บทที่ 139: ข้อตกลงราคาหนึ่งเหมา
เรื่องราวของเฉินชิงกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในโรงงานเครื่องจักร แซงหน้าประเด็นของใครต่อใครไปอย่างไม่เห็นฝุ่น ความงดงามของเธอเป็นที่ประจักษ์
แต่นิสัยที่หยิ่งผยองและแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งมาแต่กำเนิดนั้น ก็เป็นอีกด้านที่ทำให้ผู้คนจดจำ ไม่น่าแปลกใจที่ทั้งชายและหญิงจำนวนนับไม่ถ้วนต่างแอบชื่นชมเธออยู่เงียบๆ
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกไม่น้อยที่รู้สึกขวางหูขวางตากับท่าทีที่เหมือนใช้ความสวยเป็นใบเบิกทางของเธอ
อาจารย์หวังแห่งแผนกการผลิตที่สาม คือหนึ่งในบุรุษที่ไม่นิยมชมชอบในตัวตนของเฉินชิงอย่างเปิดเผย
ในทัศนคติของเขา ผู้หญิงที่ดีพึงมีความอ่อนโยน รู้จักกาลเทศะ เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม และเป็นแม่บ้านแม่เรือน ซึ่งคุณสมบัติอันดีงามทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ดูจะห่างไกลจากภาพลักษณ์ของเฉินชิงอยู่หลายขุม
ประจวบเหมาะกับช่วงนี้มีญาติห่างๆ คนหนึ่งซึ่งสังกัดอยู่ในคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม เอ่ยปากไหว้วานให้เขาช่วยดัดนิสัยของเฉินชิงให้ลดความกร่างลงเสียบ้าง แน่นอนว่าเขาย่อมตอบรับด้วยความเต็มใจ
ดังนั้น เมื่อเหล่าคนงานในแผนกเห็นอาจารย์หวังเอ่ยปากแซวหัวหน้าทีมเฉิน พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมอง ก่อนจะค่อยๆ ขยับไปจับกลุ่มซุบซิบวิเคราะห์สถานการณ์ คาดเดาว่าเฉินชิงจะตอบโต้อย่างไร
เฉินชิงเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ช้าๆ “ที่อาจารย์หวังพูดมาก็ถูกนะคะ ฉันมันเป็นพวกใจแคบ พอได้ยินว่าพวกเธอจะมาแสดง ก็รู้สึกทั้งอิจฉาทั้งประหม่า เพื่อจะให้ตัวเองดูดีและไม่ถูกใครมองข้าม ฉันเลยคิดว่าจะต้องตั้งใจทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิมค่ะ”
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่คำพูดต่อมากลับคมกริบ
“แผนกการผลิตที่สาม อาจารย์หวังแต่งกายผิดระเบียบความปลอดภัยในการผลิต ขอหัก 2 คะแนน”
“แผนกการผลิตที่สาม ละเลยระเบียบวินัยในการทำงาน มีการจับกลุ่มพูดคุยและละทิ้งตำแหน่งหน้าที่ ขอหัก 3 คะแนน”
“แผนกการผลิตที่สาม สหายหวังเอ้อร์เกิน พูดจาคุกคามเจ้าหน้าที่หญิงในที่สาธารณะ ซึ่งถือเป็นการละเมิดคู่มือพนักงานข้อที่ 10 จะมีการบันทึกความผิดส่วนตัวไว้หนึ่งครั้ง พร้อมทั้งงดจ่ายเงินรางวัลประจำเดือนนี้”
เสียงเครื่องจักรยังคงคำรามกึกก้องไปทั่วทั้งโรงงาน แต่กลับไม่มีเสียงมนุษย์เล็ดลอดออกมาแม้แต่คนเดียว ทุกคนต่างเงียบกริบ
อาจารย์หวังโกรธจนแขนขาสั่นเทาไปหมด นิ้วที่ชี้ไปยังเฉินชิงสั่นระริก
“เฉินชิง เธออย่าลำพองใจว่าเป็นผู้หญิง แล้วยังอาศัยตำแหน่งหัวหน้าทีมในคณะกรรมการโรงงานมาทำอะไรตามอำเภอใจนะ”
“การตั้งคำถามต่อการตัดสินของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการโรงงาน และแสดงความไม่พอใจต่อกฎระเบียบ ถือเป็นความผิด จะบันทึกโทษทัณฑ์ไว้อีกหนึ่งครั้ง หากสะสมครบหกครั้งเมื่อไหร่ก็เตรียมตัวออกจากงานได้เลยค่ะ”
เฉินชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เชิญอาจารย์หวังพูดต่อได้เลยนะคะ”
ดวงตาของเธอเย็นชาเหลือบมองลงต่ำ เต็มไปด้วยความดูแคลน สายตาที่ราวกับมองเศษขยะนั้น ยิ่งขับเน้นให้รูปลักษณ์ที่สดใสและหยิ่งทะนงของเธอดูสง่างามประดุจราชินีผู้ถือไพ่เหนือกว่า
คนอื่นๆ ในแผนกการผลิตที่สามแทบอยากจะทรุดลงไปกับพื้นเพื่ออ้อนวอนให้เธอหยุดหักคะแนนเสียที
อาจารย์หวังกำหมัดแน่นด้วยความเดือดดาลจนแทบหงายหลัง “เฉินชิง อย่ากำเริบให้มันมากนัก”
“ถ้าคุณมีข้อโต้แย้ง เราสามารถไปถกกันต่อที่ห้องทำงานของคณะกรรมการพรรคประจำโรงงานได้ค่ะ” เฉินชิงกล่าวพลางกวาดสายตาคมกริบไปทั่วใบหน้าของทุกคน
แววตาของเธอทำให้หลายคนรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ จนต้องรีบหลบสายตาไปทางอื่น
เฉินชิงแค่นยิ้มหยัน “การที่สหายจากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมมาที่นี่ ถือเป็นเกียรติของโรงงานเรา พวกเธอมีคุณค่าและความสำคัญในตัวเอง ไม่ใช่เครื่องมือให้พวกคุณหยิบยกมาใช้เพื่อดูแคลนผู้หญิงคนอื่น และที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นฉันหรือพวกเธอ ก็ไม่เคยชายตามองพวกคุณด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นเลิกหลงตัวเองได้แล้ว”
แม้เสียงเครื่องจักรจะยังดังต่อเนื่อง แต่คำพูดทุกถ้อยคำของเฉินชิงกลับแทรกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน หลายคนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ในขณะที่บางคนรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะโต้แย้ง
ก็เธอเล่นหักคะแนนไปตั้ง 5 คะแนนรวดเดียวนี่นา สวัสดิการต่างๆ ต้องถูกตัดทอนไปมากขนาดไหน แล้วไหนจะธงแดงเกียรติยศที่คงไม่มีวันเวียนมาถึงแผนกของพวกเขาอีกแล้ว
เฉินชิงเหลือบมองอาจารย์หวังเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
“ใครว่าผู้หญิงทำอะไรไม่เป็นล่ะคะ อย่างน้อยก็หักเงินเดือนของคุณได้ก็แล้วกัน”
ประโยคนั้นเต็มไปด้วยการเย้ยหยันอย่างถึงที่สุด
เธอทิ้งให้อาจารย์หวังยืนโกรธจนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
ทันทีที่คล้อยหลังอาจารย์หวังก็ตกเป็นเป้าของการรุมตำหนิจากเพื่อนร่วมงานทั้งแผนก
“อาจารย์หวัง คุณคิดยังไงถึงไปต่อกรกับเธอ”
“ใช่เลย เธอเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นจะตาย”
“อย่าลืมสิว่าเธอเป็นถึงหัวหน้าทีมของคณะกรรมการโรงงานนะ มีอำนาจหักคะแนนอยู่ในมือ คุณพูดพล่อยๆ ไม่กี่คำ อาจทำให้ตั๋วเนื้อสัตว์ของพวกเราหายไปทั้งกิโลเลยก็ได้ บ้านฉันมีตั้งสิบแปดชีวิตนะ ถ้าขาดเนื้อสัตว์ไปจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาทำงาน”
...
สีหน้าของอาจารย์หวังย่ำแย่ลงทุกขณะ เขาไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับคนเหล่านี้ ยังคงแหวกอกเสื้อทำงานเดินไปมาอย่างไม่สะทกสะท้าน ในฐานะที่เป็นขาใหญ่ประจำแผนกและพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง เขาจึงไม่เคยเห็นกฎระเบียบของโรงงานอยู่ในสายตา
ปกติแล้วคนของคณะกรรมการโรงงานมักจะอลุ้มอล่วย หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายก็มักจะหลับตาข้างหนึ่ง ซึ่งเฉินชิงเองก็เป็นเช่นนั้น ตราบใดที่ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดมาจากผู้บริหาร เธอก็พร้อมจะทำเป็นมองไม่เห็น
แต่โชคร้ายที่วันนี้อาจารย์หวังดันมาจุดไฟใส่ตัวเธอเอง เมื่อถึงคราวที่ต้องลงโทษ เธอก็ไม่เคยลังเล
อาจารย์หวังนึกเจ็บใจไม่หาย พลางสบถออกมาเสียงค่อย “หน้าตาอย่างกับนางจิ้งจอก ไม่น่าแปลกใจที่ได้เลื่อนตำแหน่งเร็วนัก คงออดอ้อนผู้ชายมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่”
เมื่อเห็นสายตาของคนรอบข้างจับจ้องมา เขาก็พยายามกู้หน้า “พวกผู้หญิงน่ะ อ่อยผู้ชายง่ายนิดเดียว แค่แหวกอกเสื้อนิดหน่อย ผู้ชายหน้าโง่ที่ไหนก็วิ่งเข้าใส่แล้ว”
บางคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่บางคนก็ทำเพียงแค่เบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ
เฉินชิงเดินตรวจงานในแผนกอื่นๆ ต่อไปจนเสร็จสิ้นภารกิจ ก่อนจะกลับไปยังสำนักงานของคณะกรรมการโรงงานแล้วเอ่ยถามหัวหน้าหลิว
“หัวหน้าคะ ได้ข่าวว่าจะมีคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมมาที่โรงงานเราเหรอคะ”
“เธอไปเอาข่าวมาจากไหนกัน ยังไม่มีวี่แววเลยสักนิด”
ภารกิจด้านการต้อนรับเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการโรงงานโดยตรง ซึ่งหัวหน้าหลิวเองก็ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องนี้
“มีอะไรเหรอ หรือว่าเธออยากจะดูการแสดงร้องรำทำเพลงขึ้นมา”
“ค่ะ” เฉินชิงตอบส่งๆ ไป
หัวหน้าหลิวดูเหมือนจะนึกถึงวันเก่าๆ สมัยอยู่ในกองทัพขึ้นมา เขายิ้มบางๆ
“การแสดงของพวกเขายอดเยี่ยมมากเลยนะ”
เฉินชิงไม่มีแก่ใจจะรื้อฟื้นความหลังเรื่องกองทัพกับเขา เธอจึงเปลี่ยนเรื่องไปเล่าเหตุการณ์ที่แผนกการผลิตที่สามให้ฟัง
“เดี๋ยวหัวหน้าแผนกของพวกเขาต้องแจ้นมาหาคุณแน่ๆ ยังไงก็อย่าไปยอมลบคะแนนที่ฉันหักไปนะคะ”
หัวหน้าหลิวทำหน้าขรึมแล้วพยักหน้ารับ “วางใจได้ ฉันรู้ว่าควรจัดการยังไง”
ช่างกล้าดีนักที่มาราวีคนของคณะกรรมการโรงงานถึงที่ พวกเขาเป็นฝ่ายกุมอำนาจการให้คะแนนอยู่แท้ๆ ทำไมถึงได้ไร้วิจารณญาณกันถึงเพียงนี้
เฉินชิงเดินออกจากห้องมาด้วยความพอใจ แล้วกลับไปนั่งรอเวลาเลิกงานอย่างสงบ
เมื่อเสียงกริ่งสัญญาณเลิกงานดังขึ้น เฉินชิงก็มุ่งหน้ากลับบ้านทันที แต่ระหว่างทางเธอกลับพบกับสหายเหมาเจี้ยนกั๋วโดยไม่คาดคิด
เขาตั้งใจมายืนรอเธออยู่ก่อนแล้ว และเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีที่ค่อนข้างกระอักกระอ่วน “คือว่า เหมาเหมาจะขอไปนอนค้างที่บ้านคุณสักสองคืนได้ไหม ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมเตรียมตั๋วปันส่วนทั้งอาหารแล้วก็เนื้อสัตว์ไปให้เรียบร้อยแล้ว”
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” เฉินชิงถามด้วยความแปลกใจ
เหมาเจี้ยนกั๋วถอนหายใจยาว “ลูกชายตัวดีน่ะสิ เขารบเร้าจะไปนอนกับเฮ่ออวี้เสียงให้ได้ พวกเราเป็นพ่อเป็นแม่ก็จนปัญญาจะห้าม เลยต้องยอมตามใจเขา”
“ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องขอไปถามความเห็นของเฮ่ออวี้เสียงก่อนนะคะ” เฉินชิงตอบ
เธอไม่มีสิทธิ์ไปวุ่นวายหรือตัดสินใจเรื่องส่วนตัวของเจ้าตัวร้ายนั่นได้
เหมาเจี้ยนกั๋วดูจะประหลาดใจกับคำตอบของเธอเล็กน้อย
“ก็ได้ครับ งั้นรบกวนคุณช่วยถามเขาให้หน่อยแล้วกันนะ ถ้าเขาปฏิเสธ ก็ช่วยส่งเหมาเหมากลับมาที่บ้านด้วย”
“นี่เหมาเหมาไปรออยู่ที่บ้านฉันแล้วเหรอคะ”
“ใช่ครับ”
“ตกลงค่ะ งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
ตลอดเส้นทางกลับบ้าน เฉินชิงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ไม่หยุด รู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ดูไม่ชอบมาพากล
“น้าครับ”
เสียงแหลมใสของเหมาเหมาดังลั่นมาตั้งแต่หน้าประตูบ้านยาวไปจนถึงปากซอย เด็กชายวิ่งตรงเข้ามาหาเธอพร้อมรอยยิ้มที่สดใสจนตาหยี
เฉินชิงต้องรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งพร้อมกับยกมือขึ้นยันหน้าผากของเด็กชายไว้
“หยุดก่อนๆ”
เฮ่ออวี้ถิงซึ่งวิ่งตามมาติดๆ รีบดึงตัวเหมาเหมาออกไปอย่างหวงแหน ก่อนจะโผเข้ากอดขาของน้าสาวไว้แน่น แล้วหันไปพูดกับเหมาเหมาด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง
“ฉันต้องได้กอดคุณน้าเป็นคนแรก ส่วนนายเป็นได้แค่คนที่สองเท่านั้น”
เหมาเหมาเกาหัวอย่างว่าง่าย “ก็ได้”
บรรดาผู้สูงอายุที่ปากซอยต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตาเหมาเหมาดี จึงเอ่ยปากทักทายว่าการไปอยู่บ้านหลังเล็กสไตล์ตะวันตกเป็นอย่างไรบ้าง
เด็กชายยิ้มกว้างแล้วตอบกลับไปเสียงดังฟังชัด
“ดีมากเลยครับ มีทั้งปลาทั้งเนื้อให้กินด้วย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเหล่าคุณลุงคุณป้าพลันแข็งค้างไปชั่วขณะ
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย...เจ้าเด็กคนนี้มีแววร้ายกาจซ่อนอยู่ไม่เบา
เหมาเหมาหันกลับมากระตุกชายเสื้อของเธอเบาๆ “น้าครับ เรารีบกลับบ้านกันเถอะ”
“ต้องพูดว่าบ้านฉันต่างหาก” เฮ่ออวี้ถิงรีบแก้คำทันควัน
เธอกลัวเหลือเกินว่าเหมาเหมาจะมาแย่งน้าสุดที่รักของเธอไป ซึ่งเธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด
เหมาเหมาพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง
เฉินชิงเดินตามเด็กชายกลับเข้าไปในบ้าน พลางเอ่ยถาม “แล้วนี่เฮ่ออวี้เสียงเขายอมให้นอนด้วยแล้วเหรอ”
“ตอนแรกเขาก็ไม่ยอมหรอกครับ ไล่ผมใหญ่เลย แต่พอผมเสนอให้คืนละหนึ่งเหมา เขาก็ยอมให้ผมนอนด้วยทันทีเลย”
[จบบท]