บทที่ 169 จดหมายตอบกลับของเฉินชิง
“เอาแบบนั้นก็ได้ เธอลองใช้เวลาคิดดูให้ดีก่อน ยังไงการจะเข้าไปซื้อผ้ามีตำหนิที่โรงงานพวกนั้นก็คงต้องรออีกสักพักอยู่แล้ว” เถียนเมิ่งหย่าให้กำลังใจ
เฉินชิงพยักหน้ารับคำเบาๆ แต่ในหัวของเธอไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย ภาพร่างของชุดแต่งงานในฝันวนเวียนอยู่ในความคิดไม่หยุดหย่อน
การตัดชุดตามสั่งแบบพิเศษนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 20 หยวน ไม่ใช่แค่การวาดแบบธรรมดา แต่คือการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเดียวในโลกที่ไม่มีใครเคยมีมาก่อน
เงินจำนวน 20 หยวนในยุคนี้ถือว่าไม่น้อยเลย เฉินชิงจึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าผู้ที่ได้สวมใส่ชุดของเธอจะต้องพึงพอใจและรู้สึกคุ้มค่ากับเงินทุกหยวนที่จ่ายไป
เธอทุ่มเทเวลาและความคิดไปกับการออกแบบมากมายหลายสิบแบบ แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจโยนทิ้งไปทีละแบบ เพราะข้อจำกัดนานัปการในโลกแห่งความเป็นจริงมันช่างสวนทางกับจินตนาการของเธอนัก
เฉินชิงวางดินสอลงบนโต๊ะ นิ้วเรียวยกขึ้นนวดคลึงระหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าที่เกาะกุมสมองมาทั้งวัน
สายตาของเธอมองกระดาษร่างในมือที่เต็มไปด้วยเส้นสายยุ่งเหยิงแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะขยำมันเป็นก้อนกลมแล้วโยนทิ้งลงถังขยะที่มุมห้องอย่างไม่ใยดี
ชุดแต่งงานที่ถูกสร้างมาเพื่อสวมใส่เพียงครั้งเดียวในชีวิต จะทำอย่างไรให้มันทั้งดูดี สวยสง่า สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น และในขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์มาตรฐานความประหยัดคุ้มค่าที่ผู้คนในยุคสมัยนี้ยึดถือเป็นสำคัญด้วย
มันจะมีชุดแบบนั้นอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ เหรอ?!
ยิ่งคิดก็ยิ่งตีบตัน จุดสีดำจากปลายดินสอที่เฉินชิงจรดลงบนกระดาษร่างแผ่นใหม่ก็ยิ่งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เธอยังไม่ทันได้เริ่มวาดเส้นสายใดๆ ต่อเลยด้วยซ้ำ
หลังจากใช้สมองอย่างหนักมาตลอดทั้งวัน เฉินชิงก็รู้สึกอ่อนล้าเต็มที แต่ดูเหมือนว่าเรื่องปวดหัวของเธอยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะทันทีที่ก้าวเท้าออกจากโรงงาน ซูม่านม่านก็มายืนดักรอเธออยู่ก่อนแล้ว
“นี่ก็หมดเวลาทำงานแล้วนะ เธอไม่ใช่หัวหน้าฉันแล้ว ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
เฉินชิงหันไปมองเจ้าของเสียง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอ?”
เสียงซุบซิบนินทาจากคนรอบข้างเริ่มดังขึ้นเป็นระลอก
“เธอได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ไหม ได้ข่าวว่าเฉินชิงด่าซูม่านม่านจนร้องไห้คาแผนกเลยนะ”
“จริงเหรอ ทำไมทำกันแรงขนาดนั้นล่ะ ซูม่านม่านก็เพิ่งจะย้ายเข้ามาทำงานได้ไม่นานเองไม่ใช่เหรอ”
“ก็เรื่องผู้ชายคนเดียวน่ะสิ ไม่เห็นหรือไงว่านี่มันศึกชิงนายชัดๆ!”
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาอยากรู้อยากเห็นที่จับจ้องมามากขึ้นเรื่อยๆ เฉินชิงจึงเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกมา แต่ซูม่านม่านกลับไม่ยอมปล่อยให้เธอไปง่ายๆ หญิงสาวรีบก้าวตามมาติดๆ พร้อมกับตะโกนว่า
“ฉันบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยไง เธอไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไงกัน?!”
คราวนี้เฉินชิงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปเผชิญหน้าอย่างสงบนิ่ง “จะคุยเรื่องอะไรอีกล่ะ หรือว่าจะให้ฉันยืนฟังเธอพูดจาดูถูกฉันเพื่อยกตัวเองให้ดูสูงขึ้นอีกหรือไง?”
คำพูดของเฉินชิงแทงใจดำซูม่านม่านเข้าอย่างจังจนเธอหน้าแดงก่ำ
“ก็เธอมันเป็นคนหน้าไม่อายอยู่แล้วนี่! อย่าลืมสิว่าตัวเองมีภาระเป็นเด็กอีกตั้งสองคน แต่นักวิจัยเฮ่อเขาเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของประเทศ อนาคตของเขายังสดใสอีกยาวไกล”
“ถ้าเขาเกิดคิดสั้นมาแต่งงานกับเธอ เขาก็ต้องมารับผิดชอบเลี้ยงดูคนทั้งบ้านของเธอ เธอกับหลานสองคนนั่นแหละที่จะเป็นตัวถ่วงชีวิตเขาอย่างแท้จริง และจะทำลายอนาคตที่รุ่งโรจน์ของเขาจนหมดสิ้น!”
คำพูดที่รุนแรงของซูม่านม่านทำให้ผู้คนโดยรอบเริ่มหันมาคล้อยตาม หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลนั้น เพราะก่อนหน้านี้ที่ทุกคนยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างเฉินชิงกับหยางซิวจิ่นได้
ก็เพราะหยางซิวจิ่นเองก็มีลูกสาวติดมาเช่นกัน แม้ว่าเด็กทั้งสองจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเฉินชิง แต่ในความเป็นจริงเธอก็ต้องเป็นคนเลี้ยงดูพวกเขาอยู่ดี ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับการมีลูกเป็นของตัวเองเลย
ต่อให้เฉินชิงจะหน้าตาสะสวยหรือมีความสามารถในการทำงานที่โดดเด่นเพียงใด ก็ไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ว่าเธอมีภาระผูกพันเป็นเด็กอีกสองชีวิตได้
เฉินชิงยังคงยืนนิ่ง เธอจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของซูม่านม่านด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันจนอีกฝ่ายรู้สึกหวาดหวั่น
ซูม่านม่านเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่และถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“เธอ...เธอคิดจะทำอะไรฉัน”
“สหายซู ฉันอยากให้เธอทำความเข้าใจเสียใหม่สักสองเรื่องนะ เรื่องแรกเลยคือฉันกับเฮ่อหย่วนเราไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน”
“การที่เธอพุ่งเป้ามาที่ฉันแบบนี้มันเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลสิ้นดี ดูเหมือนการแสดงของตัวตลกที่น่าสมเพชมากกว่า และฉันต้องขอแสดงความเสียใจด้วยที่ฉันไม่ใช่คู่ซ้อมสำหรับฝึกปรือฝีมือการแสดงของเธอ”
“ส่วนเรื่องที่สอง เธอไม่ใช่เฮ่อหย่วน และเธอก็ไม่ใช่แม่ของเขาด้วย ดังนั้นความคิดหรือการตัดสินใจของเขามันไม่ควรจะเกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลย”
เฉินชิงยกมือขึ้นนวดขมับอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าเริ่มจู่โจมเธออย่างหนัก
สีหน้าของซูม่านม่านเปลี่ยนเป็นซีดเผือดสลับกับแดงก่ำ “ถึงฉันจะไม่ใช่แม่ของเขา แต่ฉันเป็นลูกสาวของอาจารย์เขานะ! เรารู้จักกันมาตั้งนานแล้ว!”
“ลูกสาวของอาจารย์งั้นเหรอ?” เฉินชิงทวนคำช้าๆ พร้อมกับลดมือลง
ซูม่านม่านรีบเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี “ก็ใช่น่ะสิ! เรารู้จักกันมาตั้งหลายปีแล้ว เขาดีกับฉันมาก แล้วเขาก็สนิทกับพ่อของฉันด้วย ถ้าเราสองคนได้ลงเอยกัน มันจะเป็นอะไรที่เหมาะสมและส่งเสริมกันที่สุด”
เมื่อเห็นว่าเฉินชิงนิ่งเงียบไป ซูม่านม่านก็ยิ่งได้ใจ เธอยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ
“ฉันขอเตือนเธอด้วยความหวังดีนะ ยอมแพ้ซะเถอะ ฐานะทางบ้านของฉันดีกว่าเธอเยอะ เทียบกับฉันแล้ว เธอไม่มีอะไรสู้ได้เลยสักอย่างเดียว”
สถานการณ์ที่พลิกผันทำให้ฝูงชนที่มุงดูอยู่เริ่มรู้สึกประหลาดใจ พวกเขาไม่คุ้นชินกับภาพที่เฉินชิงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เฉินชิงก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาในใจ
ซูม่านม่านยังคงสาธยายต่อราวกับนกยูงที่กำลังรำแพนหาง
“สมัยก่อนน่ะ เขามาทานข้าวที่บ้านฉันออกจะบ่อย แถมยังใจดีช่วยสอนการบ้านให้ฉันด้วยนะ เธอไม่มีทางจินตนาการออกหรอกว่าตอนที่เขาสอนฉันน่ะ เขาดูอ่อนโยนและอบอุ่นมากแค่ไหน”
“ช่างโง่เขลาสิ้นดี”
เสียงเย็นๆ ดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน ทาเลียที่เพิ่งสอนนักเรียนเสร็จกำลังเดินผ่านมาพอดี ตอนแรกเธอตั้งใจจะเข้ามาทักทายเฉินชิง แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของเพื่อนและท่าทีที่หยิ่งผยองของอีกฝ่าย เธอก็อดที่จะก้าวออกไปไม่ได้
ซูม่านม่านหันขวับไปมองเจ้าของเสียงแล้วเท้าสะเอว
“เธอเป็นคนต่างชาติ อย่ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง!”
“ความรู้ที่ฉันมีคงจะมากกว่าเธออยู่หลายขุม อย่างน้อยที่สุดฉันก็ไม่เที่ยวป่าวประกาศเรื่องส่วนตัวระหว่างตัวเองกับผู้ชายให้คนทั้งบางได้ยิน” ทาเลียสวนกลับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
ด้วยความสูงที่โดดเด่นของทาเลีย ทำให้ซูม่านม่านรู้สึกเหมือนถูกข่มจนตัวเล็กลงไปถนัดตา
“เธอกล้าด่าฉันเหรอ!” ซูม่านม่านกรีดร้องพร้อมกับชี้นิ้วไปที่หน้าทาเลีย
แต่ไม่ทันที่นิ้วของเธอจะได้สัมผัสกับใบหน้าของทาเลีย เหมาเจี้ยนกั๋วที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตวาดลั่น
“แล้วเธอกล้าดียังไงมาชี้หน้าเมียฉัน! คิดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนกัน!!!”
ภรรยาสุดที่รักของเขา ต่อให้ตัวเขาเองจะโดนซ้อมปางตายก็ไม่เคยคิดจะแตะต้อง แล้วซูม่านม่านเป็นใครถึงได้กล้ามาทำรุ่มร่าม!
การถูกผู้หญิงด้วยกันด่าว่ายังพอทน แต่พอมาเจอผู้ชายตวาดใส่ซึ่งๆ หน้า ซูม่านม่านก็ถึงกับน้ำตาร่วงเผาะๆ เธอสะอื้นไห้แล้ววิ่งหนีไปทันที
เหมาเจี้ยนกั๋วรีบหันมาเอาใจภรรยา “ที่รัก คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ทาเลียไม่แม้แต่จะชายตามองเขา เธอหันไปถามเฉินชิงที่ยังคงยืนเงียบด้วยความเป็นห่วง “เธอโอเคไหม?”
“ฉันโอเค” เฉินชิงพยายามฝืนยิ้มและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
นอกจากความรู้สึกหน่วงๆ ในใจแล้ว เธอก็ยังสบายดี
อันที่จริง ต่อให้ทาเลียไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เธอก็ตั้งใจจะตอบโต้กลับไปอยู่แล้ว เพียงแต่หลังจากนั้นเธอคงจะรู้สึกเหนื่อยและหมดแรงไปอีกหลายวัน
“วันนี้ต้องขอบคุณพวกคุณสองคนมากนะ”
ทาเลียยกมือขึ้นจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้เพื่อนอย่างอ่อนโยน
“อย่าไปใส่ใจคำพูดของคนอื่นเลยนะ จำไว้แค่ว่าเธอคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้ก็พอแล้ว”
คำพูดที่จริงใจของทาเลียทำให้เฉินชิงยิ้มออกมาได้ในที่สุด
เมื่อเรื่องราวจบลง ฝูงชนที่มุงดูก็เริ่มสลายตัวกลับบ้านไป เฉินชิงกล่าวลาเพื่อนทั้งสองแล้วเดินกลับบ้านอย่างช้าๆ แต่แล้วฝีเท้าของเธอก็มาหยุดลงที่หน้าทำการไปรษณีย์
สายตาของเธอจับจ้องไปที่โทรศัพท์สาธารณะเครื่องนั้น ในใจร่ำร้องอยากจะโทรไปหาเขา อยากจะถามให้รู้แน่ชัดว่าเรื่องที่ซูม่านม่านพูดเป็นความจริงหรือไม่ แต่แล้วเธอก็ต้องยอมแพ้ เพราะเธอไม่มีแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานของเฮ่อหย่วนเลย
“สหาย จะใช้โทรศัพท์เหรอจ๊ะ ถ้าโทรในมณฑลคิดนาทีละ 1 เหมา แต่ถ้าโทรทางไกลจะคิดนาทีละ 1 หยวนนะ”
“แพงขนาดนั้นเลยเหรอคะ!” เฉินชิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ใช่จ้ะ” พนักงานไปรษณีย์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่เป็นทางการ
แค่ได้ยินราคา เฉินชิงก็รีบถอยกรูดออกมาทันที
นาทีละ 1 หยวน! นี่มันแพงหูฉี่ชัดๆ!
เธอครุ่นคิดอย่างหนัก หากเธอยอมจ่ายเงินโทรไป ต่อให้ได้คำตอบที่ทำให้สบายใจ เธอก็คงจะรู้สึกเสียดายเงินอยู่ดี เพราะจากเรื่องราวที่ซูม่านม่านเล่ามา
การสนทนาของพวกเขาคงไม่จบลงภายในนาทีเดียวแน่ อย่างน้อยๆ ก็ต้องคุยกัน 5 นาที ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอต้องเสียเงินถึง 5 หยวน!
ก็แค่ความรู้สึกเสียใจ ไม่สบายใจไม่ใช่เหรอ?
เมื่อเทียบกับเงิน 5 หยวนที่ต้องเสียไปแล้ว...
เธอยอมทนดีกว่า!!
ในขณะที่เฉินชิงกำลังจมอยู่กับความสับสนวุ่นวายใจ เฮ่อหย่วนซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันลี้กลับกำลังอยู่ในอารมณ์ที่เบิกบานอย่างที่สุด
เขาเพิ่งได้รับจดหมายที่เฉินชิงส่งมาให้ และทันทีที่กลับถึงที่พัก เขาก็รีบจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดแล้วบรรจงเปิดซองจดหมายออกอ่านอย่างใจจดใจจ่อ
กระดาษจดหมายมีเพียงแผ่นเดียว และเนื้อความก็สั้นกระชับมีเพียงไม่กี่ประโยค แต่มันกลับสามารถทำให้แววตาของเฮ่อหย่วนเปล่งประกายแห่งความอ่อนโยนออกมาได้อย่างน่าประหลาด ราวกับสายน้ำอุ่นที่ค่อยๆ ไหลรินเข้ามาเติมเต็มหัวใจของเขา
“ถึงสหายเฮ่อหย่วน: ฉันได้รับจดหมายของคุณแล้ว
ลายมือของคุณสวยมาก แต่เนื้อหาในจดหมายออกจะธรรมดาไปหน่อย
ด้านล่างนี้คือคำตอบสำหรับคำถามที่คุณถามมา
ปกติแล้วฉันชอบทำอะไร? ตอบ: ฉันชอบวาดรูป
ฉันชอบอยู่ที่ไหน? ตอบ: ฉันชอบอยู่ที่บ้าน
ช่วงนี้มีเรื่องอะไรที่ทำให้ฉันมีความสุขบ้างไหม? ตอบ: มีสิ ฉันเพิ่งเก็บเงินได้ 1 เฟิน!!!
ตอบคำถามครบถ้วนแล้วนะ
ต่อไปนี้เป็นส่วนของฉันเอง ฉันเริ่มจะรู้สึกแล้วว่าคุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการเขียนมากจริงๆ เพราะก่อนที่ฉันจะเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ ฉันตั้งใจว่าจะเขียนเล่าเรื่องราวยาวๆ เพื่ออวดให้คุณเห็นว่าฉันก็มีความสามารถไม่แพ้กัน
แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ทำได้แค่เขียนแล้วลบ เขียนแล้วขีดฆ่า จนเหลือเพียงแค่สองประโยคสั้นๆ เท่านั้น—
‘ฉันหวังว่าคุณจะอยู่ดีมีสุขและปลอดภัยในทุกๆ วัน’
‘และฉันหวังว่าเราจะได้เป็นเพื่อนร่วมทางบนเส้นทางแห่งการปฏิวัติเคียงข้างกันเสมอไป’
ด้วยความเคารพอย่างสูง ขอแสดงความเคารพแห่งการปฏิวัติ!”
[จบบท]