บทที่ 195 หมากตัวใหม่ของหยางซิวจิ่น
เฮ่อหย่วนตั้งใจไว้แล้วว่าทุกบ่ายวันอาทิตย์จะเป็นเวลาพิเศษของเขากับเฉินชิง หลังจากที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้น เขาอยากให้แต่ละสัปดาห์มีอย่างน้อยหนึ่งบ่ายที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเงียบๆ
แต่แผนที่วางไว้ก็ต้องพังลง เพราะการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ดันมาจบลงในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์พอดี
สุดท้ายเขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมาทำงานล่วงเวลา
ตลอดช่วงบ่าย เฮ่อหย่วนแทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากนั่งเป็นรูปปั้นในห้องประชุม คอยเงี่ยหูฟังเหล่าผู้บริหารของโรงงานสลับกันขึ้นมาพูดบรรยายเรื่องต่างๆ ที่เขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
พอการประชุมสิ้นสุดลง เขาก็รีบตรงดิ่งออกมายังประตูโรงงาน แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าพ้นออกไป เสียงแหลมบาดหูของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังไล่หลังมาเสียก่อน
“นักวิจัยเฮ่อคะ!”
เฮ่อหย่วนหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไป ดวงตาคู่คมของเขามองใบหน้าของซูม่านม่านอย่างเฉยชาไร้ความรู้สึก น้ำเสียงที่ตอบกลับไปนั้นทุ้มนุ่มน่าฟังตามปกติ แต่กลับไม่มีโทนของอารมณ์ใดๆ เจือปน
“มีธุระอะไรครับ”
“ทำไมคะ ทำไมคุณถึงเลิกติดต่อกับพ่อของฉัน เรื่องของคุณกับเฉินชิงมันยังทำให้ฉันโดนคนอื่นหัวเราะเยาะไม่พออีกเหรอ พวกคุณต้องการอะไรกันแน่!”
ซูม่านม่านระเบิดอารมณ์ออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของเธอบวมช้ำจากการร้องไห้มาตลอดทั้งวัน
เมื่อเช้าพ่อของเธอโทรศัพท์ทางไกลมาต่อว่าอย่างรุนแรง กล่าวหาว่าเธอเป็นตัวการทำลายอนาคตที่สดใสของเขา แถมยังประกาศิตออกมาอีกว่าต่อไปนี้ห้ามกลับไปเหยียบบ้านอีก เพราะไม่อยากเห็นหน้าให้เสียอารมณ์
เธออุตส่าห์ทุ่มเททุกอย่างเพื่อเขาคนนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า ทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นค่าความพยายามของเธอบ้างเลย
สีหน้าของเฮ่อหย่วนยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง เขามองเธอด้วยแววตาที่เย็นชา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่ต่างกัน “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณเฉินชิง”
คำพูดสั้นๆ นั้นเหมือนกำแพงที่มองไม่เห็น พุ่งเข้ามากระแทกหน้าซูม่านม่านจนจุกไปทั้งอก เธอได้แต่ยืนนิ่ง อ้าปากค้าง จ้องมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ในหูของเธอมีแต่เสียงหัวใจที่กำลังแตกสลายดังก้องอยู่
เฮ่อหย่วนไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขาหมุนตัวแล้วก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ซูม่านม่านทรุดตัวลงกับพื้นแล้วซบหน้าร้องไห้อย่างหมดหวัง
เจ้าหน้าที่หนุ่มจากแผนกรักษาความปลอดภัยที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้แต่ส่ายหัว
“ความรักนี่มันน่ากลัวจริงๆ ทำให้คนดีๆ กลายเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟได้เลย โชคดีแค่ไหนแล้วที่คนคนนั้นไม่ใช่ฉัน”
เขายอมอยู่เป็นโสดไปจนแก่ตาย ดีกว่าต้องมาทำอะไรน่าอายขายหน้าแบบนี้
ซูม่านม่านลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ เธอกระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรงเพื่อระบายความคับแค้นใจ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตรงไปยังบ้านของหยางซิวจิ่น ที่พึ่งสุดท้ายที่เธอนึกออกในตอนนี้
หยางอี้เหอที่กำลังนั่งเล่นเงียบๆ อยู่ในบ้านต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูอย่างรุนแรง พอเปิดออกไปก็เจอกับซูม่านม่านในสภาพที่ดูไม่ได้
“พี่สาวมาหาใครเหรอคะ”
ซูม่านม่านเคยได้ยินมาบ้างว่าหัวหน้าหยางมีลูกสาว แต่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเด็กสาวที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้
“พ่อเธออยู่ไหน ฉันมีธุระด่วนกับเขา”
“หนูไม่ทราบค่ะ”
“งั้นฉันจะรอเขาอยู่ที่นี่แหละ” ซูม่านม่านไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต เธอผลักประตูแล้วเดินเข้ามานั่งแปะลงบนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น ก่อนจะเริ่มซับน้ำตาที่ไหลไม่หยุดของตัวเอง
หยางอี้เหอเห็นดังนั้นจึงเดินไปหยิบกระดาษชำระที่พับไว้มาส่งให้
ทว่ากระดาษชำระในยุคนั้นทั้งหยาบและสาก ซูม่านม่านที่เป็นถึงดาวเด่นของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมย่อมหวงแหนใบหน้าของตัวเองยิ่งกว่าอะไรดี เธอตวัดสายตามองกระดาษในมือของเด็กสาวอย่างรังเกียจ
“เอาไปเก็บเลยนะ”
หยางอี้เหอจึงได้แต่เก็บกระดาษกลับมาเงียบๆ แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ปิดประตูเพื่อตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของซูม่านม่านดังไปทั่วทั้งชั้น จนบรรดาเพื่อนบ้านที่อยากรู้อยากเห็นพากันออกมามุงดูที่หน้าประตูบ้านของหยางซิวจิ่น
“นี่หนูเอ๊ย เป็นใครมาจากไหนกันล่ะเนี่ย มาหาหัวหน้าหยางมีเรื่องอะไรกันเหรอ”
“โถๆ น่าสงสารจัง ร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว”
“นี่หนูจะมาเป็นแฟนใหม่ของหัวหน้าหยางเหรอจ๊ะ”
คำถามต่างๆ นานาประดังเข้ามาจนซูม่านม่านที่กำลังอารมณ์เสียอยู่แล้วถึงกับทนไม่ไหว “หุบปากกันให้หมดเลยนะ! หนวกหูจริง ฉันไม่ได้ไปนั่งร้องไห้ที่บ้านพวกคุณซะหน่อย!”
พอเจอตอกกลับแบบนั้น เหล่าคุณลุงคุณป้าก็หน้าเจื่อนลงทันที ต่างคนต่างคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ เลยพากันสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
กว่าหยางซิวจิ่นจะเลิกงานกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทแล้ว พอเปิดประตูเข้ามาเห็นซูม่านม่านนั่งตาบวมอยู่ในห้องนั่งเล่น เขาก็ถึงกับตกใจ “คุณซูม่านม่าน มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันครับ”
“ก็ฉันถูกรังแกมาน่ะสิคะ! คุณเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าฉันโดนใครแกล้งก็ให้มาหาคุณได้!” ซูม่านม่านทำแก้มป่อง พูดจาอย่างเอาแต่ใจ
หยางอี้เหอที่แอบดูอยู่หลังประตูถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เธอตัดสินใจปิดประตูห้องทันที ไม่อยากรับรู้เรื่องน่าปวดหัวของผู้ใหญ่
หยางซิวจิ่นที่เพิ่งจะอกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องผู้หญิง พอเห็นเหยื่อรายใหม่เดินเข้ามาติดกับถึงที่บ้าน เขากลับรู้สึกว่าตัวเองใจเย็นลงได้อย่างน่าประหลาด
“ไหนลองเล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับว่าใครกันที่กล้ามารังแกคุณ ขอแค่ผมช่วยได้ ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อคุณเลยนะ”
“ก็เฮ่อหย่วนน่ะสิคะ!” ซูม่านม่านปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
“เขาเลิกติดต่อกับพ่อฉันแล้ว พ่อก็เลยโกรธมาก จะไล่ฉันออกจากบ้านอยู่แล้ว คุณบอกฉันทีสิว่าจะทำยังไงดี คุณช่วยไปพูดกับเฮ่อหย่วนให้เขากลับมาติดต่อกับพ่อฉันเหมือนเดิมได้ไหมคะ”
หยางซิวจิ่นค่อยๆ ถอดแว่นสายตาของเขาออก เผยให้เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็สามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและจริงใจได้อย่างแนบเนียน
“แค่คุณเอ่ยปาก ผมก็จะพยายามทำให้ถึงที่สุดเลยครับ”
ซูม่านม่านถึงกับหน้าแดงระเรื่อ “จริงนะคะ งั้นก็แสดงว่าคุณตกลงแล้วนะ”
“แต่ผมก็รับประกันไม่ได้นะครับว่าจะสำเร็จ” หยางซิวจิ่นแสร้งถอนหายใจออกมา
“คุณก็น่าจะรู้ว่าผมยังอายุน้อย ตำแหน่งหัวหน้าแผนกพลาธิการที่ได้มาก็มักจะมีคนคอยอิจฉาอยู่เรื่อย”
ซูม่านม่านเริ่มร้อนรน “แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะ”
หยางซิวจิ่นขยับเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะครับ ตอนนี้คุณยังไม่ได้ทานอะไรเลยใช่ไหม เห็นคุณร้องไห้เสียใจขนาดนี้ ผมก็พลอยปวดใจไปด้วยเลย”
“คุณ...ทำไมต้องพูดแบบนี้ด้วยคะ” ซูม่านม่านเขินจนต้องหันหน้าหนี
“ค่ะ ยังไม่ได้ทานอะไรเลย”
หยางซิวจิ่นฉวยโอกาสนั้นเอื้อมมือไปสัมผัสที่เอวของเธอเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตพาคุณไปหาอะไรอร่อยๆ ทานนะครับ”
การกระทำนั้นทำให้ซูม่านม่านสะดุ้งสุดตัว เธอรีบขยับตัวหนีทันที “นี่คุณทำอะไรของคุณ! คุณเป็นพ่อม่ายนะ มีสิทธิ์อะไรมาแตะตัวฉัน!”
หยางซิวจิ่นแสร้งทำหน้าตกใจ “ผมแค่เผลอไปโดนเอง คุณจะคิดมากไปทำไมกัน... แต่เอาเถอะ ในเมื่อคุณรู้แล้วผมก็จะไม่ปิดบัง ผมชอบคุณครับ แต่ดูเหมือนคุณจะไม่พอใจสถานะของผม งั้นเชิญคุณกลับไปก่อนดีกว่า ผมจะได้ไม่ทำให้คุณลำบากใจ”
เขาหยิบแว่นขึ้นมาสวมอย่างเชื่องช้า ท่าทางนั้นดูเหมือนคนกำลังอกหักและพยายามจะเก็บซ่อนความเสียใจเอาไว้
ซูม่านม่านถึงกับไปไม่เป็น เธอรู้ดีว่าตอนนี้คนที่พอจะพึ่งพาได้ในโรงงานก็มีแค่หยางซิวจิ่นคนเดียวเท่านั้น ถ้าหากต้องเสียเขาไปอีกคน ชีวิตของเธอในโรงงานแห่งนี้คงจะจบสิ้นกันพอดี
เธอจึงรีบเปลี่ยนท่าที งัดเอาลูกอ้อนที่เคยใช้ได้ผลกับผู้ชายคนอื่นๆ ออกมาใช้
“แหม คุณก็รู้ว่าฉันเป็นคนอารมณ์ร้อนน่ะค่ะ เมื่อกี้คุณไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่ถือสาหรอก เราไปหาอะไรทานกันดีกว่านะคะ”
รอยยิ้มอย่างผู้มีชัยปรากฏขึ้นที่มุมปากของหยางซิวจิ่น “ได้สิครับ”
กำแพงในใจของคนเรานั้นสามารถทลายลงได้ทีละนิด ขอแค่เขาสามารถสัมผัสตัวเธอได้ครั้งหนึ่ง การจะได้นอนกับเธอก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
หลังจากที่หยางซิวจิ่นพาซูม่านม่านออกไปจากบ้านแล้ว หยางอี้เหอก็รีบออกมาจากห้องนอนแล้วตรงไปยังห้องครัวเพื่ออุ่นอาหารเย็นที่เหลือไว้
เพื่อนบ้านที่อยู่ห้องติดกันเดินมาถามเธอว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้คือแม่เลี้ยงคนใหม่ของเธอใช่ไหม
หยางอี้เหอได้แต่ตอบอ้อมแอ้มไปว่า “หนูไม่ทราบค่ะ”
แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับภาวนาให้เป็นอย่างนั้น เพราะเธอไม่อยากให้ผู้หญิงดีๆ คนไหนต้องมาตกนรกทั้งเป็นกับการเป็นแม่เลี้ยงของเธอ
เด็กสาวรีบทานข้าวเย็นให้อิ่ม เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นความมืดที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่แสงสว่าง ในใจก็ยิ่งรู้สึกดีใจมากขึ้นเรื่อยๆ
แค่ได้ไปโรงเรียน เธอก็จะไม่ต้องมานั่งเบื่ออยู่ที่บ้านอีกแล้ว ที่นั่นมีเพื่อนๆ ที่แสนดีรอเธออยู่
หลังจากเก็บจานชามไปล้างเรียบร้อยแล้ว หยางอี้เหอก็รีบไปอาบน้ำแล้วเข้านอน เธอหวังว่าแค่หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาอีกที ก็จะได้เห็นแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่เสียที
“อ๊ะ...อย่านะคะ...อย่า”
เสียงของซูม่านม่านขาดห้วง เธอพยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักไสร่างของหยางซิวจิ่นที่กำลังทาบทับอยู่บนตัวเธอ แต่ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายของเธออ่อนปวกเปียกจนแทบขยับไม่ได้
หยางซิวจิ่นถอดแว่นของเขาออกไปวางไว้ข้างเตียง เขาใช้มือข้างหนึ่งบีบคางของเธอไว้แน่น ดวงตาที่เคยดูอบอุ่นเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและเหยียดหยาม
“จะแสร้งทำเป็นเล่นตัวไปถึงไหน ไม่ใช่ว่าเธอชอบเฮ่อหย่วนหรอกเหรอ เป็นผู้หญิงประสาอะไร วิ่งไล่ตามผู้ชายปาวๆ ไม่อายบ้างหรือไง”
ซูม่านม่านที่กำลังมึนเมาได้ที่ตวาดกลับไป “หุบปากไปเลยนะ! ฉันก็แค่ทำตามหัวใจตัวเอง คนหัวโบราณอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจหรอก!”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้หยางซิวจิ่นโมโห เขากระชากเสื้อของเธอจนขาดวิ่น
ในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นจากด้านนอก “พ่อคะ...พ่อ...พ่อกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ”
เสียงที่สั่นเครือของลูกสาวทำให้หยางซิวจิ่นชะงักไปชั่วครู่ สติของเขาเริ่มกลับคืนมาบ้าง
ซูม่านม่านอาศัยจังหวะนั้นรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้วพยายามจะหนีออกจากห้อง
แต่ก็ช้าไป หยางซิวจิ่นคว้าแขนของเธอไว้ได้ทัน เขาเหวี่ยงเธอกลับลงไปบนเตียงอย่างแรง ก่อนจะกระซิบขู่ที่ข้างหูของเธอว่า
“จำไว้นะว่านี่มันบ้านของผม ถ้าคุณยังกล้าส่งเสียงอีกแม้แต่แอะเดียว ผมจะป่าวประกาศให้คนทั้งโรงงานรู้ไปเลยว่าคุณเป็นคนให้ท่าผมเอง”
[จบบท]