บทที่ 167 คืนนี้... เรานอนด้วยกันนะ
เสียงร้องไห้ฟูมฟายดังเล็ดลอดออกมาจากห้องไกล่เกลี่ยของสำนักงานเขต ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนดูหม่นหมองลงไปถนัดตา
เฮ่ออวี้เสียงที่เพิ่งเดินทางมาถึงพร้อมกับน้องสาว ชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง เขากำคูปองอุตสาหกรรมสองใบในมือไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจจูงมือน้องสาวก้าวเข้าไปด้านใน
ภาพที่เห็นคือความโกลาหลขนาดย่อม เสียงของแม่เฒ่าฉินดังแหลมขึ้นมาเป็นระยะๆ เนื้อหาที่พูดวนเวียนอยู่แต่เรื่องความยากลำบากของตัวเองในการหาเลี้ยงครอบครัว พร้อมทั้งชี้นิ้วกล่าวโทษจางตงเหมย ลูกสะใภ้ว่าเป็นตัวการที่ทำให้ลูกชายของเธอเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี
ไม่เพียงเท่านั้น หญิงชรายังหันไปต่อว่าพ่อแม่ของจางตงเหมยว่าใจเสาะ แค่คำพูดไม่กี่ประโยคก็ทนไม่ได้ จนต้องลากกันมาเดือดร้อนเจ้าหน้าที่ถึงที่นี่
การปรากฏตัวของเฮ่ออวี้เสียงทำให้หัวหน้าสำนักงานเขตซึ่งกำลังปวดหัวกับสถานการณ์อยู่แล้ว ต้องเพิ่มระดับความระมัดระวังขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“เธอมาที่นี่ทำไมอีก” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความหวาดระแวง
ในใจก็นึกกังวลว่าเฉินชิงคงไม่ได้วางแผนจะมาก่อเรื่องอะไรอีกเป็นแน่
ภาพที่เฉินชิงบุกไปถึงสถานีตำรวจยังคงติดตา แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวก็เกือบทำให้หน้าที่การงานของเขาสั่นคลอนไปครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ตอนนี้ทุกย่างก้าวของเขาอยู่ภายใต้การจับตามองของพรรคอย่างใกล้ชิด ทำให้ไม่สามารถหารายได้พิเศษจากชาวบ้านในเขตตงเฟิงได้เหมือนเคย
เฮ่ออวี้เสียงไม่ได้สนใจคำพูดของหัวหน้าสำนักงานเขตแม้แต่น้อย เด็กชายเดินผ่านหน้าเขาไปเหมือนเป็นอากาศธาตุ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องไกล่เกลี่ยที่กำลังวุ่นวาย เขาเดินตรงไปหาจางตงเหมย แล้วยื่นคูปองอุตสาหกรรมสองใบใส่มือเธอ
“น้าของผมฝากมาให้ป้าจาง เป็นของขวัญขอบคุณครับ”
พ่อแม่ของจางตงเหมยถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ลูกสาวเพิ่งจะมอบผักแห้งที่พวกเขาตากเองไปให้แค่ถุงเดียว แต่กลับได้รับของตอบแทนเป็นถึงคูปองอุตสาหกรรมสองใบเชียวหรือ
ในทางกลับกัน พวกเขาที่พยายามทำดีกับครอบครัวของลูกเขยมาโดยตลอด กลับไม่เคยได้รับอะไรตอบแทนนอกจากคำพูดดูแคลน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
จางตงเหมยเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เธอรีบส่งต่อคูปองให้บิดามารดา
“พ่อคะแม่คะ ผักแห้งพวกนั้นเป็นฝีมือของพ่อกับแม่ ของนี่ก็ต้องเป็นของพ่อกับแม่สิคะ”
แต่แม่เฒ่าฉินไม่เห็นด้วย หญิงชราถลันเข้ามาหมายจะคว้าคูปองคืน
“ทำบ้าอะไรของเธอ กล้าดียังไงถึงเอาของที่บ้านไปให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้ ไม่เห็นหรือไงว่าอากาศเริ่มเย็นแล้ว ที่บ้านยังไม่มีกาน้ำร้อนดีๆ ใช้เลยนะ”
“ของสิ่งนี้เป็นคำขอบคุณสำหรับคนที่ลงแรงทำผักแห้งครับ” เฮ่ออวี้เสียงพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ถ้าคุณย่าฉินยังไม่พอใจ ผมสามารถไปตามน้าของผมมาพูดคุยทำความเข้าใจกับคุณย่าฉินได้นะครับ”
ชื่อของสหายเฉินชิงเปรียบเสมือนเครื่องหมายการันตีวีรกรรมอันน่าเกรงขาม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอเคยคว้ามีดทำครัวเตรียมบุกไปเอาเรื่องคนอื่น หรือการลงไม้ลงมือกับครอบครัวซูทั้งสามคนอย่างไม่เกรงกลัว การจัดการหัวหน้าสำนักงานเขตจนอยู่หมัด และที่หนักที่สุดคือการสั่งสอนแม่เฒ่าหลินจนเลือดตกยางออก
ล่าสุดวันนี้ เธอยังสร้างตำนานบทใหม่ด้วยการเป็นสตรีหนึ่งเดียวที่กล้าท้าทายอำนาจของยมทูตหน้าเหล็ก
แค่เพียงได้ยินชื่อของเฉินชิง แม่เฒ่าฉินก็ถึงกับใจฝ่อ ยิ่งนึกไปถึงคำบอกเล่าของป้าใหญ่และป้าอวี๋แห่งบ้านพักรวมหมายเลข 1 ที่ต่างก็เคยโดนเฉินชิงเล่นงานจนเข็ดหลาบมาแล้วทั้งคู่ หญิงชราก็เปลี่ยนสีหน้าแทบไม่ทัน
“เอ่อ... ฉันก็แค่พูดเล่นๆ น่ะ”
พ่อแม่ของจางตงเหมยถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
นี่แม่สามีของลูกสาวพวกเขากลายเป็นคนว่าง่ายขนาดนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ทั้งสองพยายามนึกถึงใบหน้าของน้าสาวของเด็กสองคนนี้ ก่อนจะจำได้ว่าเป็นหญิงสาวสวยราวกับนางฟ้าที่เคยมาที่บ้านพักรวมด้วยกันวันนั้น
ความงามของเธอโดดเด่นจนชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันยังเก็บเอาไปพูดอวดใครต่อใครว่าได้เจอคนที่สวยยิ่งกว่าดาราในจอภาพยนตร์เสียอีก จนทำให้คนทั้งหมู่บ้านต่างพากันวาดฝันถึงชีวิตในเมืองใหญ่
แต่ภาพจำของพวกเขาคือหญิงสาวที่พูดคุยกับลูกสาวของตนอย่างเป็นกันเองและอ่อนโยน จึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่เฒ่าฉินถึงได้กลัวเธอจนตัวสั่นได้ขนาดนี้
เฮ่ออวี้เสียงละสายตาจากหญิงชรา หันไปจ้องหน้าหัวหน้าสำนักงานเขตเขม็ง
“จำไว้ให้ดีนะครับ ว่าพรรคกำลังจับตาดูการกระทำของคุณอยู่”
คำพูดสั้นๆ แต่ทรงพลังนั้นทำให้หัวหน้าสำนักงานเขตสะดุ้งโหยง
“นี่เธอ... บอกให้น้าของเธอเพลาๆ ลงหน่อยเถอะ อย่าทำตัวอวดดีให้มากนัก”
“คุณน้าของหนูใจดีจะตายไปค่ะ”
เสี่ยวอวี้ที่เงียบอยู่นานทนไม่ไหวอีกต่อไป เด็กหญิงเท้าสะเอวเถียงกลับเสียงใส
แม่ของจางตงเหมยรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเด็กทั้งสองที่ยอมออกหน้าปกป้องลูกสาวของตน เธอจึงเดินเข้าไปลูบศีรษะของเสี่ยวอวี้อย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปขอบคุณเฮ่ออวี้เสียง
“ขอบใจพวกเธอมากนะจ้ะ ที่อุตส่าห์มาช่วย”
เฮ่ออวี้เสียงมีท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ”
ในใจของเด็กชายยังจำได้ดี ตอนที่เขาและน้องสาวถูกน้าใจร้ายทำร้าย ป้าจางคือคนหนึ่งที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
หลังจากนั้นเธอก็ยังคอยแบ่งปันอาหารให้พวกเขาเสมอมา เขาอาจจะเป็นเด็กที่จำฝังใจกับเรื่องร้ายๆ แต่เขาก็ไม่เคยลืมบุญคุณของคนที่ทำดีด้วยเช่นกัน
“ดึกขนาดนี้แล้ว คุณยายทานอะไรมาหรือยังคะ” เสี่ยวอวี้เงยหน้าถามหญิงสูงวัยด้วยความเป็นห่วง
แม่ของจางตงเหมยส่ายหน้าเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวหนูกลับไปเอาของกินที่บ้านมาให้นะคะ”
พูดจบ เด็กหญิงก็หมุนตัววิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
เฮ่ออวี้เสียงเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามน้องสาวไปติดๆ
สองพี่น้องกลับมาถึงบ้านพักในเวลาที่แทบจะพร้อมกัน
เสี่ยวอวี้รีบจูงมือพี่ชายตรงไปยังห้องครัวเพื่อหาของกินทันที
เฉินชิงที่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ใต้แสงไฟ เห็นหลานทั้งสองวิ่งกลับเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรนก็อดถามไม่ได้
“มีอะไรกัน ทำไมถึงรีบร้อนกันขนาดนั้นล่ะจ้ะ”
“คุณพ่อคุณแม่ของป้าจางหิวค่ะคุณน้า หนูไม่อยากให้ใครต้องทนหิวเลย มันทรมานมากนะคะ”
เสี่ยวอวี้รู้ดีว่าความหิวมันเป็นอย่างไร เธอจึงไม่อยากให้คนอื่นต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบนั้น
หลังจากที่จัดแจงหาของกินเสร็จสรรพและกำลังจะเดินกลับไปยังสำนักงานเขต จู่ๆ เสี่ยวอวี้ก็หยุดชะงักแล้วหันมาถามน้าสาวด้วยน้ำเสียงลังเล
“คุณน้าคะ... เราจะชวนคุณพ่อคุณแม่ของป้าจางมานอนค้างที่บ้านเราได้ไหมคะ”
“พ่อแม่ของพี่จางเหรอ” เฉินชิงทวนคำด้วยความแปลกใจ
เสี่ยวอวี้จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในห้องไกล่เกลี่ยให้ฟังอย่างละเอียด
เฉินชิงนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจ
“ได้สิ งั้นหนูไปบอกให้ป้าจางกับคุณแม่ของเธอมานอนที่ห้องของหนูคืนนี้ ส่วนตัวหนูก็ย้ายมานอนกับน้าแทนนะ”
เธอรู้ดีว่าค่าที่พักในบ้านพักรับรองสมัยนี้แพงหูฉี่ วันละหนึ่งหยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย ในเมื่อเป็นเพื่อนบ้านกันและเธอก็รู้สึกดีกับจางตงเหมย การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้ทำให้ตัวเองเดือดร้อนก็เป็นสิ่งที่ควรทำ
“ได้ค่ะคุณน้า” เสี่ยวอวี้ยิ้มกว้างอย่างดีใจ
เด็กหญิงรับคำสั่งแล้วรีบนำอาหารกลับไปที่สำนักงานเขต ไม่นานนัก เธอก็กลับมาพร้อมกับจางตงเหมยและแม่ของเธอซึ่งดูเหมือนจะเพิ่งอาบน้ำชำระร่างกายมาใหม่ๆ
“ต้องรบกวนพวกเธอจริงๆ นะ” จางตงเหมยกล่าวด้วยความรู้สึกเกรงใจอย่างสุดซึ้ง
“ไม่เป็นไรเลยค่ะพี่จาง” เฉินชิงตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปพูดคุยกับแม่ของจางตงเหมยที่ดูจะมีท่าทีเกร็งกว่า
“คุณป้าคะ ผักแห้งที่คุณป้าทำอร่อยมากๆ เลยค่ะ บอกตามตรงว่านี่เป็นผักแห้งที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยทานมาในชีวิตเลยนะคะ ฝีมือของคุณป้าสุดยอดจริงๆ”
คำชมที่ไม่คาดคิดทำให้ดวงตาของหญิงสูงวัยเปล่งประกายขึ้นมาทันที
“ถ้าหนูชอบจริงๆ ไว้คราวหน้าป้าจะทำมาฝากอีกเยอะๆ เลยนะ”
“จริงเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยสิคะ” เฉินชิงหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปขยิบตาให้จางตงเหมยอย่างมีเลศนัย
“ดูท่าว่าคราวนี้ฉันคงต้องขอรบกวนคุณป้าจริงๆ แล้วล่ะค่ะ”
จางตงเหมยรู้ว่าเพื่อนบ้านสาวตั้งใจจะทำให้แม่ของเธอรู้สึกผ่อนคลาย จึงได้แต่ยิ้มรับอย่างขอบคุณ
จากนั้นเฉินชิงก็พาแม่ลูกทั้งสองคนไปยังห้องนอนของเสี่ยวอวี้
“ในห้องของเด็กคนนี้อาจจะมีของแปลกๆ วางอยู่เยอะหน่อยนะคะ พวกคุณพยายามอย่าไปขยับมันก็พอค่ะ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
สหายเสี่ยวอวี้นั้นเป็นนักสะสมตัวยง ไม่เว้นแม้แต่ก้อนหินธรรมดาๆ ที่ได้มาจากเพื่อนสนิท เธอก็ยังเก็บรักษามันไว้อย่างดี ด้วยเหตุนี้ ภายในห้องจึงเต็มไปด้วยของกระจุกกระจิกสารพัดชนิด
เสี่ยวอวี้ที่เดินตามมาข้างหลังได้แต่กระพริบตาปริบๆ
เธอแอบเอาเพื่อนงูไปปล่อยไว้ที่สวนหลังบ้านเรียบร้อยแล้ว รับรองว่าห้องนี้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
แม่ของจางตงเหมยมองไปรอบๆ ห้องที่ถึงแม้จะมีของเยอะแต่ก็ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน ก็เอ่ยปากขอบคุณไม่หยุด
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ เด็กคนนี้เขาชอบพวกคุณมาก ไม่ต้องคิดมากนะคะ ดึกมากแล้ว ฉันไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของพวกคุณดีกว่าค่ะ”
พูดจบ เฉินชิงก็จูงมือหลานสาวตัวน้อยกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง
ทันทีที่พ้นจากสายตาของผู้ใหญ่ เสี่ยวอวี้ก็ออกอาการดีใจจนเก็บไว้ไม่อยู่ เด็กหญิงกระโดดเหยงๆ ไปตลอดทาง
“คุณน้าคะ นี่ใช่ไหมคะที่เขาเรียกว่าทำดีได้ดี”
“หืม ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะจ้ะ” เฉินชิงถามกลับอย่างขำๆ
“ก็เพราะว่า... คืนนี้หนูจะได้นอนกับคุณน้าน่ะสิคะ” เด็กหญิงตอบพร้อมกับส่งยิ้มหวานหยด
“ถ้างั้นการทำดีก็ได้ดีจริงๆ นั่นแหละนะ” เฉินชิงยิ้มกว้าง
“เพราะน้าเองก็ได้นอนกับเสี่ยวอวี้ของน้าเหมือนกัน ถือว่าน้าโชคดีมากๆ เลยนะเนี่ย”
คำพูดยอกย้อนของน้าสาวทำให้เสี่ยวอวี้หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
เธอรีบวิ่งไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดขึ้นไปกลิ้งตัวเล่นบนเตียงนุ่มๆ ของน้าสาวอย่างมีความสุข
เมื่อเฉินชิงอาบน้ำเสร็จและเดินเข้ามาในห้อง ก็พบกับก้อนกลมๆ ที่นูนขึ้นมาใต้ผืนผ้าห่ม เธออมยิ้มแล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ๆ
“เอ... ในผ้าห่มนี่มีใครซ่อนอยู่นะ ใช่สหายตัวน้อยคนไหนกันเอ่ย”
“หนูเองค่ะ” เสียงอู้อี้ตอบกลับมาจากใต้ผ้าห่ม
“ใครกันนะ น้ายังไม่รู้เลย”
“เฮ่ออวี้ถิงไงคะ”
“ว้าว ใช่เฮ่ออวี้ถิงสหายตัวน้อยที่น่ารักที่สุดในโลกคนนั้นหรือเปล่านะ”
เสี่ยวอวี้ทนแกล้งทำเป็นปริศนาต่อไปไม่ไหว เธอโผล่พรวดออกมาจากผ้าห่มพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก
“คุณน้าคะ หนูเองค่ะ”
ภาพของเด็กหญิงตัวนุ่มนิ่มในชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการเล่นซน ทำให้เฉินชิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมา
เธอล้มตัวลงนอนข้างๆ แล้วเริ่มเล่นกับหลานสาวอย่างสนุกสนาน
เสี่ยวอวี้ก็เริ่มเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนในวันนี้ให้ฟัง ดวงตากลมโตราวกับผลองุ่นของเธอเป็นประกายระยิบระยับ ขนตาที่ยาวงอนเป็นแพรับกับเปลือกตาสองชั้นที่ลึกสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ แก้มของเธอขึ้นสีชมพูระเรื่อจากการที่เอาผ้าห่มคลุมโปงเมื่อครู่ ดูไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากลูกพีชสดๆ ที่น่าฟัดให้ช้ำ น่ารักเสียจนหัวใจแทบจะละลาย
เฉินชิงอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปหยิกแก้มที่นุ่มนิ่มเหมือนขนมมาร์ชเมลโลว์ของหลานสาวเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
ในขณะที่น้าหลานกำลังเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนทำหน้าที่เป็นผู้คุมเวลาอยู่หน้าประตูเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ได้เวลานอนแล้วครับ”
“จ้าๆ งั้นรบกวนคุณผู้คุมเวลาช่วยปิดไฟให้หน่อยนะ”
เด็กชายรอเวลานี้มานานแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงเอื้อมมือไปดึงสวิตช์ปิดไฟให้เรียบร้อย ขณะที่เดินกลับห้องนอนของตัวเอง เขารู้ดีว่าน้าสาวจงใจใช้เขา แต่ถึงอย่างนั้น มุมปากของเขาก็ยังคงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ในความมืด
[จบบท]