บทที่ 165: ของขวัญจากฟ้า
เสียงคำรามที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางโรงงานเครื่องจักร ทำให้สรรพเสียงของเครื่องจักรนับร้อยที่เคยดังกระหึ่มกลับเงียบสงัดลงไป เสียงนั้นทำให้ร่างของหูไท่หงสั่นสะท้านจนใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ
สายตาของคนงานหลายสิบคู่ที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นพากันหันมามองเป็นตาเดียว บางคนยกมือขึ้นปิดปากเพื่อซ่อนรอยยิ้มเยาะหยัน บางคนถึงกับหยุดมือจากงานที่ทำอยู่เพื่อดูละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
หูไท่หงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเปลือยกายอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาอับอายจนอยากจะมุดดินหนีหรือรวมร่างเป็นหนึ่งเดียวกับกำแพงคอนกรีตเย็นเฉียบที่อยู่ด้านหลัง
หูเถี่ยซาน ชายร่างสูงโปร่งแต่ดูแข็งแกร่งเกินวัย ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าลูกชายของตัวเอง ร่องลึกระหว่างคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนดูน่ากลัวสมกับฉายา ‘พญายมหน้าเหล็ก’ ที่คนงานแอบตั้งให้
“ตัวสั่นเป็นลูกหมาน้ำไปได้”
เขารู้สึกผิดหวังในตัวลูกชายคนนี้เหลือเกิน ตัวเขาอุตส่าห์ไต่เต้าจนได้เป็นถึงหัวหน้าแผนกการผลิตที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ แต่ลูกชายที่ออกมาจากพิมพ์เดียวกันกลับดูขี้ขลาดตาขาว ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรสักอย่าง
“ฉันถามทำไมไม่ตอบ เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง” น้ำเสียงของหูเถี่ยซานแหลมสูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งตึงเครียดมากขึ้นไปอีก
เหล่าหัวหน้างานที่เดินตามหลังมาต่างพากันลอบประเมินชายหนุ่มที่ยืนตัวลีบอยู่ตรงหน้าหัวหน้าใหญ่ของพวกเขา สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
ไหล่ของหูไท่หงไหวสะท้านอีกครั้ง สมุดบันทึกในมือสั่นระริกจนเกือบจะร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง
“มะ…ไม่มีอะไรครับ”
เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอของเขาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ มันถูกเสียงเครื่องจักรที่เริ่มทำงานอีกครั้งกลืนหายไปจนแทบไม่ได้ยิน
สีหน้าของหูเถี่ยซานดำคล้ำด้วยความโกรธ “แกดูสารรูปของตัวเองในกระจกบ้างไหม พูดจาก็ลิ้นพันกันไปหมด ไม่ต่างอะไรกับไอ้พวกขี้แพ้ไร้ค่าเลยสักนิด”
คำพูดแต่ละคำของพ่อเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงมาบนศีรษะของหูไท่หง เขาถึงกับหูอื้อและหน้ามืดไปชั่วครู่
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ ร่างของเฉินชิงก็ก้าวเข้ามาขวางระหว่างพ่อลูกคู่นั้น เธอยืนเผชิญหน้ากับหูเถี่ยซานอย่างไม่หวั่นเกรง
“หัวหน้าหูคะ ฉันเคยเรียนให้คุณทราบไปแล้วครั้งหนึ่ง ว่ากรุณาอย่าเอาปัญหาครอบครัวมาปะปนกับเรื่องงานในโรงงาน”
“การกระทำของคุณกำลังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการโรงงานอย่างพวกเรา และนี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ดังนั้นฉันจึงมีความจำเป็นต้องหักคะแนนความประพฤติของคุณค่ะ”
สิ้นคำพูดของเฉินชิง เหล่าคนงานที่มุงดูอยู่โดยรอบต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าหน้าที่สาวคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานจะกล้าท้าทายอำนาจของพญายมหน้าเหล็กอย่างหูเถี่ยซาน
หูเถี่ยซานจ้องมองเฉินชิงด้วยสายตาที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นเถ้าถ่าน
“เธอกล้าเหรอ”
เฉินชิงสบตากับเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง “หน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการโรงงานคือการรักษาความยุติธรรมและความเป็นกลางค่ะ ดังนั้น สหายหูเถี่ยซาน คุณถูกหักคะแนนความประพฤติแล้วค่ะ”
เธอพูดพลางเปิดสมุดบันทึกในมือ แล้วบรรจงจรดปากกาเขียนบันทึกความผิดของหูเถี่ยซานลงไปอย่างใจเย็น
บรรดาลูกน้องคนสนิทของหูเถี่ยซานที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างพร้อมใจกันก้มหน้ามองพื้น พวกเขาไม่อยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับสงครามระหว่างผู้มีอำนาจในครั้งนี้
หูเถี่ยซานโกรธจนอกแทบระเบิด เขาชี้นิ้วมาที่หน้าของเฉินชิง แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกมา
เฉินชิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
“หัวหน้าหูคะ กรุณาสำรวมวาจาและการกระทำของตัวเองด้วย ครั้งนี้คุณจะถูกบันทึกความผิดเล็กๆ น้อยๆ ไว้ในประวัติการทำงานเท่านั้น จะยังไม่มีการลงโทษอื่นใด แต่ถ้ามีครั้งต่อไป มันจะส่งผลกระทบต่อเงินเดือนของคุณโดยตรงแล้วนะคะ”
เธอปิดสมุดบันทึกแล้วยืนตัวตรงไม่ไหวติง
คำพูดของเธอทำให้เหล่าคนงานที่ได้ยินต่างรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ ในเมื่อขนาดหัวหน้าแผนกการผลิตที่ว่าใหญ่โตยังถูกหักคะแนนได้ แล้วพวกเขาจะเหลืออะไร ต่อไปนี้คงต้องระมัดระวังตัวกันให้มากขึ้นแล้ว
หูเถี่ยซานอยากจะสบถคำหยาบออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
แต่เฉินชิงเพียงแค่ปรายตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปคว้าแขนของหูไท่หงที่ยืนตัวแข็งทื่อราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง แล้วกระซิบเบาๆ
“ไปกันได้แล้ว”
ทั้งสองเดินเลี่ยงออกจากวงล้อมไปยังบันไดหนีไฟ ทิ้งให้หูเถี่ยซานยืนกำหมัดแน่นอยู่ข้างหลัง ท่ามกลางสายตาชื่นชมของเหล่าคนงานที่มอบให้กับความกล้าหาญของเฉินชิง
สมแล้วจริงๆ กับฉายาดอกไม้งามกระดูกเหล็ก ผู้หญิงที่กล้าแสดงวูซูบนเวทีงานวันชาติย่อมไม่ธรรมดา
เมื่อมาถึงบริเวณบันไดที่ค่อนข้างลับตาคน หูไท่หงก็หมดแรงทรุดตัวลงนั่งแหมะบนขั้นบันไดทันที
เฉินชิงยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ “การที่นายกลัวพ่อของตัวเองขนาดนี้ มันส่งผลกระทบต่องานของเรามากเลยนะรู้ไหม”
หูไท่หงเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาเหลือเชื่อ “เมื่อกี้ผมเกือบจะหัวใจวายตายอยู่แล้ว แต่คุณกลับยังเป็นห่วงเรื่องงานอยู่อีกเหรอ”
“แล้วจะให้ฉันห่วงเรื่องอะไรล่ะคะ” เฉินชิงย้อนถาม
“วันนี้พ่อผมโดนคุณหักคะแนน ท่านต้องอารมณ์เสียมากแน่ๆ พอกลับถึงบ้านผมต้องโดนท่านเล่นงานแน่เลย”
หูไท่หงครุ่นคิดถึงหนทางเอาตัวรอด เขาอยากจะหนีไปนอนที่บ้านพักรับรองให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ติดตรงที่เขาไม่มีทั้งตั๋วเข้าพักและจดหมายแนะนำตัว
เฉินชิงทำเพียงแค่เปิดสมุดบันทึกของเธอออกดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หูไท่หงรู้สึกท้อแท้ใจอย่างถึงที่สุด “ผมมันขี้ขลาดเกินไปใช่ไหมครับ ผมมันไร้ค่าจริงๆ ใช่ไหม”
“ในฐานะที่ฉันเป็นหัวหน้าทีมของนาย ฉันรู้สึกเห็นใจในสถานการณ์ของนายมาก และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ตอนนี้นายนั่งพักสงบสติอารมณ์อยู่ตรงนี้ไปก่อนแล้วกัน ส่วนฉันจะขอตัวขึ้นไปทำงานต่อ”
พูดจบเฉินชิงก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว
ในใจเธอนึกขำตัวเอง เธอคิดว่าเธอเป็นคนดีคนหนึ่งนะ เอาจริงๆ
ชาติที่แล้วตอนที่เธอต้องเผชิญกับปัญหาในที่ทำงาน หัวหน้าของเธอไม่ได้แค่ตะคอกใส่หน้า แต่ยังมีการลงโทษที่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานโดยตรงอีกด้วย นั่นเป็นเพียงแค่ปัญหาที่เกิดจากเรื่องงานเท่านั้น หากเธอบังอาจนำเรื่องส่วนตัวมาปนเปกับงานเมื่อไหร่ หัวหน้าของเธอคงจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
การที่หูไท่หงกำลังรู้สึกย่ำแย่เพราะเรื่องพ่อของเขา เธอก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำบังคับให้เขากลับไปทำงานในสภาพจิตใจแบบนั้น
แถมที่ผ่านมาเธอยังคอยเป็นเกราะกำบังให้เขาจากอารมณ์เกรี้ยวกราดของพ่อเขามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เธอคิดว่าเธอทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว
หูไท่หงเห็นหัวหน้าสาวเดินจากไปก็รีบลุกขึ้นเดินตามอย่างร้อนรน
เขาไม่เข้าใจผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ หัวหน้าของเขาคงเป็นมนุษย์ที่เลือดเย็นที่สุดในโลกแล้วกระมัง เห็นลูกน้องกำลังเศร้าเสียใจจนน้ำตาร่วงอยู่รอมร่อ แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะปลอบใจเลยสักนิด ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่อย่างน้อยก็น่าจะมีคำพูดให้กำลังใจกันบ้าง
ทั้งสองคนกลับไปทำหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในแผนกต่อ แต่เนื่องจากหูไท่หงยังคงอยู่ในภาวะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้ภาระงานส่วนใหญ่ตกเป็นของเฉินชิงแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อเฉินชิงกลับมาถึงห้องทำงานของคณะกรรมการโรงงาน ข่าวคราวเรื่องที่เธอหาญกล้าลงโทษหูเถี่ยซานก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกตารางนิ้วของโรงงานเครื่องจักรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภาพการแสดงวูซูอันน่าตื่นตาตื่นใจในงานฉลองวันชาติยังคงติดตาผู้คน เมื่อนำมารวมกับวีรกรรมล่าสุดของเธอ ทำให้หลายคนอดที่จะเอ่ยชมไม่ได้ว่า
“สมแล้วที่เป็นดาวเด่นแห่งโรงงานเครื่องจักรของเรา ทั้งสวยทั้งแกร่งจริงๆ”
ข่าวนี้ดังไปถึงหูของหัวหน้าหลินที่เพิ่งจะกลับมาทำงานตามปกติ เธอยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“เด็กคนนี้ใจกล้าไม่เบาเลยนะ”
ว่าแล้วหัวหน้าหลินก็เดินขึ้นไปหาเฉินชิงที่ห้องทำงานทันที
เฉินชิงกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงเอกสารเพื่อเตรียมนำไปสรุปรายงานให้หัวหน้าหลิวทราบ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
เฉินชิงเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เมื่อเห็นว่าเป็นใครเธอก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับ
“หัวหน้าหลิน สวัสดีค่ะ”
“ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอสักหน่อยน่ะ” หัวหน้าหลินพูดพลางหยิบซองจดหมายซองหนึ่งออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะทำงานของเฉินชิง
“บทความที่เธอเคยเขียนไว้บนกระดานข่าว ฉันให้คนช่วยคัดลอกเก็บไว้ แล้วก็เห็นว่าสำนวนภาษาของเธอดีมาก เลยลองให้ลูกชายฉันช่วยส่งไปที่สำนักพิมพ์ดู ไม่นึกเลยว่าจะได้รับการตีพิมพ์จริงๆ นี่คือใบแจ้งโอนเงินค่าต้นฉบับที่ทางนั้นส่งมาให้ ทั้งหมด 15 หยวน”
เฉินชิงถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ
นี่มันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ลาภลอย’ ใช่หรือไม่
“ขอบคุณมากค่ะหัวหน้าหลิน”
หัวหน้าหลินยิ้มอย่างเอ็นดู “ฉันได้อ่านบทความของเธอแล้ว เธอเขียนได้ดีและตั้งใจมากจริงๆ นี่เป็นสิ่งที่เธอสมควรได้รับ”
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในห้องทำงานพอได้ยินตัวเลข 15 หยวน ก็พากันหันมามองเฉินชิงเป็นตาเดียวกัน
“หัวหน้าทีม นี่คุณหาเงินได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
“โอ้โห ไม่น่าเชื่อเลยว่าเนื้อหาจากกระดานข่าวก็เอาไปส่งตีพิมพ์ได้ด้วย”
“ถ้างั้นที่ผ่านมาหัวหน้าทีมก็เป็นคนเขียนทั้งหมดเลยสิ เราเอาของเก่าๆ ไปลองส่งดูบ้างดีไหม”
หัวหน้าหลินหัวเราะเบาๆ “นี่เป็นค่าต้นฉบับของบทความฉบับสรุปรวมจ้ะ ไม่อย่างนั้นจะได้เยอะขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
เฉินชิงหันไปถลึงตาใส่เพื่อนร่วมงานอย่างขบขัน
“ใช่ๆ อย่างที่หัวหน้าหลินว่านั่นแหละ”
เธอกอดใบแจ้งโอนเงินไว้ในอกแน่น ดีใจจนยิ้มแก้มแทบปริ
หัวหน้าหลินหยิบเอกสารอีกฉบับหนึ่งออกมาส่งให้เฉินชิง
“เธอลองดูนี่สิ นี่คือเอกสารเกี่ยวกับการสมัครเป็นสมาชิกพรรค เธอมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกอย่าง ทั้งประวัติครอบครัวที่ดี มีวีรกรรมช่วยเหลือผู้คน ทั้งยังเป็นโต้โผจัดกิจกรรมใหญ่ๆ มาแล้วถึงสองครั้ง”
“แถมอายุแค่ 19 ปีก็ได้เป็นถึงหัวหน้าทีมของคณะกรรมการโรงงานแล้ว ถือว่าเป็นคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถโดดเด่น เธอสามารถยื่นใบสมัครได้เลยนะ”
ในยุคสมัยนั้น การจะสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โดยปกติแล้ว ผู้ที่จะได้รับเกียรตินี้จะต้องเป็นผู้ที่สร้างคุณงามความดีหรือคุณูปการที่สำคัญต่อประเทศชาติเท่านั้น
หัวหน้าหลินมองเห็นศักยภาพในตัวเฉินชิงจึงอยากให้เธอลองยื่นใบสมัครดู ถึงแม้ว่าปัจจุบันเธอจะมีรางวัลและเกียรติบัตรมากมาย
แต่การได้เป็นสมาชิกพรรคก็จะเปรียบเสมือนมีเกราะคุ้มกันภัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเธออย่างแน่นอน
“พอเธอ กรอกใบสมัครเสร็จแล้วก็เอาไปให้หัวหน้าหลิวของเธอเซ็นรับรอง จากนั้นทางองค์กรก็จะทำการตรวจสอบประวัติอีกที ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็น่าจะผ่านฉลุย”
ชาติที่แล้วเฉินชิงเคยเป็นสมาชิกพรรคมาก่อน
เธอมีประสบการณ์ในการเขียนรายงานและกรอกเอกสารต่างๆ มาอย่างโชกโชน
ดังนั้นใบสมัครแค่นี้จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอเลย
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วถามออกไป “การเป็นสมาชิกพรรคต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ”
หัวหน้าหลินอธิบาย “ก็จะต้องเข้าร่วมการประชุมเพื่อศึกษาแนวคิดทางการเมือง เขียนรายงานสรุปความคิดเห็นเป็นประจำ และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของพรรคอย่างสม่ำเสมอ”
เฉินชิงพยักหน้ารับทราบ
ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนปกติที่เธอรู้อยู่แล้ว
หัวหน้าหลินกล่าวเสริม “หลังจากที่เธอได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว โอกาสที่จะได้รับเหรียญเกียรติยศต่างๆ ก็จะสูงขึ้น การจะสมัครเป็นตัวแทนคนงานเพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงก็จะง่ายขึ้นด้วย”
“แต่เรื่องพวกนั้นยังเป็นเรื่องของอนาคต สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดในตอนนี้ก็คือเรื่องตั๋วปันส่วนสำหรับสินค้าที่ขาดแคลน ถ้าอยู่ในระดับตำแหน่งเดียวกัน สมาชิกพรรคจะได้รับสิทธิ์ในการจัดสรรก่อนเสมอ”
[จบบท]