บทที่ 197 เฉินชิงยังตัดสินใจไม่ได้
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน สำหรับคนจีนแล้ว ‘บ้าน’ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตเสมอมา
สถานการณ์ในโรงงานเครื่องจักรยิ่งแล้วใหญ่ การจัดสรรที่พักในยุคแรกก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไหร่ พอมาช่วงหลายปีให้หลัง โรงงานก็ขยายกิจการไม่หยุดจนพื้นที่แออัดไปหมด
ดังนั้นบ้านพักทหาร 60 ห้องที่เพิ่งสร้างเสร็จจึงกลายเป็นที่หมายปองของทุกคน
และเมื่อข่าวแพร่ออกไปว่าเฉินชิงคือคนที่จะมารับหน้าเสื่อร่างแผนการจัดสรรครั้งนี้ ไม่ว่าใครจะเคยรู้สึกกับเธอยังไงมาก่อน แต่ตอนนี้เธอกลายเป็นคนที่ ‘ป๊อปปูลาร์’ ที่สุดในโรงงานไปโดยปริยาย
เฉินชิงกุมขมับ รู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ
ทุกเมืองก็มีสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ยิ่งที่นี่เป็นถึงเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง ทำไมพวกเขาถึงไม่โยนงานนี้ไปให้เจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญจัดการบ้านพัก 60 ห้องนี้ไปเลยก็ไม่รู้!
“นี่เธอจะไปกินข้าวมั้ย” เถียนเมิ่งหย่าเดินมาถาม
“ไม่ล่ะ เธอไปกินก่อนเลย”
แค่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เฉินชิงรู้ซึ้งเลยว่าการเป็นคนดังมันเป็นยังไง แค่เธอโผล่หน้าออกจากห้องทำงานของคณะกรรมการโรงงานเมื่อไหร่ เป็นต้องมีคนกรูเข้ามาทักทายทำความรู้จักกับเธอทันที
เถียนเมิ่งหย่าเห็นเพื่อนไม่อยากไปไหนจึงได้แต่พยักหน้าแล้วเดินจากไปคนเดียว
เฉินชิงถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด อดนึกถึงเรื่องเมื่อเช้าไม่ได้ เธออุตส่าห์บุกไปถึงห้องทำงานของหัวหน้าหลิวเพื่อโวยวายชุดใหญ่
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมามีแค่ ‘ใบอนุญาตพิเศษ’ ให้เธอไม่ต้องทำงานประจำในช่วงนี้ แถมยังเดินเข้าออกโรงงานได้ตามใจชอบเท่านั้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูทำให้เฉินชิงที่กำลังนั่งเซ็งต้องเงยหน้าขึ้นมอง แล้วเธอก็เห็นร่างที่คุ้นเคยในชุดทำงานของนักวิจัยซึ่งแตกต่างจากคนอื่น
ชุดนั้นขับเน้นรูปร่างที่สมส่วนของเขา ทั้งไหล่กว้าง เอวคอด และช่วงขาที่ยาวเหยียดได้อย่างลงตัว ความดูดีของเขาทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของเธอสว่างขึ้นมานิดหน่อย
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง”
“ผมเอาข้าวกลางวันมาให้คุณ” เฮ่อหย่วนตอบพลางเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ
เขาถือวิสาสะดึงเก้าอี้ตัวข้างๆ มานั่งลง ก่อนจะค่อยๆ เปิดกล่องข้าวอะลูมิเนียมทีละกล่องแล้ววางเรียงตรงหน้าเธอ
เฉินชิงที่เมื่อกี้ยังหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่เลย พอเห็นหมูพะโล้ชิ้นโตที่มีชั้นหนังมันวาวสั่นดึ๋งดั๋งอยู่ในกล่อง ก็เผลอกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ “เฮ่อหย่วน ฉันว่า...คุณต้องเป็นคนดีที่สุดในโลกแน่ๆ เลยค่ะ”
เฮ่อหย่วนมองท่าทางของเธอก็พอจะเดาออก “คุณจะชมผมแบบนี้ก็ตอนที่เห็นของกินเท่านั้นแหละ”
“ไม่ใช่ซะหน่อย ฉันพูดจากใจจริงเลยนะ!” เฉินชิงรีบยกมือขึ้นทำท่าสาบาน
เขาอมยิ้มเหมือนจะยอมเชื่อ “งั้นก็กินเถอะครับ”
“ค่ะ!”
เธอลงมือกินข้าวอย่างจริงจังทันที หมูพะโล้ชิ้นนี้ตุ๋นมาอย่างพอดิบพอดี ชั้นไขมันละลายจนเกือบจะใส กลายเป็นวุ้นนุ่มๆ ที่เคลือบด้วยน้ำซอสสีคาราเมล ส่วนเนื้อแดงก็ดูดซับรสชาติของน้ำซอสเอาไว้จนชุ่มฉ่ำ
แค่คำแรกที่กัดเข้าไป เฉินชิงก็รู้สึกว่าจิตใจที่ห่อเหี่ยวของเธอได้รับการฟื้นฟูแล้ว
เฮ่อหย่วนมองเธอกินข้าวแก้มตุ่ยอย่างมีความสุข มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ไม่รู้ทำไมแค่เห็นเธอกินของอร่อย เขาก็มีความสุขไปด้วยแล้ว
พอเห็นว่าเธอกินจนอิ่มเรียบร้อยแล้ว เฮ่อหย่วนจึงเริ่มพูดถึงเรื่องที่ค้างคาใจเธออยู่
“ถ้าคุณไม่มีแผนเด็ดๆ ไปเสนอนะ บ้านพักพวกนั้นก็คงไม่พ้นตกไปอยู่ในมือญาติๆ ของพวกผู้ใหญ่หรอก คุณเป็นแค่ตัวกันคนอื่นเฉยๆ ไม่ต้องไปเครียดกับมันมากนะ”
ตอนนี้ทั้งโรงงานคงไม่มีใครเป็นที่สนใจมากไปกว่าเธออีกแล้ว
พวกผู้ใหญ่ต้องการคนที่จะมารับหน้าดึงดูดความสนใจของทุกคน เพื่อที่พวกเขาจะได้จัดการเรื่องต่างๆ ที่วางแผนไว้เบื้องหลังได้สะดวก
ดังนั้นไม่ว่าเฉินชิงจะทำอะไรออกมา พวกเขาก็จะคอยปล่อยข่าวชี้นำความคิดของคนอื่น ทำให้ช่วงแรกๆ เธอต้องโดนคนในโรงงานวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแน่นอน
แต่พอถึงตอนที่พวกเขาผลักดันแผนการของตัวเองออกมาจริงๆ คนที่เคยต่อว่าต่อขานก็คงจะเริ่มหมดแรงไปเอง แถมยังไม่มีอำนาจบารมีพอจะไปต่อสู้กับพวกเขาได้อยู่แล้ว
ถึงตอนนั้นเฉินชิงก็จะหลุดพ้นจากเสียงวิจารณ์ ส่วนพวกเขาก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ
สิ่งที่เฉินชิงยึดติดมากที่สุดในชีวิตที่แล้วก็คือการมีบ้านเป็นของตัวเอง พอได้ฟังสิ่งที่เฮ่อหย่วนพูด เธอก็รู้สึกแย่ขึ้นมาทันที
“อ้าว แล้วแบบนี้คนที่เขาเดือดร้อนเรื่องที่อยู่จริงๆ ก็อดได้บ้านกันพอดีสิ”
“ใช่ ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องรอให้ตึกที่ 3 สร้างเสร็จนั่นแหละ พนักงานธรรมดาๆ ถึงจะพอมีหวังได้บ้านกับเขาบ้าง”
โรงงานแห่งนี้มีหอพักพนักงานอยู่แล้ว แต่ห้องหนึ่งต้องอยู่รวมกันถึง 10 คน ถ้าพนักงานในโรงงานแต่งงานกันเอง ก็พอจะขอห้องเดี่ยวได้หนึ่งห้อง แต่ห้องก็เล็กซะจนแค่วางเตียงก็เต็มแล้ว หลายครอบครัวที่มีลูกสองคนก็ต้องอัดกันอยู่ในห้องเล็กๆ นั่น
ส่วนคนที่แต่งงานกับคนนอกโรงงานก็ทำได้แค่อยู่ในหอพักรวมต่อไป ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงลูกด้วยซ้ำ
เฉินชิงนิ่วหน้า “ฉันไม่ชอบเลยที่เป็นแบบนี้”
“แล้วคุณคิดว่าควรจะทำยังไงล่ะ”
“ก็ต้องเอาบ้านไปให้คนที่เขาต้องการจริงๆ สิ!”
“คุณก็ลองทำดูสิ” เฮ่อหย่วนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
“ผมเชื่อว่าคุณทำได้”
คำพูดของเขาทำให้เฉินชิงที่กำลังท้อแท้รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา เธอเผลอยืดตัวตรงโดยไม่รู้ตัว “ฉันเนี่ยนะจะทำได้”
“คุณทำได้อยู่แล้ว” เขาตอบอย่างมั่นใจ
ในสายตาของเขา เธอเป็นคนจิตใจดี และที่สำคัญคือเธอเป็นคนฉลาด
เฉินชิงกลับรู้สึกไม่มั่นใจ “ฉันขอเวลาคิดดูก่อนนะ”
ประสบการณ์ที่ผ่านมาในสังคมสอนให้เธอเป็นผู้ใหญ่ที่รอบคอบ ไม่ได้มีความกล้าบ้าบิ่นเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นอีกแล้ว
ทั้งคู่รู้ดีว่าลึกๆ แล้วเหล่าผู้บริหารแค่ต้องการใช้เธอเป็นเครื่องมือ แต่ถ้าเธอกล้าพอที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีปากมีเสียง การกระทำของพวกเขาก็จะกลายเป็นการมอบอำนาจให้เธอไปโดยปริยาย
“โธ่เอ๊ย ฉันเป็นแค่หัวหน้าทีมตัวเล็กๆ คนหนึ่งเองนะ” เธอโอดครวญออกมา
เฮ่อหย่วนเห็นท่าทางของเธอก็อดขำไม่ได้ เขาจึงแนะนำว่า “คุณลองไปสืบข้อมูลดูก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาตัดสินใจอีกที”
“ได้ ฉันจะลองดู” เฉินชิงพยักหน้ารับคำ
เมื่อเรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงต้องลองดูสักตั้ง
เธอฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างอ่อนล้า เฮ่อหย่วนจึงค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มสลวยของเธอเบาๆ สัมผัสที่ปลายนิ้วทำให้เขาที่ตั้งใจจะแค่ปลอบใจรู้สึกไม่อยากจะปล่อยมือ
เฉินชิงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา
แววตาของเธอทำให้เฮ่อหย่วนรู้สึกร้อนที่ใบหน้าขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“เอ่อ...ผมกลับไปทำงานก่อนนะครับ”
“ค่ะ” เธอตอบแล้วลุกขึ้นเดินไปส่งเขาที่ประตู
แววตาของเธอดูเหมือนไม่อยากให้เขาไป
เฮ่อหย่วนรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อบินวนอยู่ในท้อง เขายิ้มออกมาแล้วอดใจไม่ไหวที่จะยกมือขึ้นไปขยี้ผมของเธออีกครั้ง ผมหางม้าที่มัดไว้อย่างเรียบร้อยถูกทำให้ยุ่งเหยิงจนมีปอยผมชี้ออกมาสองสามเส้น ดูแล้วเหมือนลูกแมวที่โดนแกล้งจนขนฟู
เฉินชิงถลึงตาใส่เขา พยายามจะทำหน้าดุ แต่ริมฝีปากของเธอกลับยกยิ้มขึ้นมาก่อน
ภาพหวานแหววตรงหน้าทำให้เถียนเมิ่งหย่าที่เพิ่งกลับมาจากกินข้าวรู้สึกเลี่ยนจนแทบจะอาเจียน
พอเห็นว่าเฮ่อหย่วนเดินจากไปแล้ว เธอก็พูดกับเพื่อนอย่างงอนๆ ว่า “โอ๊ย... นึกว่าจะนั่งซึมแอบไปร้องไห้ที่ไหน ที่แท้ก็มีหนุ่มหล่อเอาของอร่อยมาปลอบใจถึงที่นี่เอง เป็นห่วงอยู่ตั้งนาน เสียแรงจริงๆ เลย”
เฉินชิงได้ยินก็หัวเราะออกมา
“แล้วนี่เธอคิดออกรึยังว่าจะทำยังไงต่อ” เถียนเมิ่งหย่าถาม
“ฉันกำลังจะหนีออกจากโรงงาน ไปสู่อ้อมกอดของโลกกว้างแล้วล่ะ” เฉินชิงตอบอย่างอารมณ์ดี
เถียนเมิ่งหย่าเห็นเพื่อนมีกำลังใจดีขนาดนี้ก็โล่งอก “ถ้างั้นก็ไปเที่ยวให้สนุกนะ”
“โอเค ฉันไปล่ะ”
ว่าแล้วเฉินชิงก็เดินออกจากห้องทำงานไปอย่างกระฉับกระเฉง
จุดหมายของเธอคือสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัย
ตามกฎแล้ว พนักงานของโรงงานทุกคนที่อยากได้บ้านพักต้องมายื่นเรื่องลงทะเบียนไว้ที่นี่ก่อน พอทางโรงงานจัดสรรโควตาให้แล้ว สำนักงานถึงจะอนุมัติเอกสารให้
เฉินชิงตั้งใจจะมาตรวจสอบรายชื่อของคนที่ยื่นเรื่องขอที่พักทั้งหมด
ดูเหมือนว่าข่าวเรื่องของเธอจะดังไปถึงที่นี่แล้ว เจ้าหน้าที่ของสำนักงานต่างรู้ว่าเธอคือคนร่างแผน และเป็นคนแรกที่มาขอตรวจสอบข้อมูล บางทีอาจจะเป็นคนสุดท้ายด้วย พวกเขาจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและอนุญาตให้เธอดูเอกสารได้ตามสบาย
แต่เมื่อเฉินชิงเห็นกองเอกสารที่สูงท่วมหัว เธอก็ต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายว่า ถ้าเธอต้องมานั่งคัดแยกเอกสารทั้งหมดนี่คนเดียว มีหวังได้ทำงานจนตายคาโต๊ะแน่ๆ
หญิงสาวไม่รอช้า เธอรีบกลับไปที่โรงงานเครื่องจักรอีกครั้ง “ฉันต้องการคนมาช่วยงานตรวจสอบค่ะ”
หัวหน้าหลิวทำหน้างง “เธอก็แค่เขียนแผนก็พอแล้ว จะไปสำรวจอะไรให้มันยุ่งยาก”
“ถ้าไม่ลงไปดูพื้นที่จริง แล้วจะเอาข้อมูลจากไหนมาเขียนแผนล่ะคะ” เฉินชิงขมวดคิ้ว
“หัวหน้าช่วยออกใบคำสั่งให้ฉันหน่อยสิคะ ฉันต้องการตัวเถียนเมิ่งหย่า ทาเลีย แล้วก็หวังเหมยฮวามาช่วยงานฉันในช่วงนี้ ส่วนงานเดิมของพวกเธอ คุณก็หาคนอื่นไปทำแทนแล้วกัน”
“ไม่มีทาง! หน้าที่ของเธอคือเขียนแผน แค่นั้นพอ” หัวหน้าหลิวปฏิเสธเสียงแข็ง
เฉินชิงถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมพร้อมลุย “ถ้างั้นก็ไม่ทำแล้วค่ะ! ฉันจะไปอาละวาดให้ทั่วโรงงานเดี๋ยวนี้เลย จะได้รู้กันไปว่าใครเป็นคนสั่งงานนี้ ฉันจะตามไปด่าให้ถึงบรรพบุรุษเลยคอยดู”
“เฮ้! เดี๋ยวๆๆๆ”
[จบบท]