บทที่ 155: การมาเยือน
เฮ่ออวี้ถิงเฝ้ารอวันที่จะได้เปลี่ยนที่นั่งใจแทบขาด ในที่สุดก่อนถึงวันหยุดเนื่องในวันชาติ คุณครูหลินก็เรียกให้นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนออกไปยืนเข้าแถวเรียงตามลำดับความสูงที่ด้านนอก
“เอาล่ะ วันนี้เราจะมาจัดแถวเพื่อเปลี่ยนที่นั่งกันนะ” โดยปกติแล้วคุณครูหลินจะจัดที่นั่งตามลำดับความสูงของนักเรียนเป็นหลัก
แม้ใจจริงเขาอยากจะให้เฮ่ออวี้ถิง เด็กหญิงที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจนั่งอยู่ใกล้ๆ เพื่อจะได้ดูแลเป็นพิเศษ แต่เธอก็มาขอร้องอยู่หลายครั้งว่าอยากจะย้ายไปนั่งด้านหลัง
นับตั้งแต่วันเปิดภาคเรียนจวบจนวันนี้ ในสายตาของคุณครูหลิน เฮ่ออวี้ถิงคือเด็กที่มีสมาธิในการเรียนเป็นเลิศที่สุดในชั้น! ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ขัดข้องที่จะเลือกเพื่อนสนิทที่เธอคุ้นเคยดีมานั่งเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับเธอ
“หวังเหวินหมิง เธอมานั่งคู่กับเฮ่ออวี้ถิงนะ”
“ครับ”
หวังเหวินหมิงยิ้มกว้างด้วยความดีใจขณะเดินไปนั่งข้างๆ เฮ่ออวี้ถิง
เด็กหญิงหยิบเบาะรองนั่งนุ่มนิ่มที่พี่ชายสุดที่รักเตรียมไว้ให้ขึ้นมาวางบนเก้าอี้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อที่เธอจะได้มองเห็นกระดานดำได้ชัดเจนโดยไม่ถูกศีรษะของเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านหน้าบดบัง
เมื่อซินเสี่ยวฉีเห็นภาพบาดตาบาดใจที่เฮ่ออวี้ถิงได้นั่งเคียงข้างกับเพื่อนสนิทของเธอ ความอดทนของเธอก็ขาดสะบั้นลง เด็กหญิงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
เฮ่ออวี้ถิงเหลือบมองด้วยความฉงน ก่อนที่ความสนใจทั้งหมดจะถูกดึงกลับไปที่หวังเหวินหมิงอีกครั้ง
เพราะในมือของเขามีปลาตัวเล็กๆ อยู่หนึ่งตัว “ดูนี่สิ เดี๋ยวเราแอบเลี้ยงปลาตัวเล็กกับคางคกกัน”
“ดีเลย แล้วฉันต้องไปจับมาด้วยไหม”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันจับมาเผื่อเอง” หวังเหวินหมิงกระซิบกระซาบอธิบายวิธีเลี้ยงปลาให้เธอฟัง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างลังเล
“ตอนบ่ายฉันไปเล่นที่บ้านเธอได้หรือเปล่า”
“ได้สิ”
เพราะน้าของเธอไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจเมื่อเธอพาเพื่อนๆ กลับไปที่บ้าน
หวังเหวินหมิงยิ้มกว้างอย่างดีใจ “เกี่ยวก้อยสัญญา”
เฮ่ออวี้ถิงยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวก้อยสัญญากับเขา
“หนูไม่ย้ายที่!” ซินเสี่ยวฉีสะอึกสะอื้นจนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก
คุณครูหลินไม่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เขาเพียงแค่จับตัวเธอไปนั่งยังที่ที่จัดไว้ให้ ก่อนจะเริ่มสั่งการบ้านสำหรับวันหยุดยาว
“วันชาติเราจะหยุดกันสี่วันนะเด็กๆ อย่าเผลอไปเล่นในที่ที่อันตรายล่ะ อยู่บ้านกันดีๆ เข้าใจไหม”
เด็กๆ ต่างรับคำอย่างไม่ใส่ใจนัก
ในความเป็นจริงแล้ว จิตใจของทุกคนล่องลอยไปไกลถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังเลิกเรียน เฮ่ออวี้ถิงก็จูงมือหวังเหวินหมิงกลับบ้านด้วยกัน โดยมีเหมาเหมาขอติดตามมาด้วย ส่วนหยางอี้เหอที่เห็นเพื่อนๆ รวมกลุ่มกันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากไปด้วย
ทว่าเฮ่ออวี้เสียงกลับเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เธอกลับบ้านไปก่อนเถอะ”
หยางอี้เหอที่เคยคิดว่าอย่างน้อยพวกเขาก็เป็นเพื่อนกันแล้ว กลับไม่คาดคิดว่าเขาจะยังคงรังเกียจเธออยู่ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตากลมโต
เธอกระชับสายกระเป๋านักเรียนให้แน่นขึ้น พยักหน้ารับเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือ “อืม” ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านไป
เหมาเหมาส่ายหน้าอย่างระอา “นายใจร้ายชะมัด”
“ก็น้าบอกเองว่าห้ามพาเธอมา” เฮ่ออวี้เสียงชี้แจง
เหมาเหมาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ “หา น้าบอกเหรอ”
ขนาดเด็กที่ซุกซนอย่างเขาน้ายังไม่เคยว่าอะไร แล้วทำไมถึงจะไม่ชอบเด็กที่เงียบขรึมและเชื่อฟังอย่างหยางอี้เหอล่ะ เฮ่ออวี้เสียงถอนหายใจ
“ก็พ่อน่ะสิ พ่อของเธอชอบน้าของฉัน แต่น้าไม่ชอบเขานี่นา”
“อ๋อ...เป็นอย่างนี้นี่เอง” เหมาเหมาพยักหน้ารับรู้ แม้จะไม่เข้าใจเรื่องราวความสัมพันธ์ซับซ้อนของผู้ใหญ่ แต่ในเมื่อที่นั่นเป็นบ้านของน้า คำพูดของน้าย่อมถือเป็นที่สุด
เมื่อเด็กทั้งสี่คนกลับถึงบ้าน เหมาเหมา เฮ่ออวี้ถิง และหวังเหวินหมิงก็พากันไปเล่นสนุกสนานตามประสาเด็ก ส่วนเฮ่ออวี้เสียงก็แยกตัวไปทำงานของเขา
เฉินชิงเพิ่งกลับมาจากเลิกงาน พอเห็นว่าที่บ้านมีเด็กเพิ่มขึ้นมาอีกสองคนก็อดแปลกใจไม่ได้
“นี่พวกเธอจัดงานเลี้ยงอะไรกันอยู่เหรอจ้ะ”
“เปล่าครับ พวกเราแค่ชอบมาเล่นที่นี่เฉยๆ” เหมาเหมาฉีกยิ้มกว้างอันเป็นเอกลักษณ์ ก่อนจะเหลือบไปเห็นแขนของเธอ
“น้าครับ ตอนนี้แขนของน้าดีขึ้นหรือยังครับ”
“พอจะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้แล้วล่ะจ้ะ แต่ยังยกของหนักไม่ได้” เฉินชิงวางแผนที่จะกลับมาจับงานเย็บผ้าที่เธอรักอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ตอนที่แขนของเธอยังเจ็บอยู่ มีงานค้างอยู่ในมือถึงเจ็ดแปดชิ้น ซึ่งเธอจำต้องปฏิเสธไปทั้งหมด
เมื่อจะกลับมาเริ่มงานอีกครั้ง เฉินชิงตั้งใจว่าจะตัดเย็บเสื้อแขนยาวให้เด็กทั้งสองคนที่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก เพราะช่วงนี้อากาศตอนกลางคืนเริ่มเย็นลงแล้ว อีกไม่นานลมหนาวก็คงจะมาเยือน
เฉินชิงหันไปทักทายหวังเหวินหมิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “เล่นกันให้สนุกนะ”
หวังเหวินหมิงยืนตัวเกร็งอย่างประหม่า ก่อนจะส่งยิ้มเขินๆ กลับมาให้เธอ
ช่างแตกต่างจากเหมาเหมาโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะสามารถวางตัวสบายๆ ต่อหน้าผู้ใหญ่ได้!
เมื่อเห็นว่าน้าของเพื่อนกลับมาแล้ว เขาก็คิดว่าถึงเวลากลับบ้านของตัวเองเช่นกัน หากกลับช้ากว่าเวลาอาหารเย็น มีหวังคืนนี้คงต้องทนหิวเป็นแน่
เฉินชิงเห็นท่าทางเก้อเขินของเด็กชาย เธอจึงหยิบจดหมายขึ้นมาแล้วเดินกลับเข้าห้องไปเงียบๆ เฮ่อหย่วนเดินทางไปทำงานต่างถิ่นเป็นเวลาเกือบครึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็ส่งจดหมายมาหาเธอเสียที
เนื้อหาในจดหมายของเฮ่อหย่วนไม่ได้มีถ้อยคำหวานซึ้งไปกว่าปกติเลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่เป็นเพียงการบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเขา
ขณะที่เขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยๆ บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าเนื้อหามันช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน จึงได้สอดแทรกคำถามที่แสดงความอยากรู้เกี่ยวกับตัวเธอเข้ามาบ้าง แต่ก็พยายามทำอย่างแนบเนียนที่สุดเพื่อไม่ให้ดูจงใจจนเกินไป
จดหมายทั้งฉบับเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยและการกำชับเตือนเธอในเรื่องต่างๆ
ทว่าคำสามคำที่เขียนไว้ท้ายจดหมายต่างหากที่เผยความรู้สึกของเขาออกมาได้ชัดเจนที่สุด ‘รอจดหมายตอบกลับ’
เฉินชิงพลิกจดหมายไปมา พินิจพิจารณาอย่างละเอียด
ลายมือของเขาสวยงามเสมอ
แต่เนื้อหาในจดหมายออกจะน่าเบื่อไปสักหน่อย
พออ่านจบ เฉินชิงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะตบหน้าตัวเองเบาๆ พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเอง “นี่ฉันยิ้มอะไรกัน”
ก็แค่จดหมายธรรมดาๆ ที่ไม่มีบทรักหวานซึ้งอะไรเลยสักนิด มันน่าขำตรงไหนกันนะ เฉินชิงใช้สองมือประคองใบหน้าของตัวเอง ปล่อยให้ความสุขเอ่อล้นอยู่ในใจเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะก้มลงอ่านจดหมายอีกครั้ง แล้วจึงหยิบปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายตอบกลับไปหาเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินชิงตื่นนอนแต่เช้าตรู่ เธอรีบนำจดหมายไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงงานเครื่องจักรเพื่อเข้าทำงานตามปกติ
พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันชาติแล้ว วันนี้เธอจึงมีภารกิจสำคัญในการต้อนรับคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม
เรื่องนี้ช่างน่าขันนัก การมาเยือนของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมกลับกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางราวกับเป็นการมาโปรโมตของดาราดัง ตั้งแต่ก่อนช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์เสียอีก
จากเดิมที่หลายคนไม่คิดจะไปเบียดเสียดกับผู้คนเพื่อชมการแสดงในวันชาติ ต่างก็พยายามสับเปลี่ยนตารางงานกันอย่างเต็มที่ เพียงเพื่อจะได้มีโอกาสยลโฉมหญิงสาวที่ร่ำลือกันว่างดงามยิ่งกว่าเฉินชิง
หัวหน้าหลิวเองก็ทราบดีถึงข่าวลือล่าสุดที่แพร่สะพัดไปทั่วโรงงานเครื่องจักร เขาจึงกำชับเฉินชิงครั้งแล้วครั้งเล่า
“ห้ามมีเรื่องเด็ดขาดนะ! ถ้าเธอลงไม้ลงมือเมื่อไหร่ล่ะก็ สัปดาห์หน้าเลขาธิการพรรคหยางจะลากเธอขึ้นไปยืนประจานกลางเวทีในการประชุมวิจารณ์แน่”
“โธ่ ฉันแล้วทราบค่ะ ฉันไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดนั้นสักหน่อย อีกอย่างนะคะ ต่อให้เธอจะสวยหรือไม่สวย มันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยเหรอคะ หรือว่าถ้าฉันหน้าตาไม่ดีแล้วจะต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจด้วยเหรอคะ”
เฉินชิงยกนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายไปมาเบาๆ พลางยิ้มมุมปากอย่างเคลิบเคลิ้ม
“ไม่หรอกค่ะ ฉันยังคงเปล่งประกายเจิดจรัสด้วยความสวยของตัวเอง”
หัวหน้าหลิวถึงกับฉุนขาด ปิดฝาถ้วยเซรามิกเสียงดัง ‘ปัง’
เสียแรงที่อุตส่าห์เป็นห่วง!
“รีบไปรับแขกได้แล้วไป”
“ทราบแล้วค่ะ” เฉินชิงขานรับ ก่อนจะเรียกหูไท่หงและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนให้ตามเธอไปยังประตูโรงงานเครื่องจักรเพื่อรอต้อนรับคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม
สมาชิกของคณะเดินทางมาด้วยรถบรรทุก เนื่องจากนอกจากจำนวนคนที่มากแล้ว พวกเขายังต้องขนอุปกรณ์ประกอบการแสดงต่างๆ มาด้วย
รถบรรทุกค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านประตูโรงงานเข้ามาจอดนิ่งอยู่กลางลานกว้าง เฉินชิงรีบเดินเข้าไปหาด้วยท่าทีเป็นมิตร พร้อมกับจับมือหัวหน้าคณะหลี่อย่างกระตือรือร้น
“หัวหน้าคณะหลี่คะ ดิฉันเฉินชิง เป็นหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการโรงงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลคณะของคุณในครั้งนี้ ยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ!”
หัวหน้าคณะหลี่ยิ้มตอบอย่างอบอุ่น
“สวัสดีค่ะหัวหน้ากทีมเฉิน พวกเราเองก็ตั้งตารอที่จะมามอบความสุขให้ทุกท่านเช่นกันค่ะ การที่ได้มีโอกาสนำความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้กับเหล่าคนงานที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับพวกเราค่ะ”
ทั้งสองจับมือกันแน่น แลกเปลี่ยนบทสนทนาที่เต็มไปด้วยถ้อยคำอันไพเราะและคำเยินยอต่างๆ นานา
หูไท่หงที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ เริ่มรู้สึกมึนงง
ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่ความคิดที่จะตามหาหญิงสาวผู้เลอโฉมที่ว่ากันว่าสวยกว่าหัวหน้าทีมของเขาให้เจอ
เขาซ่อนตัวอยู่หลังเพื่อนร่วมงาน เขย่งปลายเท้าพยายามมองอย่างสุดความสามารถ
ทันใดนั้น สมาชิกหญิงคนหนึ่งในคณะก็สังเกตเห็นเขาและส่งยิ้มให้ เมื่อหูไท่หงสบเข้ากับรอยยิ้มอันงดงามของสหายหญิงคนนั้น ใบหน้าของเขาก็พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที ไม่กล้าที่จะสบตาต่ออีก เขาจึงหันไปกระซิบถามเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างหน้า
“มีใครสวยกว่าหัวหน้าทีมของเราบ้างไหม”
“นายคิดว่าคนสวยๆ หาได้ง่ายเหมือนผักกาดในตลาดหรือไง จะได้มีกันเกลื่อนกลาด ไม่เห็นหรือไงว่าหัวหน้าเฉินของเราน่ะโดดเด่นเป็นสง่าที่สุดในที่นี้แล้ว”
[จบบท]