บทที่ 187: เฟ้นหาลูกเขย
เสียงเครื่องจักรที่ดังกระหึ่มจากในโรงงานเสื้อผ้ากลบเสียงรอบข้างจนเกือบหมดสิ้น เฉินชิงหยุดยืนพิงกำแพงอิฐสีแดงที่เย็นเฉียบ ดวงตาจับจ้องไปยังมุมอับที่แสงแดดยามบ่ายส่องไปไม่ถึง
“แอบมองฉันมีจุดประสงค์อะไร?” น้ำเสียงของเธอเรียบสนิท แต่กลับก้องกังวานในความเงียบนั้น
ร่างของสวี่ซิ่วเจินที่ซ่อนตัวอยู่หลังเสาปูนสะดุ้งเฮือก เธอตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ไม่คาดคิดว่าจะถูกจับได้ง่ายดายขนาดนี้
“ถ้าไม่ยอมโผล่หัวออกมา ฉันจะไปฟ้องพี่สาวเธอให้รู้ว่าเธอกำลังย่องตามฉันอยู่” เฉินชิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงแววขบขันเล็กน้อย
เพียงไม่กี่อึดใจ สวี่ซิ่วเจินก็ก้าวออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า ศีรษะก้มต่ำจนคางแทบชิดอก
ร่างกายที่ผ่ายผอมของเธอดูบอบบางเสียจนน่ากลัว ราวกับว่าสายลมเพียงแผ่วเบาก็อาจพัดพาร่างนั้นให้ปลิวหายไปได้
“เงยหน้าขึ้นมาสิ”
สวี่ซิ่วเจินกำหมัดที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อจนแน่น ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเฉินชิงอย่างไม่เต็มใจนัก ใบหน้ารูปไข่ของเธอดูซีดเซียวไร้สีเลือด ประกอบกับหางตาที่ตกลงเล็กน้อย ยิ่งขับให้ดวงตาที่หม่นหมองของเธอดูเศร้าสร้อยและน่าเวทนา
ทว่าแววตาที่ฉายออกมากลับเต็มไปด้วยความประหม่าขี้อาย ทำให้เธอดูเป็นเพียงหญิงสาวซื่อๆ คนหนึ่งที่กำลังหวาดกลัว
เฉินชิงทอดสายตามองอีกฝ่ายนิ่งๆ “จะมาด้อมๆ มองๆ ฉันทำไม?”
สิ้นคำถามนั้น หยดน้ำตาใสราวกับไข่มุกสองเม็ดก็ร่วงเผาะลงจากดวงตาของสวี่ซิ่วเจิน ปากของเธออ้าๆ หุบๆ เหมือนมีคำพูดมากมายอยากจะกล่าว แต่กลับเอ่ยออกมาได้เพียง
“คือฉัน...”
เฉินชิงยกยิ้มมุมปาก “รู้ไหม...ฉันมือหนักพอตัวเลยนะ ถ้าอยากจะร้องไห้นักล่ะก็ ฉันช่วยสงเคราะห์ให้ได้นะ จะได้ร้องแบบสมจริงสมจังไปเลย”
คำพูดที่เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรของเฉินชิงทำให้สวี่ซิ่วเจินตัวสั่นเทิ้ม เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อรู้ว่าไม้ตายในการแสร้งทำตัวน่าสงสารของเธอใช้กับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ผล เธอจึงเปลี่ยนมาใช้เสียงสะอื้นเล่าเรื่องราวของตัวเองแทน
“คือ...จริงๆ แล้วฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของบ้านนั้นหรอกค่ะ ฉันตามแม่มาอยู่กับพ่อเลี้ยง...”
“เอาเนื้อๆ ไม่เอาน้ำ!” เฉินชิงตัดบทอย่างไม่ไยดี
“พ่อเลี้ยงไม่เคยดูแลฉันเลยค่ะ แม่เองก็ไม่มีเงิน นี่ฉันก็ใกล้จะแต่งงานแล้ว แต่ยังไม่มีปัญญาหาเงินมาตัดชุดเจ้าสาวเลย ฉันได้ยินมาว่าคุณเป็นคนดี... คุณช่วยตัดชุดแต่งงานให้ฉันสักชุดได้ไหมคะ’
“ฉันจะขอบคุณพี่ไปชั่วชีวิตเลย หลังจากนี้จะให้ฉันทำงานรับใช้เยี่ยงวัวควายฉันก็ยอม”
สวี่ซิ่วเจินจ้องมองเฉินชิงด้วยดวงตาที่คลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตา หวังว่าความน่าสงสารของเธอจะทำให้อีกฝ่ายใจอ่อน
เฉินชิงยิ้มกว้างขึ้น ริมฝีปากแดงสดตัดกับผิวขาวผ่องและฟันที่เรียงตัวสวยงาม รอยยิ้มของเธอดูสดใสเจิดจ้าเสียจนน่ามอง
“เอาสิ”
“จริงเหรอคะ?!”
ดวงตาของสวี่ซิ่วเจินเบิกกว้างด้วยความดีใจ แต่เมื่อได้เห็นความงามอันน่าทึ่งของเฉินชิงในระยะใกล้ แววตาของเธอก็ฉายความริษยาออกมาวูบหนึ่งอย่างไม่อาจเก็บซ่อน
“นี่เธอเชื่อจริงๆ เหรอเนี่ย” เฉินชิงก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ
“โง่ชะมัด”
ใบหน้าของสวี่ซิ่วเจินสลับสีไปมาระหว่างเขียวกับขาว
“นี่คุณ...ทำไมคุณถึงได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนี้!”
“ก็เพราะฉันเป็นคนปกติ ไม่ได้โลกสวยเหมือนใครบางคนไงล่ะ” เฉินชิงหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่ก็ยังไม่วายทิ้งท้ายคำเตือนเย็นๆ เอาไว้
“จำไว้นะ ต่อไปอย่ามาเดินเพ่นพ่านให้ฉันเห็นอีก ฉันไม่ใช่พี่สาวเธอนะจะได้มานั่งใจดีด้วย ฉันจะทำให้เธอได้รู้ซึ้งเองว่าผู้หญิงสวยๆ ข้างนอกน่ะ เขาร้ายกันได้ถึงขนาดไหน รับรองว่าเธอจะจำบทเรียนนี้ไปจนวันตายเลย”
ณ ประตูใหญ่ของบ้านพักทหาร เฮ่อหย่วนกำลังยืนพิงจักรยานของเขาอยู่ เขาเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านช่องกำแพงด้วยรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนดวงตาเรียวยาวคู่นั้น เมื่อเห็นเฉินชิงเดินมา เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“เชิญขึ้นรถเลยครับ คุณผู้หญิงสวยแต่ใจร้าย”
เฉินชิงหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโมโห เธอฟาดกำปั้นลงบนไหล่กว้างของเขาเบาๆ
“หยุดพูดเลยนะ!” หูดีเกินไปแล้วจริงๆ ผู้ชายคนนี้ น่ารำคาญที่สุด!
เฮ่อหย่วนหัวเราะในลำคอ รอจนเธอนั่งซ้อนท้ายเรียบร้อยแล้วจึงออกแรงปั่นจักรยานพาเธอมุ่งหน้ากลับบ้าน
สวี่ซิ่วเจินยืนมองภาพของคนทั้งคู่ที่พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนิทสนมจนลับสายตาไป ดวงตาที่เคยเศร้าสร้อยของเธอบัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความริษยาอย่างรุนแรง
คนบางคนก็เกิดมาพร้อมทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นอิจฉาเล่น ไม่ว่าจะเป็นสวี่เหอฮวา เถียนเมิ่งหย่า หรือเฉินชิง
พวกเธอมีทุกอย่างที่ผู้หญิงในยุคนี้ปรารถนา ทั้งรูปโฉมที่งดงาม การงานที่มั่นคง และฐานะที่ดี แล้วทำไม...ทำไมพวกเธอถึงไม่คิดจะแบ่งปันเศษเสี้ยวความโชคดีนั้นให้กับคนที่น่าสงสารอย่างเธอบ้าง ทำไมถึงได้ใจดำอำมหิตกันได้ถึงเพียงนี้!
ความคิดนั้นทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมาอีกครั้ง และเมื่อได้ยินเสียงคนในบ้านพักซุบซิบกันถึงความน่าสงสารของเธอ สวี่ซิ่วเจินก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมาอย่างประหลาด ใช่แล้ว เธอน่าสงสาร ดังนั้นทุกคนบนโลกนี้จึงควรจะใจดีกับเธอ
เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินชิงก็สลัดเรื่องของสวี่ซิ่วเจินทิ้งไปจากหัวทันที ในขณะที่เฮ่อหย่วนตรงกลับไปยังสถาบันวิจัย
ระหว่างทางเดินที่เงียบสงบในสถาบัน เขาก็บังเอิญพบกับเหมาเจี้ยนกั๋วที่เดินสวนมาด้วยสภาพเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
เมื่อเห็นเฮ่อหย่วนมาทำงานล่วงเวลาเช่นกัน เหมาเจี้ยนกั๋วก็ปรี่เข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“เรื่องของนายกับเฉินชิงไปถึงไหนกันแล้วล่ะ”
“ก็ดีครับ” เฮ่อหย่วนตอบสั้นๆ ความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเป็นไปในทิศทางที่ดีและสบายใจอย่างยิ่ง
เหมาเจี้ยนกั๋วทำหน้าไม่พอใจ “ฉันหมายถึงความสัมพันธ์ทางกายน่ะ!”
เฮ่อหย่วนหยุดเดินแล้วหันมามองเพื่อนร่วมงานของเขาช้าๆ หางตาที่เรียวยาวนั้นตวัดขึ้นอย่างเย็นชา
“ดูท่าทางคุณจะว่างมากสินะครับ?”
เหมาเจี้ยนกั๋วถึงกับสะดุ้ง “...เปล่าๆ ฉันมีงานต้องไปทำแล้ว”
ว่าแล้วก็รีบเผ่นหนีไปทันที ให้ตายเถอะ! ทำไมเฮ่อหย่วนถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ เฉินชิงรู้ตัวหรือเปล่าว่าผู้ชายที่ดูเหมือนสุภาพบุรุษคนนี้ แท้จริงแล้วคือจอมมารในคราบนักบุญชัดๆ!
ผู้จัดการเสิ่นเองก็มีความคิดไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเรียกเฮ่อหย่วนเข้ามาพบด้วยเรื่องอะไร สุดท้ายแล้วก็เป็นเขาเองที่ต้องยอมอ่อนข้อให้ทุกครั้งไป เขาได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองว่าเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ เขาต้องยอมเสียสละมากจริงๆ!
“เฮ่อหย่วน นายรู้เรื่องที่งานประชุมวิชาการของเราจะคัดคน 10 คนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกงหนงปิงแล้วใช่ไหม”
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับขณะที่สายตากวาดมองรายชื่อในมือของผู้จัดการเสิ่น เขาเอื้อมมือไปดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
“หม่าเจี้ยนหมินจากแผนกผมจะไปร่วมด้วย”
เบื้องหน้า การแข่งขันในงานประชุมวิชาการอาจดูเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ชิงโควตา แต่เบื้องหลังนั้นรายชื่อได้ถูกกำหนดไว้หมดแล้ว
ผู้จัดการเสิ่นขมวดคิ้ว “แต่หม่าเจี้ยนหมินในแผนกของนายอายุก็ปาเข้าไป 25 แล้วนะ ส่วนคนที่ฉันจะส่งไปเพิ่งจะ 19 เอง”
“โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ก็แล้วแต่ผู้จัดาการเสิ่นจะตัดสินใจครับ” เฮ่อหย่วนตอบอย่างไม่ใส่ใจ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร ระหว่างคนที่ใช้เส้นสายกับคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริง
เหตุผลที่เขาเลือกหม่าเจี้ยนหมินก็เพราะคุณสมบัติของเจ้าตัวนั้นเหมาะสมที่สุด ทั้งยังโสด มีประวัติดี และเคยสร้างคุณงามความประโยชน์แก่องค์กร
เป้าหมายที่แท้จริงของเฮ่อหย่วนไม่ใช่แค่การส่งเขาไปเรียน แต่เป็นการปูทางให้เขาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิการบดีในอนาคต
ผู้จัดการเสิ่นถึงกับกุมขมับ “ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพวกผู้บริหารในโรงงานเครื่องจักรถึงได้มีลูกกันเยอะแยะขนาดนี้ แล้วแต่ละคนก็ไม่ได้เรื่องสักคน!”
เฮ่อหย่วนทำเป็นไม่ได้ยินคำบ่นนั้นแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“คุณให้ผมตรวจสอบโครงการที่จะส่งเข้าประกวด ผมให้คนในแผนกจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ ส่วนที่ขีดเส้นแดงไว้นั่นคือพวกที่ส่งข้อมูลเท็จเข้ามา คุณลองดูสิครับ”
“ส่งข้อมูลเท็จงั้นเหรอ” คิ้วของผู้จัดการเสิ่นแทบจะผูกกันเป็นปม
การกระทำเช่นนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด ดูเหมือนว่าทุกคนจะยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้โควตานี้มาจริงๆ
เมื่อก้มลงมองเอกสารในมือ ผู้จัดการเสิ่นก็ถึงกับสูดลมหายใจเฮือก
“ผมหมดธุระแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” เฮ่อหย่วนพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อนสิ” ผู้จัดการเสิ่นรีบลุกขึ้นเดินตามไปส่ง พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“แล้วเรื่องของนายกับเฉินชิงเป็นยังไงบ้างล่ะ”
เฮ่อหย่วนชะงักไปครู่หนึ่ง...
ปัง!
ประตูห้องทำงานถูกปิดลงอย่างแรงจนเกือบจะกระแทกเข้ากับจมูกของผู้จัดการเสิ่นที่เดินตามมาติดๆ เขาได้แต่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ตรงนั้น พลางคิดในใจว่าก่อนหน้านี้ก็เห็นว่ายังไม่ได้คบกันไม่ใช่หรือไง
เขาถึงได้คิดจะใช้ประโยชน์จากเฉินชิงเสียหน่อย แต่คิดอีกที ผู้หญิงอย่างเฉินชิงน่ะหรือจะยอมให้ใครมาหลอกใช้ได้ง่ายๆ เธอเป็นฝ่ายคุมเกมทั้งหมดต่างหาก!
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าทั้งสองคนลงเอยกันแล้ว ผู้จัดการเสิ่นก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เขายิ้มกริ่มกับตัวเอง รอให้ถึงวันแต่งงานของทั้งคู่เมื่อไหร่ เขาจะต้องไปนั่งในโต๊ะประธานให้ได้ในฐานะพ่อสื่อคนสำคัญ!
ในที่สุด วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง งานประชุมแลกเปลี่ยนเทคนิคอุตสาหกรรมทั่วทั้งมณฑลได้เปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
ทันทีที่เฉินชิงเดินทางมาถึงโรงงานเครื่องจักร เธอก็สังเกตเห็นป้ายผ้าสีแดงสดผืนใหญ่ที่ขึงอยู่เหนือประตูทางเข้า ตัวอักษรสีทองที่เขียนว่า ‘การประชุมแลกเปลี่ยนเทคนิคอุตสาหกรรมทั่วทั้งมณฑล’ สะท้อนแสงแดดเป็นประกายวูบวาบ
บรรยากาศภายในโรงงานคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันเข้ามาในงาน ไม่ว่าจะเป็นช่างเทคนิคฝีมือดี ตัวแทนคนงาน หรือเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการปฏิวัติ ธงทิวสีแดงปลิวไสวไปทั่วบริเวณ
เสียงเพลง “พวกเราเหล่ากรรมกรมีพลัง” ที่ดังกระหึ่มจากเครื่องขยายเสียงยิ่งปลุกเร้าให้ทุกคนรู้สึกฮึกเหิม
เมื่อเห็นฝูงชนจำนวนมหาศาล เฉินชิงก็ตัดสินใจปลีกตัวกลับไปยังที่ทำการของคณะกรรมการโรงงานทันที
บนชั้นสองของอาคาร เถียนเมิ่งหย่ากำลังยืนใช้กล้องส่องทางไกลสอดส่องไปยังกลุ่มนักวิจัยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เฉินชิงเดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนเบาๆ “ทำอะไรของเธอน่ะ”
เถียนเมิ่งหย่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พ่อฉันสั่งให้เลือกเขยเข้าบ้านน่ะสิ!”
นับตั้งแต่การดูตัวกับหยางซิวจิ่นล่มไม่เป็นท่า พ่อกับแม่ของเธอก็กลับมาวุ่นวายกับเรื่องคู่ครองของเธออีกครั้ง ยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ลูกพี่ลูกน้องวัยเดียวกันกับเธอกำลังจะออกเรือน ก็ยิ่งทำให้พวกท่านร้อนใจมากขึ้นไปอีก
เฉินชิงมองเพื่อนแล้วก็อดขำไม่ได้ สภาพของเถียนเมิ่งหย่าในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคุณหนูในสมัยโบราณที่กำลังยืนอยู่บนหอคอยเพื่อโยนมาลัยเลือกคู่ครองเลยสักนิด
[จบบท]