บทที่ 151: ชาเขียวเฉินชิง
ในเรื่องการเลี้ยงลูก เหมาเจี้ยนกั๋วออกจะมีความคิดแบบคนยุคเก่าอยู่ไม่น้อย เขาโปรดปรานเด็กที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ไม่ต้องให้ใครมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช อย่างเช่นเฮ่ออวี้เสียง
เขาคาดหวังว่าเมื่อเหมาเหมาไปอยู่บ้านคนอื่นจะสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่ที่ไหนได้ เจ้าลูกชายตัวดีกลับซนเป็นลิงจนเขาต้องอับอายขายหน้า
“มานี่เลยนะเจ้าตัวแสบ พ่อจะฟาดให้ก้นลาย!”
เหมาเหมาไม่ใช่เด็กโง่ที่จะยืนรอให้พ่อทำโทษ เขาเผ่นแนบไปหาน้าเล็กที่รักทันที
“น้าครับ ช่วยผมด้วย!”
เฉินชิงเองก็ร้องเสียงหลง “ช่วยด้วย! แย่แล้ว!”
ตลอดทั้งวัน เธอรู้สึกเหมือนมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ลืมทำไป แต่ก็คิดไม่ออกว่าคือเรื่องอะไร ในเมื่อเธอก็ไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านพักรวมมาแล้ว มื้อค่ำก็มีเฮ่ออวี้เสียงจัดการให้เรียบร้อย แล้วจะมีอะไรให้ต้องกังวลอีกเล่า
แล้วเธอก็คิดออก...
เรื่องขอบคุณตำรวจสิง!
ในยุคสมัยที่ทหารไม่นิยมรับของกำนัลจากชาวบ้าน ทำให้เฉินชิงรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะนำของไปให้เขาในวันธรรมดา
เธอจึงตั้งใจว่าจะใช้โอกาสในเทศกาลไหว้พระจันทร์นี่แหละเข้าไปขอบคุณสิงเจี้ยนไป่ที่สถานีตำรวจ แต่ตลอดสองวันที่ผ่านมา เรื่องราวต่างๆ ประเดประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อนจนทำให้เธอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
เฉินชิงร้อนใจจนนั่งไม่ติดที่
นี่มันหกโมงเย็นแล้ว การไปสถานีตำรวจป่านนี้จะทำให้ดูเหมือนไม่ใส่ใจหรือเปล่า
เหมาเหมาที่วิ่งมาหลบอยู่ข้างกายเอ่ยถามขึ้น “น้าเป็นอะไรไปครับ”
“น้าต้องรีบไปสหกรณ์การค้าและการตลาด เดี๋ยวนี้เลย ไปกันเถอะ!” เฉินชิงคว้ามือหลานชาย แล้วหันไปตะโกนเรียกเด็กอีกสองคนที่ง่วนอยู่ในครัว
“เฮ่ออวี้เสียง เฮ่ออวี้ถิง ออกมาหาน้าเดี๋ยวนี้เลย”
เฮ่ออวี้ถิงวิ่งตึงๆ ออกมาเป็นคนแรก
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงที่แขนยังสวมปลอกแขนกันเปื้อนอยู่ขมวดคิ้วมุ่น
“มีอะไรเหรอครับ”
แรงตะโกนของเธอทำให้แม้แต่เฮ่อหย่วนที่กำลังขอดเกล็ดปลาอยู่ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมอง
เฉินชิงสบตากับเฮ่อหย่วนที่อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนแล้วชะงักไปเล็กน้อย
“มีอะไรครับ!” เฮ่ออวี้เสียงถามย้ำด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญ เขายังมีงานในครัวต้องทำต่ออีกเยอะ
เฉินชิงสะดุ้ง ตื่นจากภวังค์ “เราต้องไปขอบคุณตำรวจสิง ต้องไปซื้อของที่สหกรณ์ฯ แล้วก็ต้องแวะไปที่สถานีตำรวจด้วย”
สิ้นคำพูดของเธอ เฮ่ออวี้เสียงก็ถอดปลอกแขนกันเปื้อนออกอย่างคล่องแคล่ว นำไปแขวนไว้ที่ตะขอด้านหลังประตูห้องครัว ก่อนจะเดินไปเปิดตู้หยิบถุงของขวัญที่จัดเตรียมไว้อย่างดีออกมา แล้วเดินมายืนตรงหน้าเฉินชิงที่กำลังอ้าปากค้าง
“ไปกันเถอะครับ”
“นี่...นี่เธอเตรียมไว้หมดแล้วเหรอ”
เฉินชิงตกใจจนแทบไม่เชื่อสายตา
เฮ่ออวี้เสียงเพียงแค่ปรายตามองน้าสาวของตนแวบหนึ่ง แต่สายตาเพียงแวบเดียวนั้นกลับแทนคำพูดได้นับพันคำ
วันนี้เขาจัดการซื้อขนมไหว้พระจันทร์สี่ชิ้นกับหมูสามชั้นอีกครึ่งจินไว้เป็นของฝากเพิ่มเติมสำหรับตำรวจสิงโดยเฉพาะ
ส่วนของขวัญอื่นๆ ก็มีนมมอลต์สกัดกระป๋องที่น้าเล็กเพิ่งได้มา และขนมปังกรอบที่เหลืออยู่ในบ้านอีกสองห่อ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีและเพียงพอสำหรับแสดงความขอบคุณแล้ว
เมื่อเฉินชิงตั้งสติได้ เธอก็หันไปบอกเฮ่อหย่วน
“เฮ่อหย่วนคะ เรื่องอาหารเย็นคงต้องรบกวนคุณแล้วนะคะ”
จากนั้นก็หันไปทางเหมาเจี้ยนกั๋วกับทาเลีย
“ส่วนคุณสองคนสามีภรรยาก็เข้าไปช่วยเฮ่อหย่วนในครัวด้วยแล้วกันนะ พอดีพวกเรามีธุระด่วนต้องออกไปข้างนอก”
เหมาเหมาเดินตามน้าและเพื่อนๆ ไปอย่างลิงโลด
เหมาเจี้ยนกั๋วมองตามหลังพวกเขาไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เดี๋ยวนะ...พวกเขาไปกันหมดนี่ แล้วทิ้งพวกเราไว้ที่นี่เนี่ยนะ”
พวกเขาเป็นเจ้าบ้านไม่ใช่เหรอ! ไม่ต้องคอยดูแลแขกเลยหรือไง
ทาเลียกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ “ไปเถอะน่า เข้าไปช่วยนักวิจัยเฮ่อทำงานกัน”
ในครัว เฮ่อหย่วนสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว
“รองหัวหน้าเหมาครับ รบกวนช่วยหั่นหมูสามชั้นครึ่งจินที่เฮ่ออวี้เสียงเหลือไว้ให้หน่อยนะครับ เอาสามในสี่ส่วนหั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ ที่เหลือก็สับให้ละเอียด แล้วอย่าลืมใส่เห็ดหอมแห้งที่เฮ่ออวี้เสียงแช่ไว้ลงไปด้วย เดี๋ยวผมจะทำหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วกับเต้าหู้ยัดไส้”
เหมาเจี้ยนกั๋วถึงกับเบิกตาโพลง
ทาเลียกระทืบเท้าใส่เขา “เร็วเข้าสิ!”
“...ครับ รู้แล้วครับ”
เหมาเจี้ยนกั๋วจำใจเดินเข้าไปช่วยงานในครัวที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบซึ่งถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ วันนี้เฮ่อหย่วนรับบทเป็นพ่อครัวใหญ่ ทำให้ทั้งเหมาเจี้ยนกั๋วและทาเลียต้องวิ่งวุ่นทำตามคำสั่งของเขาจนหัวหมุน
เหมาเจี้ยนกั๋วบ่นพึมพำอีกครั้ง “นี่ตกลงพวกเราเป็นแขกหรือเป็นคนใช้กันแน่”
คราวนี้ทาเลียหมดความอดทน
“คุณเป็นแขกประสาอะไรถึงได้เอาลูกชายมาทิ้งไว้ที่บ้านเขานานขนาดนี้ คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงได้หวังให้เสี่ยวชิงมาคอยปรนนิบัติพัดวี! เชื่อไหมว่าถ้าคุณยังไม่หุบปาก ฉันจะเอามีดนี่สับคุณแทนหมู!”
สายตาอาฆาตของภรรยาทำให้เหมาเจี้ยนกั๋วต้องรีบยอมอ่อนข้อ
“ใจเย็นๆ ที่รัก นี่มันวันเทศกาลนะ เราควรจะพูดแต่สิ่งดีๆ”
“ฉันเป็นคนต่างชาติ ไม่ถือเรื่องพวกนี้”
ทาเลียคิดในใจว่าที่สามีของเธอโดนซ้อมแต่ละครั้ง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยแม้แต่น้อย เขาสมควรโดนจริงๆ!
เฮ่อหย่วนแสร้งทำเป็นหูทวนลม ก้มหน้าก้มตาเคี่ยวหมูสามชั้นในหม้อต่อไป ก่อนจะหันไปจัดการบั้งปลาหมึกแห้งที่แช่จนนุ่มเป็นลายตารางแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
เมนูสำหรับค่ำคืนนี้มีทั้งหมดแปดอย่าง ซึ่งน่าจะเพียงพอให้พวกเขาทั้งเจ็ดคนได้อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้าโดยไม่ต้องแย่งชิงกัน
เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง แต่ละบ้านต่างก็จุดเตาทำอาหารคละคลุ้งไปทั่วทั้งซอย กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ลอยอบอวลชวนให้น้ำลายสอ
เมื่อเฉินชิงเดินกลับเข้ามาในซอย เธอก็เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นพร้อมกับโคมไฟกระดาษในมือ เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปถามเฮ่ออวี้เสียง
“นั่น...ซื้อมาจากสหกรณ์ฯ เหรอ”
“เปล่าครับ พ่อแม่ของพวกเขาทำให้”
คำตอบนั้นทำให้เฉินชิงนึกถึงคุณพ่อของเธอที่เป็นช่างไม้ฝีมือดี ในทุกๆ เทศกาลไหว้พระจันทร์ ท่านจะทำโคมไฟเล็กๆ สวยงามให้ลูกๆ แล้วจุดเทียนเล่มที่สั้นที่สุดในบ้านใส่เข้าไป เพื่อให้พวกเขาได้ถือออกไปวิ่งเล่นอวดเพื่อนๆ
เหมาเหมายกมือขึ้นทันที “ผมก็อยากได้บ้างครับ!”
เฮ่ออวี้ถิงมองตามเด็กๆ ด้วยแววตาเป็นประกาย แม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนา แต่ริมฝีปากเล็กๆ กลับเม้มเข้าหากันแน่น เธอรู้ดีว่าชีวิตในตอนนี้ดีเกินกว่าจะเรียกร้องอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว
เฉินชิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ได้สิจ้ะ งั้นเดี๋ยวเราทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว มาช่วยกันทำโคมไฟนะ”
เหมาเหมาโห่ร้องด้วยความดีใจ
ส่วนเฮ่ออวี้ถิงก็ยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เฮ่ออวี้เสียงคิดในใจว่าเมื่อกลับถึงบ้าน เขาจะไปรื้อค้นห้องเก็บของเพื่อหาเครื่องมือทำโคมไฟของคุณตาที่เก็บไว้
เมื่อทั้งสี่คนกลับมาถึงบ้าน เฮ่อหย่วนก็จัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เหมาเจี้ยนกั๋วมองหน้าเฉินชิงด้วยแววตาตัดพ้อ
ทาเลียอยากจะฟาดฝ่ามือลงบนหน้าสามีให้หายหมั่นไส้ แต่ก็ยั้งใจไว้ได้ทัน เธอเปลี่ยนเป็นใช้เท้ากระทุ้งเข้าไปที่สีข้างของเขาแทน จนเหมาเจี้ยนกั๋วเกือบจะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น
“เก็บสายตาของคุณซะ” ทาเลียขู่เสียงเย็น
ต่อไปนี้เธอจะไม่พาเขาออกมาพบปะผู้คนอีกแล้ว ขายขี้หน้าชะมัด!
เหมาเหมาที่หลบอยู่หลังน้ากอดอกส่ายหน้าไปมา พร้อมกับทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างดูแคลน
เฉินชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เปลือกตาของเธอค่อยๆ ลดต่ำลงปิดบังแววตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับกระซิบ
“ขอโทษนะคะ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ที่ฉันมีธุระกะทันหันเลยทำให้คุณต้องเหนื่อยทำอะไรตั้งหลายอย่าง ฉันนี่ความจำไม่ดีเลยจริงๆ...”
“เหมาเจี้ยนกั๋ว!!!”
ทาเลียกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
เหมาเหมาทำหน้ายักษ์เตรียมกระโจนเข้าใส่
เฮ่ออวี้ถิงถึงกับเท้าสะเอว จ้องเขม็ง
ทั้งสามคนพร้อมที่จะเปิดศึกกับเหมาเจี้ยนกั๋วทุกเมื่อ
เหมาเจี้ยนกั๋ว “???”
เดี๋ยวนะ...
เขาไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด แถมยังทำงานงกๆ อยู่ในครัวตั้งนานสองนาน
แล้วทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นคนผิดไปได้ล่ะเนี่ย!
เมื่อเห็นว่ากำปั้นของภรรยากำลังจะลอยมาประทับบนใบหน้า สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเหมาเจี้ยนกั๋วก็พุ่งพล่าน เขารีบหันไปพูดกับเฉินชิงทันที
“ไม่เป็นไรเลยครับ ไม่เป็นไรจริงๆ เราก็เหมือนญาติพี่น้องกัน ช่วยงานนิดๆ หน่อยๆ เอง อีกอย่างพวกเราก็มาทานข้าวที่นี่ด้วย”
“จะดีเหรอคะ ไม่เป็นการรบกวนคุณมากเกินไปใช่ไหม” เฉินชิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของเธอใสซื่อราวกับลูกกวางน้อย
เหมาเจี้ยนกั๋วถึงกับขนลุกเกรียว แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือมือของภรรยาที่กำลังบิดใบหูของเขาอย่างแรงจนเจ็บแปลบไปถึงสมอง
“โอ๊ยๆๆ ได้สิ ได้แน่นอน คุณจะให้ผมทำอะไรก็บอกมาได้เลยครับ”
ทาเลียจึงยอมปล่อยมือจากใบหูของเขา
เหมาเจี้ยนกั๋วรู้สึกเหมือนได้ชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง
เฉินชิงยกยิ้มที่มุมปากอย่างมีชัย
คิดจะสู้กับฉันเหรอ ยังอ่อนหัดนัก!
เหมาเจี้ยนกั๋วโกรธจนแทบกระอักเลือด ชี้หน้าเธอ
“คุณ...คุณ...”
“คุณจะชี้นิ้วใส่หน้าเสี่ยวชิงทำไม หัดมีมารยาทซะบ้าง!” ทาเลียตวาดลั่น
เฉินชิงรีบขยับเข้าไปใกล้ทาเลีย ซบไหล่ลงบนบ่าของเธอแล้วกอดแขนไว้แน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เป็นฉันเองที่ไม่รู้จักคิดให้ดี”
“เธอไม่ผิด เขาต่างหากที่ผิด” ทาเลียลูบแขนปลอบโยนเธอ ก่อนจะหันไปจ้องหน้าสามีด้วยสายตาคมปลาบ
“อย่าได้คิดมารังแกเสี่ยวชิงของฉันนะ!”
เหมาเจี้ยนกั๋วยืนนิ่งเป็นหุ่นปั้น สมองของเขาขาวโพลนไปหมด
ต้นเรื่องทั้งหมดมันคือเฉินชิง!
เป็นนังตัวดีนั่น!
นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!
เธอกำลังแย่งภรรยาไปจากเขาต่อหน้าต่อตา!
โอ้สวรรค์... ใครก็ได้ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาด้วยเถิด
เขาแค่ส่งสายตาตำหนิไปแวบเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าถูกจับตรึงบนเสาแห่งความอัปยศไปเสียแล้ว!
[จบบท]