจะยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ ตราบใดที่มันเป็นประโยชน์ต่อหน้าที่การงานของตัวเองแล้วล่ะก็ ต่อให้ไม่ผิดกฎหมาย เขาก็พร้อมจะทำทุกอย่าง
แม้จะถูกหัวหน้าหลิวไล่ตะเพิด แต่ผู้จัดการเสิ่นก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บใจเท่าใดนัก สิ่งที่ทำให้เขากระวนกระวายใจมากกว่า คือการที่เฮ่อหย่วนยังคงตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคนอยู่
เขาเสียใจจนแทบกระอักเลือด
เหตุใดเขาถึงได้หูเบาไปเชื่อคำยุยงของไอ้เฒ่าหยางนั่นนะ
ไอ้สุนัขจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ คอยแต่จะขุดหลุมดักเขาอยู่ร่ำไป
น่าโมโหนัก
ผู้จัดการเสิ่นสาปแช่งเลขาธิการพรรคหยางในใจไปหลายร้อยรอบ สมองทำงานอย่างหนักหน่วง หลังจากร่ำลาหัวหน้าหลิว เขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเลขาธิการพรรคหยางทันที
“ผลงานบอร์ดประชาสัมพันธ์ของหัวหน้าทีมเฉินออกมาดีขนาดนี้ องค์กรของเราก็ควรจะมีรางวัลตอบแทนให้บ้างนะ เธอทั้งที่บาดเจ็บอยู่ แต่ก็ยังอุตส่าห์ทุ่มเททำงานเพื่อโรงงานของเราอย่างเต็มที่”
“การกระทำแบบนี้สมควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง ในการประชุมใหญ่สัปดาห์หน้า นายต้องกล่าวชื่นชมเธอด้วยล่ะ ส่วนฉันจะไปหาหัวหน้าหยาง ขอของดีๆ มาให้เธอเอง”
เขามาไวไปไวราวกับสายลม ไม่เปิดโอกาสให้เลขาธิการพรรคหยางได้ทันเอ่ยปากคัดค้านแม้แต่คำเดียว
เลขาธิการพรรคหยางขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเรียกคนมาสอบถามเรื่องราวทั้งหมด เมื่อได้ฟังความจริง เขาก็ได้แต่หลับตาลงอย่างอ่อนใจ
“เฉินชิงคนนี้ ช่างโชคดีเสียจริง”
คราวก่อนก็รอดมาได้เพราะอาการบาดเจ็บ
มาคราวนี้ก็มีเฮ่อหย่วนคอยเป็นเกราะคุ้มกัน
หากเขายังดึงดันจะทำอะไรต่อไปอีก ก็คงจะดูโจ่งแจ้งเกินงาม
เห็นทีเรื่องนี้คงต้องระงับไว้ชั่วคราวก่อน
วันนี้ก็เป็นวันศุกร์แล้ว เขายังต้องเสียเวลาร่างสุนทรพจน์ยกย่องเฉินชิงอีก
เลขาธิการพรรคหยางยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ
การเขียนสุนทรพจน์น่ะไม่ยาก
แต่มันทำให้เขารู้สึกขุ่นข้องหมองใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
[จบบท]