บทที่ 145: เฮ่ออวี้เสียงหายไป
หลังจากเฮ่อหย่วนและผู้จัดการเสิ่นได้ร่วมกันวางกรอบแผนการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองยังคงหารือกันต่อในประเด็นการพัฒนาสถาบันวิจัยในอนาคต บทสนทนายืดยาวจนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท เขาจึงได้เดินทางกลับไปยังบ้านพักรวม
วันหยุดสุดสัปดาห์อันแสนสั้นได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้แผนการซื้อจักรยานคันใหม่ของเฮ่อหย่วนจำต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
เมื่อแสงแรกของวันใหม่เริ่มจับขอบฟ้า บรรยากาศภายในบ้านพักรวมก็กลับมาคึกคักและเต็มไปด้วยเสียงจอแจของผู้คนอีกครั้ง
ในที่สุดลุงใหญ่ก็ได้โอกาสเหมาะเจาะที่จะพูดคุยกับเฮ่อหย่วนเสียที เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องพัก ชายสูงวัยจึงรีบปรี่เข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยถึงเรื่องงานเลี้ยงอาหารกลางวันเนื่องในเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง
“ที่บ้านพักรวมของเรามีธรรมเนียมปฏิบัติกันมานานแล้วน่ะ ในช่วงกลางวันของเทศกาล เราจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ให้ทุกคนได้มานั่งกินข้าวร่วมกัน โดยจะเก็บเงินคนละ 5 เหมากับตั๋วปันส่วนธัญพืชอีก 1 จิน เธอสนใจจะเข้าร่วมด้วยไหมล่ะ”
เมื่อสังเกตเห็นว่าเฮ่อหย่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องพบปะผู้คนมากมายเช่นนี้ ลุงใหญ่จึงรีบกล่าวเสริมขึ้นมาทันควัน
“เสี่ยวชิงก็จะมาด้วยนะ”
สิ้นคำพูดนั้น เฮ่อหย่วนก็ควักเงินออกมาจ่ายโดยไม่ลังเล
ลุงใหญ่รับเงินมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะพูดต่ออย่างอารมณ์ดี
“ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันจะจัดให้พวกเธอนั่งโต๊ะเดียวกันเอง”
ชายสูงวัยทำสีหน้าเหมือนกับว่า ‘ฉันรู้ดีว่าเธอคิดอะไรอยู่’ ก่อนจะเดินผิวปากจากไปอย่างมีความสุข
เฉินชิงที่กำลังเดินเอื่อยๆ ไปทำงาน เห็นลุงใหญ่ยิ้มแก้มปริจนริ้วรอยบนใบหน้าปรากฏชัดเจนก็อดที่จะเอ่ยแซวไม่ได้
“ลุงใหญ่คะ ทำอะไรอยู่เหรอคะ ดูอารมณ์ดีจังเลย”
“พอดีเก็บเงินได้น่ะสิ”
“จริงเหรอคะ อยู่ตรงไหนคะ หนูจะได้ไปเก็บด้วย”
“โธ่เอ๊ย รีบไปทำงานได้แล้วน่า ฉันรู้ทันหรอกว่าเธอชอบไปถึงโรงงานแบบเฉียดฉิวตลอด”
“เขาเรียกว่าตรงต่อเวลาต่างหากค่ะ” เฉินชิงเชิดคางขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
“ลุงไม่เข้าใจหรอกค่ะ”
คำตอบของหญิงสาวทำเอาลุงใหญ่ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
เฮ่อหย่วนที่เพิ่งเดินออกมาจากบ้านพักรวม ก้าวเข้ามาเดินเคียงข้างเธอ
“เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง คุณจะมากินข้าวที่นี่เหรอ”
“ใช่ค่ะ แถมพรุ่งนี้ฉันยังต้องไปงานเลี้ยงครบเดือนของลูกเพื่อนอีก กลางวันก็กินข้าวที่นี่ ตอนเย็นก็ต้องกลับไปจัดเลี้ยงต้อนรับคุณทาเลียที่บ้านอีก โรงงานก็ไม่หยุดให้พักหายใจหายคอเลย ยุ่งจริงๆ”
เฉินชิงหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ว่าแต่...คืนนั้นที่คุณทาเลียกับครอบครัวจะมา คุณอยากจะแวะมาด้วยกันไหม”
คำเชิญชวนนั้นทำให้เฮ่อหย่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว ดวงตาพลันสว่างวาบขึ้นด้วยความยินดี
“ได้สิครับ ผมต้องเตรียมอะไรไปบ้างไหม”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เฮ่ออวี้เสียงเขาทำรายการของที่ต้องซื้อสำหรับวันไหว้พระจันทร์ไว้หมดแล้ว คุณแค่มาช่วยทำอาหารก็พอ”
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เฮ่ออวี้เสียงทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการวางแผนไปดักรอซื้อของที่สหกรณ์การค้าและการตลาดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ความมุ่งมั่นของหลานชายทำให้เฉินชิงรู้สึกทึ่งและนับถือในความพยายามของเขาเป็นอย่างยิ่ง
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
คนทั้งสองเดินเคียงกันไปอย่างช้าๆ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ บทสนทนาที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาสบายๆ อย่างน่าประหลาดใจ ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงหน้าโรงงานเครื่องจักร
ทว่าเมื่อเห็นประตูโรงงานบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เฮ่อหย่วนกลับรู้สึกขัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่หน้าประตูเห็นเฉินชิงกำลังเดินมาแต่ไกลจึงตะโกนเตือนด้วยความหวังดี
“หัวหน้าทีมเฉิน เหลืออีก 30 วินาที”
“มาแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบกลับพลางหันมายิ้มและโบกมือให้เฮ่อหย่วน
“ฉันต้องรีบไปเอาเบี้ยขยัน ไปก่อนนะคะ”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
ภาพของเฮ่อหย่วนและเฉินชิงที่เดินมาโรงงานด้วยกันจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขึ้นมาทันที
เฮ่อหย่วนมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังวิ่งตรงไปยังอาคารคณะกรรมการโรงงาน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆ เลือนหายไป ก่อนที่เขาจะหมุนตัวและเดินมุ่งหน้าไปยังสถาบันวิจัย
เหล่าเจ้าหน้าที่ที่คิดจะเข้าไปไถ่ถามข้อมูลต่างพากันหุบปากฉับ
แม้ว่าหัวหน้าทีมเฉินและนักวิจัยเฮ่อจะจัดอยู่ในประเภทคนหน้าตาดีเหมือนกัน แต่หัวหน้าทีมเฉินนั้นดูเข้าถึงง่ายและเป็นมิตรมากกว่า
ในขณะที่นักวิจัยเฮ่อกลับมีท่าทีเย็นชาและดูห่างเหิน ทั้งยังมีตำแหน่งที่สูงกว่า พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปต่อปากต่อคำด้วย
เมื่อมาถึงสถาบันวิจัย เฮ่อหย่วนก็ตรงไปที่ห้องทำงานของเหมาเจี้ยนกั๋วเพื่อขออนุญาตกลับก่อนเวลา
ซึ่งเหมาเจี้ยนกั๋วก็อนุมัติแต่โดยดี
เพราะช่วงนี้ชายหนุ่มทำงานอย่างหนักหน่วงมาโดยตลอด การที่เขาจะขอพักผ่อนบ้างจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เวลา 4 โมงเย็น เฮ่อหย่วนเดินทางไปยังแผนกพลาธิการเพื่อขอรับตั๋วซื้อจักรยานจากหัวหน้าหยาง
พักหลังมานี้หยางซิวจิ่นยุ่งวุ่นวายกับงานจนไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องอื่น แต่ทันทีที่เห็นหน้าเฮ่อหย่วน ภาพของเฉินชิงก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที แววตาของเขาฉายความริษยาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“นักวิจัยเฮ่อจะไปซื้อจักรยานเหรอครับ”
เฮ่อหย่วนเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ
หางตาของเขากวาดมองไปที่ใต้โต๊ะทำงานของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ล่วงรู้ถึงการกระทำของหยางซิวจิ่น เขาก็รีบรื้อค้นตู้เก็บอุปกรณ์ที่ซ่อนไว้ลึกสุดในบ้าน เพื่อหาเครื่องบันทึกเสียงขนาดจิ๋วที่เพื่อนของเขาประดิษฐ์ขึ้นเอง
เดิมทีเครื่องมือชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ตรวจจับเสียงรบกวนจากเครื่องมือในห้องทดลอง
มันเป็นเพียงกล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือ ภายในบรรจุไมโครโฟน แบตเตอรี่ และสายไฟม้วนเล็กๆ เท่านั้น
ในเมื่อไม่ได้ใช้งานตามวัตถุประสงค์เดิม เขาก็เลยนำมันมาใช้ดักฟังหยางซิวจิ่นเสียเลย
เขาติดตั้งไมโครโฟนให้หันไปทางโต๊ะทำงานพอดิบพอดี ส่วนสายไฟก็ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนไปตามขาโต๊ะและรอยยับของพรมเก่าๆ บนพื้น
อาศัยจังหวะที่หยางซิวจิ่นลุกไปหยิบตั๋ว เฮ่อหย่วนก็เก็บอุปกรณ์บันทึกเสียงกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
หยางซิวจิ่นยื่นตั๋วให้เขาพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำแดกดัน
“นักวิจัยเฮ่อช่างร่ำรวยเสียจริงนะครับ”
“คงเทียบไม่ได้กับหัวหน้าหยางหรอกครับ”
เฮ่อหย่วนตอบกลับเรียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปอย่างไม่รีรอ
การกระทำที่เฉียบขาดของชายหนุ่มทำให้หยางซิวจิ่นโกรธจนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ก่อนหน้านี้ตอนที่เห็นเขาพูดคุยกับเฉินชิงก็ดูเหมือนคนปกติ แต่พออยู่ตามลำพัง กลับทำตัวเย็นชาใส่ทุกคน ช่างน่าโมโหจนอยากจะฆ่าให้ตายนัก
ก๊อกๆๆ
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจากแผนกพลาธิการเดินเข้ามาในห้อง
“หัวหน้าหยางครับ คนฉายหนังสำหรับงานเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงแจ้งมาว่าเครื่องฉายเสีย ช่วยหาคนไปซ่อมให้หน่อยได้ไหมครับ”
“ทำไมไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้”
หยางซิวจิ่นสบถออกมาอย่างหัวเสีย
ถ้ารู้เร็วกว่านี้สักหน่อย เขาคงได้โอกาสใช้งานเฮ่อหย่วนแล้ว
ให้ตายเถอะ พลาดโอกาสที่จะหาเรื่องแกล้งเฮ่อหย่วนไปอีกจนได้ คราวนี้เขาคงต้องยอมเสียหน้าไปขอร้องให้พวกช่างฝีมือที่แสนจะหยิ่งยโสพวกนั้นมาช่วยซ่อมให้
“ไปเถอะ ฉันจะไปดูด้วยตัวเอง”
เขาต้องวุ่นวายกับการเตรียมงานเทศกาลจนหัวหมุนไม่เว้นแต่ละวัน แถมคืนนี้ยังต้องอดหลับอดนอนอีก
เพราะในคืนก่อนวันเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง จะมีการขนย้ายปืนครั้งใหญ่
เฮ่อหย่วนไม่ได้ใส่ใจเรื่องปืนแม้แต่น้อย
เพราะเขาได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้ผู้จัดการเสิ่นเป็นผู้รับผิดชอบแล้ว สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอย่างเดียวคือทองคำทั้งหมดอยู่ที่ไหน
เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากอุปกรณ์บันทึกเสียงมีสัญญาณรบกวนแทรกอยู่ตลอดเวลา เสียงพูดที่ได้ยินจึงขาดๆ หายๆ ไม่ต่อเนื่อง เขาต้องตั้งสมาธิอย่างสูงเพื่อจับใจความ
นอกเหนือจากบทสนทนาทั่วไปแล้ว สิ่งที่เฮ่อหย่วนให้ความสนใจเป็นพิเศษคือตอนที่หยางซิวจิ่นลดเสียงลงกระซิบกระซาบ ซึ่งโดยปกติแล้ว นั่นหมายความว่าเขากำลังจะทำ ‘เรื่องสำคัญ’
ท่ามกลางเสียงซ่าๆ นั้น เฮ่อหย่วนได้ยินคำว่า ‘เรือนป่าไผ่’ และ ‘ที่เก่า’ หลุดออกมาอย่างแผ่วเบา
“ป่าไผ่”
เฮ่อหย่วนขมวดคิ้วครุ่นคิด
ในเมืองนี้มีป่าไผ่อยู่ด้วยหรือ
ความคิดนั้นทำให้เขาตัดสินใจปีนกำแพงข้ามไปหาเฮ่ออวี้เสียง
เด็กชายที่เพิ่งจะล้มตัวลงนอนได้ไม่นานก็ต้องสะดุ้งตื่น เขามองผู้มาเยือนด้วยสายตาว่างเปล่า
“ถ้าอายังปลุกผมแบบนี้อีก ผมจะไปฟ้องน้าว่าอาปีนกำแพงเข้ามา”
เฮ่อหย่วนยื่นธนบัตร 1 หยวนให้หลานชายอย่างรู้งาน
เฮ่ออวี้เสียงรีบคว้าเงินเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อทันที ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูจริงจังแล้วเอ่ยถาม
“มีเรื่องอะไรครับ”
“เธอรู้จักที่ไหนที่มีป่าไผ่ไหม หรือพอจะรู้จักใครที่รู้เส้นทางในเมืองนี้ดีบ้าง ถ้าหาแผนที่มาได้จะดีมาก”
“ป่าไผ่เหรอครับ”
“ใช่”
“อืม...เมื่อก่อนตาเคยพาผมไปดูไผ่ที่ป่าไผ่แห่งหนึ่งเพื่อจะเอามาทำเฟอร์นิเจอร์น่ะครับ แต่ว่ามันอยู่ไกลมากเลยนะครับ” เฮ่ออวี้เสียงนึกอยู่ครู่หนึ่ง
“อาจะไปทำอะไรที่นั่นเหรอครับ”
“ทองคำ 30 จินอาจจะอยู่ที่นั่น”
คำตอบของเฮ่อหย่วนทำให้ดวงตาของเฮ่ออวี้เสียงเบิกกว้างเป็นประกาย
“จริงเหรอครับ”
เขารีบพูดเสริมขึ้นมาทันที “นั่นมันสินสอดของน้าผมเลยนะ ถ้าอาหาเจอ ต้องเอาไปคืนน้านะครับ”
“สินสอดของน้าเธอ”
เจ้าเด็กนี่
ยังคงแต่งเรื่องต่อไปได้อย่างหน้าตาเฉย
ท่าทางจริงจังแบบนี้ ถ้าไม่ได้เป็นนักต้มตุ๋นคงน่าเสียดายแย่
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ผมพาอาไปที่ป่าไผ่ได้ครับ”
“ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ” เฮ่อหย่วนพาเด็กชายปีนข้ามกำแพงกลับออกมา เมื่อออกมาพ้นเขตบ้านแล้ว เขาจึงเอ่ยถาม
“น้าของเธอจะไม่รู้ใช่ไหม”
“ไม่รู้หรอกครับ ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน”
เฮ่อหย่วนเดินกลับไปหยิบทองคำปลอมน้ำหนัก 30 จินที่เขาทำขึ้นเองมาสะพายไว้บนหลัง
แล้วทั้งสองก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังป่าไผ่ด้วยกัน
พวกเขาเป็นห่วงว่าเฉินชิงจะรู้เรื่อง แต่กลับลืมคิดถึงเหมาเหมาไปเสียสนิท
เมื่อเหมาเหมาพลิกตัวตื่นขึ้นมาก็ไม่พบเฮ่ออวี้เสียงอยู่ข้างๆ แล้ว ตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะไปเข้าห้องน้ำจึงไม่ได้เอะใจอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เฮ่ออวี้เสียงก็ยังไม่กลับมา ความกังวลก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนเหงื่อซึมไปทั่วทั้งตัว
เด็กชายรีบกระโดดลงจากเตียงทั้งที่ยังไม่ได้สวมรองเท้า ขาของเขาสั่นเทาด้วยความกลัว เขาวิ่งไปทุบประตูห้องของน้าสาวอย่างแรง พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
“น้าครับ เฮ่ออวี้เสียงหายไปแล้ว”
[จบบท]