บทที่ 171 โรงงานเสื้อผ้าที่คิดถึง
การสอนคนอื่นให้ได้อย่างใจมันน่าเหนื่อยหน่ายขนาดไหน หยางซิวจิ่นเพิ่งจะเข้าใจก็วันนี้เอง ต่อให้พยายามเก็บสีหน้าและอารมณ์ให้เรียบนิ่งที่สุด แต่ความอดทนของคนเรามันก็มีขีดจำกัด
หยางซิวจิ่นใช้เวลาทั้งบ่ายอยู่ในห้องกระจายเสียงจนหมดแรง พอถึงเวลาเลิกงาน เขาก็ต้องลากสังขารกลับไปยังฝ่ายพลาธิการ สภาพของเขาไม่ต่างอะไรกับคนที่โดนสูบพลังชีวิตไปจนหมดตัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
แต่ดูเหมือนว่าเคราะห์กรรมของเขายังไม่จบสิ้น เพราะซูม่านม่านยังคงตามติดไม่เลิกรา เธอเดินเข้ามาฉุดแขนเขาไว้พร้อมกับส่งยิ้มหวาน
“หัวหน้าหยางคะ วันนี้สอนฉันทั้งวันเลย เหนื่อยแย่ ฉันเลี้ยงข้าวนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ” หยางซิวจิ่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าเต็มที
ทว่าซูม่านม่านกลับไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ
สุดท้ายหยางซิวจิ่นก็ต้องยอมจำนน เดินตามเธอไปยังร้านอาหารของรัฐอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลังจากที่ต้องทนฝืนกินข้าวและสนทนาอยู่พักใหญ่ เขาก็หาทางปลีกตัวออกมาส่งเธอกลับบ้านได้สำเร็จ ก่อนจะรีบมุ่งหน้ากลับมาที่โรงงานเครื่องจักรเพื่อทำงานล่วงเวลาต่อในเวลาสองทุ่ม
หยางซิวจิ่นรู้สึกคับแค้นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ได้แต่ภาวนาให้ซูม่านม่านสามารถประกาศข่าวสารสำคัญด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและดังกังวานไปทั่วทั้งโรงงานได้ในเร็ววัน
แต่แล้วความหวังของเขาก็พังทลายลงไม่เป็นท่า
เพราะเสียงประกาศในเช้าวันรุ่งขึ้นของซูม่านม่านยังคงหวานหยดย้อยไม่เปลี่ยนแปลง อันที่จริงน้ำเสียงของเธอไม่ได้แย่
หากนำไปใช้อ่านบทกวีหรือเรื่องราวซึ้งๆ ก็อาจจะถูกใจใครหลายคน แต่โรงงานเครื่องจักรต้องการพลังเสียงที่หนักแน่นเพื่อปลุกขวัญและกำลังใจของพนักงานทุกคน
ผู้จัดการเสิ่นจะต้องเดินทางไปทำงานต่างเมืองเป็นเวลาสองวัน ก่อนจะไป เขาได้เรียกหยางซิวจิ่นไปกำชับเป็นการส่วนตัว
“อีกสองวันถ้ายังแก้เสียงหวานๆ นั่นไม่ได้ พอกลับมา นายรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
หยางซิวจิ่นได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างหนักใจ แล้วเดินคอตกกลับไปยังห้องกระจายเสียง
แน่นอนว่าพนักงานชายหลายคนในโรงงานต่างก็หลงใหลในน้ำเสียงและหน้าตาที่ดูไร้เดียงสาของซูม่านม่าน พวกเขารู้สึกว่าผู้หญิงแบบนี้ช่างน่าทะนุถนอม ต่างจากเฉินชิงที่สวยโดดเด่นและดูแข็งแกร่งเกินไปจนพวกเขารู้สึกว่าจะถูกข่มอยู่ตลอดเวลา
กระแสเรียกร้องให้ซูม่านม่านขึ้นเป็นดอกไม้งามแห่งโรงงานคนใหม่จึงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเถียนเมิ่งหย่าได้ยินข่าวนี้ เธอก็ถึงกับกุมขมับ พอกลับมาถึงห้องทำงาน เธอก็อดไม่ได้ที่จะระบายกับเฉินชิง
“นี่ ฉันว่าโรงงานเราต้องเปิดแผนกหมอตาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้แล้วนะ”
เฉินชิงที่กำลังนั่งทำงานอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะ
“แหม ทำไมเธอถึงเดือดร้อนกว่าฉันอีกล่ะ”
“เธอไม่เข้าใจหรอกน่า” เถียนเมิ่งหย่าทำหน้ามุ่ย
“คืนนี้ไปโรงงานเสื้อผ้าด้วยกัน ไปเลือกผ้ามีตำหนิกัน”
“คืนนี้เลยเหรอ ก็ได้” เฉินชิงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
ช่วงพักกลางวัน เธอจึงแวะไปที่โรงเรียนของหลานๆ เพื่อบอกข่าว
“คืนนี้น้าต้องไปเลือกผ้ามีตำหนินะ อาจจะกลับดึกหน่อย”
เฮ่ออวี้เสียงได้ยินดังนั้นก็ตาโตเป็นประกาย
“น้าครับ ผมไปด้วยได้ไหม” แผ่นเสริมส้นที่เขากำลังประดิษฐ์อยู่ก็ต้องการผ้าเช่นกัน
“ไม่ได้จ้ะ” เฉินชิงปฏิเสธเรียบๆ
“แต่เดี๋ยวน้าจะลองดูว่าพอจะเอาเศษผ้ามาฝากได้ไหมนะ”
“ครับ!” เฮ่ออวี้เสียงตอบรับอย่างมีความหวัง
ในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกงาน ท้องฟ้าทางใต้ในช่วงเดือนตุลาคมยังคงแจ่มใส แสงสุดท้ายของวันอาบไล้ไปทั่วท้องถนนจนกลายเป็นสีทองอร่าม เฉินชิงและเถียนเมิ่งหย่าเดินเคียงข้างกันมุ่งหน้าไปยังโรงงานเสื้อผ้า
โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐเป็นอาคารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในยุคที่สหภาพโซเวียตยังให้ความช่วยเหลือ
ผนังอิฐสีแดงที่เคยสดใสบัดนี้กลับซีดจางและมีร่องรอยของกาลเวลา มีเถาไม้เลื้อยปกคลุมอยู่เต็มไปหมด เมื่อลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมา ก็จะเกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ บนหลังคามีปล่องไฟเหล็กขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน
ส่วนกำแพงปูนสีเทาขนาบข้างประตูทางเข้าก็มีคำขวัญ ‘ปฏิวัติให้ดี ผลิตให้เด่น’ ที่เขียนด้วยสีแดงซึ่งเริ่มจะเลือนลางเต็มที เมื่อเทียบกับโรงงานเครื่องจักรที่ดูยิ่งใหญ่และทันสมัยแล้ว ที่นี่กลับดูเงียบเหงาและทรุดโทรมกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เถียนเมิ่งหย่ายื่นจดหมายแนะนำตัวให้ยามสูงวัยที่เฝ้าประตู “คุณลุงคะ นี่จดหมายแนะนำตัวจากสวี่เหอฮวาค่ะ”
คุณลุงยามรู้จักเถียนเมิ่งหย่าดี แต่สายตาของเขากลับจับจ้องมาที่เฉินชิงอย่างพินิจพิเคราะห์ “แล้วสหายคนนี้ล่ะชื่ออะไร”
“ชื่อเฉินชิงค่ะ คนที่จัดรายการบนเวทีของโรงงานเราบ่อยๆ ไงคะ”
“อ๋อๆ” คุณลุงยามพยักหน้าเข้าใจ
“เข้าไปได้เลย โกดังอยู่ด้านหลังนะ เดินอ้อมไปแล้วเลี้ยวขวาตรงแยกที่สอง”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” เถียนเมิ่งหย่ากล่าวขอบคุณแล้วจูงมือเฉินชิงเดินเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บริเวณโรงงาน กลิ่นอายเฉพาะตัวของโรงงานทอผ้าก็โชยมาปะทะจมูก กลิ่นใยฝ้ายที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ กลิ่นแป้งลงผ้าจางๆ และกลิ่นฉุนของน้ำมันจักร
ทั้งหมดนี้ผสมปนเปกันจนกลายเป็นกลิ่นที่เฉินชิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือกลิ่นแห่งความทรงจำในชาติที่แล้วของเธอ
“เถียนเมิ่งหย่า ที่นี่สวัสดิการดีไหม” เฉินชิงเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
“กลางฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาก็ได้แค่ขนมไหว้พระจันทร์เอง อย่าคิดว่าใครๆ ก็เข้ามาเลือกผ้ามีตำหนิได้นะ สิทธิ์เลือกก่อนใครเป็นของพวกหัวหน้าโน่น คนงานธรรมดาอย่างเราๆ นานๆ ทีถึงจะได้ผ้ามีตำหนิมาหน่อย หรือไม่ก็ได้แค่เศษผ้า”
เถียนเมิ่งหย่ารีบอธิบายเมื่อเห็นแววตาที่ดูสนใจของเพื่อน “นี่เธอคิดจะย้ายมาอยู่โรงงานนี้รึไง โรงงานเราน่ะดังทั่วประเทศเลยนะ แต่ที่นี่ในมณฑลยังไม่ติดท็อปสามเลย”
“เปล่าๆ ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ” เฉินชิงรีบปฏิเสธ
แม้ในใจจะรู้ดีว่าความสามารถและประสบการณ์ทั้งหมดที่เธอมีนั้นเหมาะสมกับโรงงานเสื้อผ้ามากกว่า แต่การจะย้ายงานในยุคนี้โดยไม่มีเส้นสายนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็เดินมาถึงโกดังเก็บของซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวเตี้ยๆ ประตูเหล็กบานใหญ่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย พอผลักเข้าไปด้านในก็พบกับความมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากหลอดไฟแขวนเพดานไม่กี่ดวงที่ส่องสว่างอยู่
อากาศภายในอบอวลไปด้วยฝุ่นและเศษใยฝ้ายที่ลอยฟุ้ง ชั้นวางเหล็กริมผนังเต็มไปด้วยม้วนผ้าหลากสีสันที่วางซ้อนกันจนสูง ส่วนบนพื้นก็มีม้วนผ้าที่ห่อด้วยกระดาษคราฟท์วางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
ดวงตาของเฉินชิงเป็นประกายขึ้นมาในทันใด
สวี่เหอฮวาซึ่งเลิกงานแล้วแต่ยังคงรอพวกเธออยู่ในโกดัง เมื่อเห็นทั้งคู่เดินเข้ามา เธอก็รีบเดินเข้าไปจับมือเฉินชิงอย่างเป็นมิตร
“สหายเฉินชิง สวัสดีจ้ะ ฉันสวี่เหอฮวานะ”
สวี่เหอฮวาเป็นหญิงสาวรูปร่างสันทัด สูงประมาณร้อยหกสิบเซนติเมตร มีใบหน้ากลมและถักเปียหนาสองข้าง เธอดูเป็นคนใจดีและน่าคบหา เฉินชิงยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร “สวัสดีค่ะ สหายสวี่เหอฮวา”
“เสี่ยวเถียนเล่าเรื่องฉันให้ฟังแล้วใช่ไหม งั้นเราเข้าเรื่องกันเลยนะ เดี๋ยวฉันพาไปดูผ้ามีตำหนิ”
สวี่เหอฮวายิ้มกว้าง ก่อนจะพาทั้งสองคนเดินไปยังมุมหนึ่งของโกดัง ที่นั่นมีกองผ้าม้วนใหญ่วางซ้อนกันอยู่ และมีป้าย ‘สินค้าเกรดสอง’ ติดเอาไว้
“ผ้าตรงนี้เลือกได้หมดเลยนะ จะเอาเท่าไหร่บอกได้เลย เดี๋ยวฉันตัดให้”
เฉินชิงนั่งยองๆ ลง ค่อยๆ ไล่ดูผ้าแต่ละม้วนอย่างพิจารณา เธอชี้ไปที่ผ้าม้วนหนึ่งซึ่งเหมาะสำหรับทำผ้าคลุมเตียงแล้วเอ่ยถาม
“ผืนนี้ราคาฉื่อละเท่าไหร่คะ”
“สองเหมาห้าเฟิน ถูกกว่าที่สหกรณ์ฯ เกินครึ่งอีกนะ สนใจรับเท่าไหร่ดี”
ความรู้สึกดีใจที่ได้ของถูกนั้นช่างหอมหวาน เฉินชิงเกือบจะหลุดปากสั่ง ‘เอาทั้งหมด’ ไปแล้ว แต่เมื่อนึกถึงเงินเก็บอันน้อยนิดของตัวเอง เธอก็ได้แต่ตัดใจ
“เอาแปดฉื่อค่ะ”
สวี่เหอฮวาจัดการตัดผ้าให้เธออย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเอ่ยชวนต่อ
“แล้วผ้าเต็กเหลียงล่ะสนใจไหม ทำอะไรออกมาก็สวยนะ”
“ฉื่อละเท่าไหร่คะ”
“สามเหมาจ้ะ”
“งั้นเอาสิบฉื่อค่ะ” เฉินชิงตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
สวี่เหอฮวาพยักหน้า แล้วหยิบผ้าเต็กเหลียงลายตารางสีขาวแดงขึ้นมาให้ดู พร้อมกับชี้ให้เห็นตำหนิเล็กน้อย
“ตรงขอบผ้ามันมีรูเล็กๆ อยู่นะ ต้องตัดทิ้งหน่อย”
“ไม่มีปัญหาค่ะ” สำหรับเฉินชิงแล้ว ตำหนิเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาที่ถูกลงกว่าครึ่งนั้นถือว่าคุ้มค่าเกินคุ้ม
เธอใช้เวลาเลือกผ้าอีกพักใหญ่ ได้ผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาอีกหลายอย่าง
สุดท้าย สวี่เหอฮวาก็หยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาให้ดู
“ผ้านี่เหลือจากตอนตัดชุดทหาร เหลือไม่เยอะแล้ว พวกเธอสองคนสนใจแบ่งกันไหม”
“เอาค่ะ” เฉินชิงกับเถียนเมิ่งหย่าตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคนี้ ไม่มีใครสามารถต้านทานเสน่ห์ของผ้าสีเขียวทหารได้ เฉินชิงเองก็เช่นกัน
หลังจากที่ช่วยกันเก็บผ้าทั้งหมดใส่กระสอบจนเรียบร้อยแล้ว เฉินชิงก็หันไปพูดกับสวี่เหอฮวา
“เรื่องชุดแต่งงานของคุณ ตอนนี้ฉันพอจะมีไอเดียคร่าวๆ แล้วล่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะขัดข้องไหมถ้าฉันอยากจะขอไปดูตู้เสื้อผ้าที่บ้านคุณหน่อย”
[จบบท]