บทที่ 198 เสียงประกาศิตของเฉินชิง
ด้วยความสามารถในการเจรจาบวกกับความใจกล้าหน้าทน ในที่สุดเฉินชิงก็ได้กำลังเสริมมาช่วยงานที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยถึงสามคน หญิงสาวอธิบายแผนการทำงานให้เพื่อนๆ ฟังอย่างกระตือรือร้น
“ฉันไปหาตะกร้ามาได้สี่ใบ แล้วก็เขียนป้ายแปะไว้ที่หน้าตะกร้าแต่ละใบแล้วด้วย แยกเป็นประเภท ‘ครอบครัวทหารและผู้พิการ’ ‘พนักงานอายุงานเกิน 10 ปี’ ‘ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น’ แล้วก็ ‘ครัวเรือนผู้ยากลำบาก’”
เธอชี้ไปที่ตะกร้าใบสุดท้ายเพื่ออธิบายเพิ่มเติม “ส่วน ‘ครัวเรือนผู้ยากลำบาก’ จะหมายถึงพวกบ้านที่อยู่กันสามรุ่นในหลังคาเดียว หรือพวกคู่สามีภรรยาที่มีลูกแล้วแต่ยังต้องแยกกันอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือบ้านที่คนเยอะแต่ที่อยู่ไม่พอนั่นแหละ”
แววตาของเธอจริงจังขึ้น “หน้าที่ของพวกเธอคือเอาเอกสารทั้งหมดมากองรวมกัน แล้วช่วยกันคัดแยกตามเกณฑ์ที่ฉันบอก”
“จากนั้นก็เอาไปใส่ในตะกร้าให้ถูกใบ ส่วนเอกสารที่ไม่เข้าข่ายทั้งสี่ประเภทนี้เลย ก็ให้ใส่คืนในกล่องไม้ใบเดิมไปก่อน ทุกคนเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”
ทั้งสามคนพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน
เฉินชิงยิ้มกว้างพลางตบมือเบาๆ เป็นการให้สัญญาณ “เยี่ยม งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ไม่ต้องรีบร้อนนะ ทำช้าๆ แต่ขอให้ตรวจดูให้ละเอียดรอบคอบที่สุด ถ้าใครไม่แน่ใจตรงไหนให้รีบถามฉันได้เลย”
เถียนเมิ่งหย่ามองภาพเฉินชิงที่กำลังสั่งงานอย่างคล่องแคล่วด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความนับถืออยู่ในใจ
ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ เธอกลับสามารถคิดหาทางออกได้อย่างรวดเร็วและลงมือทำในทันทีโดยไม่แม้แต่จะลังเล มันเป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ
หวังเหมยฮวาซึ่งเป็นคนจริงจังและลงมือทำมากกว่าพูด เมื่อเห็นว่าเฉินชิงเอาจริงเอาจังกับงานนี้ เธอก็ไม่รอช้า ก้มหน้าก้มตาเริ่มคัดแยกเอกสารเป็นคนแรก
ทาเลียเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบลงมือทำงานตามไปติดๆ
เถียนเมิ่งหย่ารู้ดีว่าทาเลียกับเฉินชิงเป็นเพื่อนรักที่สนิทกันมาก เธออดที่จะรู้สึกอิจฉาในความสัมพันธ์นั้นไม่ได้ จึงเร่งสปีดมือของตัวเองให้เร็วขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าเธอก็มีประโยชน์ไม่แพ้ใครเหมือนกัน
หญิงสาวทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันอยู่ในห้องทำงานเล็กๆ ของสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัย เสียงพลิกกระดาษดังเคล้าคลอไปกับเสียงถอนหายใจเป็นระยะ
ในมือของพวกเธอกำความหวังของผู้คนในโรงงานไว้มากมาย ทุกคนจึงตั้งใจตรวจสอบเอกสารทุกฉบับอย่างละเอียด ก่อนจะบรรจงวางมันลงในตะกร้าที่ถูกต้อง
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงสมาธิที่จดจ่ออยู่กับกองเอกสารตรงหน้า บทสนทนาที่เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง มักจะเป็นคำถามที่ใครสักคนเอ่ยถามเฉินชิงเพื่อความแน่ใจ
สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยแห่งนี้มีพนักงานประจำอยู่เพียงแค่สามคนเท่านั้น เป็นผู้หญิงหนึ่งคนและผู้ชายอีกสองคน
พวกเขาเห็นหญิงสาวแปลกหน้าสี่คนเข้ามาใช้ห้องทำงาน จึงแอบเดินมาด้อมๆ มองๆ ด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นว่าพวกเธอกำลังตั้งอกตั้งใจทำตามระเบียบการอย่างเคร่งครัด ก็อดรู้สึกทึ่งปนกับความรู้สึกว่าพวกเธอช่างซื่อตรงเสียจริงไม่ได้
แต่ก็นั่นแหละ ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครมาติดต่อเรื่องเช่าหรือขายบ้าน สำนักงานของพวกเขาก็เงียบเหงาจนแทบจะไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว
ด้วยความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม พนักงานชายสองคนจึงตัดสินใจเดินเข้าไปเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ
เฉินชิงรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของพวกเขาอย่างมาก เธอจึงมอบหมายหน้าที่สำคัญให้
“ถ้างั้นรบกวนคุณช่วยตรวจสอบเอกสารที่พวกเราคัดแยกแล้วอีกรอบได้ไหมคะ เผื่อว่าอาจจะมีอะไรตกหล่นไป”
“ไม่มีปัญหาครับ” ชายคนหนึ่งตอบรับอย่างแข็งขัน
แล้วทั้งสองก็เข้าร่วมวงทำงานด้วยกันในทันที
ตอนนี้พวกเขามีคนช่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นหกคน แต่ถึงอย่างนั้น การตรวจสอบเอกสารเกือบพันฉบับก็ยังคงเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเกินกว่าจะทำให้เสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
เฉินชิงจึงประกาศกับทุกคน “วันนี้เราทำงานตามเวลาปกติก็พอค่ะ ไม่ต้องหักโหม ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยกันมากจริงๆ”
เธอนึกขำในใจ การเป็นเพื่อนกับเธอนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ พอถึงเวลาคับขันทีไรก็ต้องถูกลากมาช่วยใช้แรงงานทุกที
เถียนเมิ่งหย่ากลับรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่คุ้มค่าและมีความหมายอย่างบอกไม่ถูก งานที่เธอทำในโรงงานเครื่องจักรช่างซ้ำซากจำเจและน่าเบื่อหน่าย ไม่เคยมีเรื่องท้าทายแบบนี้เข้ามาเลย
การได้มานั่งตรวจสอบเอกสารของเพื่อนร่วมโรงงาน ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตคนอื่น มันน่าสนใจกว่าที่คิดไว้มาก
หวังเหมยฮวาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ ในฐานะหญิงตั้งครรภ์ที่ยังต้องทำงานหนักในแผนก การนั่งคัดแยกเอกสารอยู่กับที่แบบนี้ถือเป็นเรื่องที่สบายมากสำหรับเธอ
ส่วนทาเลียนั้น ขอแค่ได้ใช้เวลาอยู่กับเฉินชิง เธอก็มีความสุขที่สุดแล้ว
หลังจากเลิกงาน เฉินชิงได้ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเพื่อขอกุญแจห้องทำงานเล็กๆ ห้องนั้นมาเก็บไว้กับตัว แม้ว่าโอกาสที่จะมีใครบุกรุกเข้าไปทำลายเอกสารจะมีน้อยเต็มที แต่การมีกุญแจไว้ในมือก็ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะ
เมื่อส่งเพื่อนๆ แยกย้ายกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว เฉินชิงก็มุ่งหน้ากลับบ้านของตัวเองบ้าง แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
หน้าประตูบ้านของเธอมีกลุ่มคนจำนวนมากยืนออกันอยู่จนแน่นขนัดไปหมด หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น “มาทำอะไรกันเยอะแยะคะ!”
เสียงของเธอทำให้ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว ก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มและเข้ามาประจบประแจงในทันที
“หัวหน้าทีมเฉิน ได้ยินว่าคุณเป็นคนดูแลเรื่องการจัดสรรบ้านพักเหรอ ยังไงก็ฝากดูบ้านฉันด้วยนะ ที่บ้านมีลูกตั้งห้าคน ตอนนี้แต่ละคนก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่า ถ้ายังไม่มีห้องเป็นของตัวเองก็คงจะแต่งงานกันไม่ได้สักที”
ชายอีกคนรีบแทรกขึ้นมา “บ้านผมลำบากกว่าอีกครับแม่ผมป่วยเป็นอัมพาตนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน พวกเราที่เหลือเลยต้องนอนเบียดกันอยู่บนพื้น หัวหน้าทีมเฉินยังไงก็ต้องช่วยพิจารณาบ้านผมเป็นกรณีพิเศษนะครับ”
เสียงร้องขอและโอดครวญดังขึ้นระงมจนน่าปวดหัว เฉินชิงจึงตัดสินใจพูดตัดบทเสียงดังฟังชัด
“ตอนนี้เป็นเวลาเลิกงานของฉันแล้ว ฉันจะไม่คุยเรื่องงานเด็ดขาด ถ้าพวกคุณยังไม่ยอมหลีกทางให้ฉันเข้าบ้านดีๆ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปหยิบมีดในครัวออกมาคุยด้วยแล้วนะ”
“โธ่ หัวหน้าทีมเฉิน อย่าใจร้ายกับพวกเราอย่างนี้สิครับ ถ้าทำแบบนี้แล้วพวกเราจะไปพึ่งใครได้”
“ใช่ๆ บ้านพักทหารรอบนี้เป็นความหวังสุดท้ายของครอบครัวเราแล้วนะ ถ้าพวกเราไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องพากันไปกระโดดน้ำตายทั้งบ้านแน่ๆ”
หญิงคนหนึ่งพยายามยัดของในมือใส่มือเธอ “หัวหน้าทีมเฉินคะ นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันตั้งใจเตรียมมาให้ รับไว้เถอะนะคะ”
เฉินชิงเริ่มจะหมดความอดทน เธอเบียดตัวฝ่าวงล้อมของผู้คนออกไป แล้วตรงไปที่สำนักงานเขตทันที
“พวกคุณทำงานกันยังไงคะ รีบมาจัดการไล่คนพวกนี้ไปให้พ้นๆ หน้าบ้านฉันเดี๋ยวนี้เลย”
หัวหน้าเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตถึงกับหน้าสั่นด้วยความโกรธ แต่พอได้สบตากับแววตาที่พร้อมจะเอาเรื่องของเฉินชิง เขาก็จำต้องเรียกเจ้าหน้าที่ที่ยังเหลืออยู่ให้ไปจัดการกับฝูงชนตามที่เธอบอก
แต่กลุ่มคนที่มาเพื่อหวังจะตีสนิทกับเฉินชิงก็ไม่ยอมล่าถอยไปง่ายๆ ทั้งสองฝ่ายยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นานเกือบสองชั่วโมง จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้วนั่นแหละ พวกเขาถึงจะยอมสลายตัวไปในที่สุด
หลังจากเหตุการณ์สงบลง เพื่อนบ้านหลายคนก็พากันมาต่อว่าเธอ “เฉินชิง เธอทำแบบนี้มันทำให้พวกเราเดือดร้อนไปด้วยนะ ตอนเลิกงานจะกลับเข้าบ้านก็เข้าไม่ได้”
ผู้คนจำนวนมากยืนออขวางทางเข้าออกจนเต็มซอย ทำให้พวกเขาไม่สามารถเบียดตัวเข้าไปได้ ทำได้เพียงยืนรออย่างหัวเสียอยู่ข้างนอก
เฉินชิงยกมือนวดขมับที่เต้นตุบๆ ก่อนจะหันไปกล่าวขอโทษทุกคนอย่างจริงใจ
“ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ วันนี้เป็นความผิดของฉันเอง ฉันสัญญาว่าจะรีบจัดการปัญหานี้ให้เรียบร้อย จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้มารบกวนการใช้ชีวิตของทุกคนอีกแน่นอนค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทีที่อ่อนลงและคำขอโทษอย่างจริงใจของเธอ ความโกรธของเพื่อนบ้านก็ดูเหมือนจะบรรเทาลงไปอย่างน่าประหลาด พวกเขาไม่ได้ติดใจเอาความอะไรอีกและแยกย้ายกันกลับเข้าบ้านของตัวเองไป
คืนนั้นเฉินชิงนอนหลับไปพร้อมกับความเหนื่อยล้าสะสม เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจึงรีบตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางและตรงไปยังห้องกระจายเสียงของโรงงานเครื่องจักรทันที เธอนั่งรอเวลาเข้างานอย่างเงียบๆ ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
ซูม่านม่านที่เดินเข้ามาเจอถึงกับสะดุ้ง “เธอ... เธอมาทำอะไรที่นี่”
ท่าทางของเฉินชิงในตอนนี้ดูน่ากลัวเหมือนนางพญาเสือที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ ซูม่านม่านไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่ยืนเกาะขอบประตูแล้วแสร้งทำเป็นใจกล้าพูดขู่ไปว่า
“ฉันเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าเธอคิดจะก่อเรื่องทะเลาะวิวาทในโรงงานล่ะก็ จะต้องถูกเรียกไปวิจารณ์ต่อหน้าคนทั้งหมดในการประชุมใหญ่แน่”
เฉินชิงตวัดสายตาคมกริบไปมอง “เงียบเถอะน่า!”
เมื่อเสียงออดสัญญาณเข้างานของโรงงานเครื่องจักรดังขึ้น เฉินชิงก็คว้าไมโครโฟนขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
“สหายทุกท่าน สวัสดีตอนเช้าค่ะ ดิฉันเฉินชิง จากคณะกรรมการโรงงาน วันนี้มีเรื่องสำคัญจะมาแจ้งให้ทุกท่านทราบ ขอให้ทุกท่านโปรดตั้งใจฟัง”
เสียงของเธอทำให้ทุกคนที่กำลังทำงานอยู่ต้องหยุดชะงักและหันไปมองยังที่มาของเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย
“ดิฉันขอประกาศอย่างเป็นทางการ ณ ที่นี้”
“ดิฉันเป็นเพียงผู้รับผิดชอบในการร่างโครงการเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจในการจัดสรรบ้านพัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอให้ทุกท่านโปรดตั้งใจฟังเนื้อหาดังต่อไปนี้ให้ดี”
“ข้อที่ 1 การยื่นขอที่พักอาศัยทุกฉบับจะได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียม จะไม่มีการรับการขอร้องหรือการฝากฝังในทุกรูปแบบ”
“ข้อที่ 2 หากตรวจสอบพบว่ามีการติดสินบนด้วยของขวัญหรือการเชิญไปรับประทานอาหาร ผู้ยื่นคำร้องจะถูกหักคะแนนคุณสมบัติ 10 คะแนนทันที”
“ข้อที่ 3 สำหรับบุคคลใดก็ตามที่พยายามเข้ามาก่อกวนหรือข่มขู่ ดิฉันจะยื่นเรื่องต่อองค์กรเพื่อขอให้ตัดสิทธิ์ในการจัดสรรบ้านพักในครั้งนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น”
“และข้อที่ 4 การตัดสินใจของเฉินชิงถือเป็นที่สิ้นสุด”
“หากท่านใดฟังไม่ชัดก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ที่บริเวณหน้าประตูอาคารสำนักงาน ดิฉันได้นำป้ายประกาศไปติดตั้งไว้แล้ว”
“ทุกท่านสามารถแวะอ่านรายละเอียดได้ในระหว่างที่เดินผ่าน ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่รบกวนเวลาอันมีค่าของทุกท่านในช่วงเช้าเป็นเวลา 2 นาที และขอให้ทุกท่านเริ่มต้นวันทำงานอย่างมีความสุขค่ะ”
สิ้นเสียงประกาศของเฉินชิง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งโรงงาน
มีคนงานบางส่วนที่แอบเวลาพักไปดูป้ายประกาศที่เฉินชิงติดไว้หน้าอาคารสำนักงานด้วยตาตัวเอง ซึ่งเนื้อหาก็ตรงกับที่เธอประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียงเมื่อเช้าทุกประการ
ที่น่าสนใจคือบริเวณท้ายลายเซ็นของเธอ มีการใช้ปากกาสีแดงวาดเครื่องหมายอัศเจรีย์ตัวใหญ่ยักษ์กำกับไว้ด้วย ซึ่งมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าของลายมือนั้นกำลังโกรธจัดขนาดไหน
แน่นอนว่าเมื่อเรื่องราวใหญ่โตจนเป็นที่โจษจันไปทั่วทั้งโรงงาน เลขาธิการพรรคหยางก็ต้องเข้ามาจัดการตามระเบียบ เขาตรงมาที่ห้องกระจายเสียงและเอ่ยถามเฉินชิงด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ทำไมเธอถึงใช้เครื่องกระจายเสียงของโรงงานตามอำเภอใจแบบนี้”
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “บทลงโทษสำหรับเรื่องนี้คือการเขียนรายงานสำนึกผิดความยาว 2000 ตัวอักษรใช่ไหมคะ”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ ดิฉันเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว” เฉินชิงหยิบกระดาษที่พับไว้อย่างดีออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้เขา
“ดิฉันได้สำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองอย่างสุดซึ้งแล้วค่ะ คงต้องรบกวนเลขาธิการพรรคหยางช่วยนำเรื่องของดิฉันไปวิจารณ์ในการประชุมใหญ่ครั้งหน้าด้วยนะคะ ตอนนี้ดิฉันมีธุระต้องไปทำต่อ ขอตัวก่อนค่ะ”
[จบบท]