บทที่ 199 ย่างเท้าก้าวแรกของการสำรวจ
สายลมเย็นระลอกหนึ่งพัดโชยมาปะทะร่าง เลขานุการพรรคหยางที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นถึงกับรู้สึกเหมือนสติหลุดลอยไปชั่วครู่
พอรู้สึกตัวอีกที ร่างของเฉินชิงก็ลับหายไปจากสายตาแล้ว เขาจึงเดินช้าๆ ไปหยุดอยู่หน้ากระดานประกาศ ตั้งใจจะดึงมันออก แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาขัดจังหวะ
“ท่านเลขาคะ เราสัญญากับหัวหน้าทีมเฉินแล้วว่าจะดูแลมันอย่างดี อีกอย่างกระดานประกาศก็ตั้งอยู่หน้าสหพันธ์สตรีของเรา ไม่ได้ผิดระเบียบอะไรนี่คะ” สหายหญิงคนหนึ่งจากสหพันธ์สตรีเอ่ยขึ้น
เลขานุการพรรคหยางชะงักไป เขากำลังจะหาเหตุผลมาโต้แย้ง แต่สายตาก็พลันสบเข้ากับรอยยิ้มของหัวหน้าหลินที่ยืนอยู่ในห้องพอดี นิ้วที่กำลังจะยื่นออกไปพลันแข็งทื่อ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มแหยๆ
“อืม ฉันเข้าใจแล้ว”
เขาทำได้เพียงกำรายงานสำนึกผิดที่อุตส่าห์บรรจงเขียนอย่างสุดความสามารถเดินกลับเข้าห้องทำงานไป ความรู้สึกปวดหัวตึ้บๆ กับเรื่องงานที่ไม่เป็นเรื่องถาโถมเข้ามาอย่างช่วยไม่ได้
ผู้จัดการเสิ่นเองก็เห็นประกาศที่เฉินชิงนำมาติดไว้เช่นกัน เขายืนมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับเลขานุการของตน
“ในช่วงเวลาแบบนี้ เราต้องการคนหนุ่มสาวที่ยึดมั่นในหลักการอย่างเฉินชิงนี่แหละ”
เขาพยักหน้ากับตัวเอง รู้สึกพึงพอใจกับสายตาในการเลือกคนของตนเองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายที่เฉินชิงทำจะออกมาเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด ทัศนคติในการทำงานของเธอก็ถือว่ายอดเยี่ยม
ขณะนั้นเอง หัวหน้าหลินก็เดินออกมาจากสำนักงานสหพันธ์สตรีพร้อมกับรอยยิ้ม
“คนหนุ่มสาวไฟแรง ผู้นำก็ต้องสนับสนุนนะคะ ทางที่ดีคือถ้าเสี่ยวชิงมีปัญหาอะไรก็ไปรายงานคุณได้โดยตรงเลย ผู้จัดการเสิ่นว่าจริงไหมคะ”
“ฮ่าๆ ที่หัวหน้าหลินพูดก็ถูกครับ” ผู้จัดการเสิ่นหัวเราะกลบเกลื่อน
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปบอกเสี่ยวชิงตามนี้นะคะ” หัวหน้าหลินยังคงยิ้ม
ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผู้จัดการเสิ่นว่าเรื่องนี้ไม่ดีแน่ เขาจึงรีบชี้ขึ้นไปบนตึก
“ผมยังมีธุระ ขอตัวก่อนนะครับ”
หัวหน้าหลินมองตามร่างสูงที่รีบเดินจ้ำอ้าวจากไปพลางยิ้มบางๆ
“เชิญตามสบายเลยค่ะ”
***
หลังจากจัดการเรื่องที่โรงงานเครื่องจักรเรียบร้อย เฉินชิงก็มุ่งหน้ากลับไปยังสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยทันที ที่นั่น สมาชิกในทีมของเธอกำลังรออยู่แล้ว และทั้งหมดก็เข้าสู่โหมดการทำงานที่แสนจะวุ่นวายอีกครั้ง
ตั้งแต่แปดโมงเช้าจรดหกโมงเย็น ทุกคนก้มหน้าก้มตาตรวจสอบเอกสารกองโตเกือบพันฉบับอย่างขะมักเขม้น ในที่สุดก็สามารถคัดแยกและจัดหมวดหมู่ได้สำเร็จ โดยมีครอบครัวที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้นสูงถึง 213 ครัวเรือน!
เฉินชิงบิดขี้เกียจพลางถอนหายใจยาว “ไม่ไหวแล้ว กลับบ้านก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่นะทุกคน”
เถียนเมิ่งหย่าไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้าขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เธอลากร่างกายที่อ่อนเปลี้ยกลับบ้าน และก็เป็นไปตามคาด เธอถูกพ่อของเธอดุเข้าจนได้
“ลูกไปสุงสิงกับเฉินชิง เดี๋ยวก็โดนมันลากไปทำเรื่องไม่ดีหรอก”
“ประวัติเขาขาวสะอาดจะตาย จะพาหนูไปเสียคนได้ยังไงกันคะ!” เถียนเมิ่งหย่าเผลอเถียงกลับไปอย่างเหลืออด
รองผู้จัดการโรงงานเถียนทุบแก้วน้ำลงบนโต๊ะเสียงดังปัง! “พ่อสอนลูกมายังไง ทำไมตอนนี้ถึงพูดจาดีๆ กับพ่อไม่เป็นแล้วใช่ไหม! พ่อกับแม่ทำงานสายตัวแทบขาดมาตั้งหลายปีก็เพื่อใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อลูก ลองออกไปดูข้างนอกสิ มีเด็กผู้หญิงที่ไหนสุขสบายเท่าลูกบ้าง ทำไมยังไม่รู้จักพออีก”
เถียนเมิ่งหย่าสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มก้อนสะอื้นไม่ให้หลุดออกมาเป็นน้ำตา เสียงของเธอแหบเครือ “หนูขอเข้าห้องก่อนนะคะ”
“ห้ามปิดประตู! มีความลับอะไรนักหนา ถึงต้องขังตัวเองอยู่ในห้องตลอดเวลา” พ่อของเธอยังคงบ่นไม่หยุด
“บอกให้หาลูกเขยแต่งเข้าบ้าน หามาตั้งนานก็ยังไม่ได้เรื่อง เป็นผู้หญิงทำไมถึงได้เลือกเยอะขนาดนี้”
แม่ของเธอรีบเข้ามาขัดจังหวะสามีและพูดปกป้องลูกสาว “เรื่องลูกเขยแต่งเข้า เราค่อยๆ นัดดูตัวไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอคนที่ใช่เองแหละค่ะ”
“ตอนนี้ให้เสี่ยวหย่าไปไหนมาไหนกับเฉินชิงบ่อยๆ ก็ดีแล้ว ถือโอกาสตอนยังสาวเที่ยวเล่นให้เต็มที่ พอแต่งงานไปก็ต้องอยู่กับเหย้าเฝ้าเรือน ดูแลสามีเลี้ยงลูกแล้ว”
คำพูดของแม่ทำให้เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ เธออยากจะตะโกนออกไปว่าเธอกำลังทำงานที่มีความหมาย ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น!
“ช่างเถอะ ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ผมคงคุมไม่อยู่” รองผู้จัดการโรงงานเถียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
แม่ของเธอยิ้มให้ลูกสาว ก่อนจะยื่นเงิน 10 หยวนพร้อมตั๋วปันส่วนต่างๆ ให้ “ช่วงนี้ต้องกินข้าวนอกบ้านบ่อยใช่ไหมลูก กินของดีๆ หน่อยนะ พ่อเขาช่วงนี้งานไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ ลูกก็เข้าใจเขาหน่อยนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูมีเงินเดือน”
“รับไปเถอะ ลูกเป็นลูกสาวรองผู้จัดการโรงงานนะ ก็ต้องกินดีอยู่ดีสิ” แววตาของแม่เต็มไปด้วยความรักและความอ่อนโยน
เถียนเมิ่งหย่ากลับรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก “แม่คะ หนูอยากนอนพักสักหน่อย”
“จ้ะ ได้สิลูก เดี๋ยวแม่ปิดประตูให้” เธอบรรจงทัดปอยผมให้ลูกสาวก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูปิดลงอย่างเบามือ
ทันทีที่ลับหลังลูกสาว รองผู้จัดการโรงงานเถียนก็หันมาพาลใส่ภรรยาทันที
“ก็ตามใจกันเข้าไป ที่ลูกดื้อด้านไม่เชื่อฟังก็เพราะคุณนั่นแหละ! ผมบอกให้ชงชา ผ่านมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ทำไมยังชงไม่เป็นอีก!”
“ไม่รู้ว่าตอนนั้นผมไปคว้าคนบ้านนอกอย่างคุณมาเป็นภรรยาได้ยังไง ตอนนี้พาไปไหนด้วยก็มีแต่ขายขี้หน้า!”
เสียงด่าทอที่คุ้นเคยลอยเข้าหู เถียนเมิ่งหย่าได้แต่นอนกำหมัดแน่น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมา เธอเกลียดที่แม่ไม่เคยปริปากเถียง และยิ่งเกลียดตัวเองที่อ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องแม่ได้
เธอนอนร้องไห้จนหมดแรง คิดว่าคืนนี้คงจะข่มตาหลับลงได้ยาก แต่ผิดคาด เพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวันทำให้เธอผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว ในความฝันของเธอมีแต่ตัวเลขปีอายุงานวนเวียนอยู่เต็มไปหมด
เช้าวันต่อมา เถียนเมิ่งหย่าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เธอก็มุ่งหน้าไปยังสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัย ที่นั่นทุกคนดูสดใสและกระปรี้กระเปร่า เธอยิ้มทักทายหวังเหมยฮวา
“เหมยฮวา วันนี้เป็นยังไงบ้าง”
“สบายดีจ้ะ” หวังเหมยฮวาตอบกลับ
“ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันมองเธอแต่ไกลเลย ไม่กล้ามองท้องน่ะ ได้แต่มองหน้าเธออย่างเดียว” คำพูดของเถียนเมิ่งหย่าทำให้หวังเหมยฮวาหลุดขำออกมา
ส่วนทาเลียยังคงนั่งเงียบๆ ตามสไตล์ของเธอ คอยรับฟังบทสนทนาและจะตอบกลับก็ต่อเมื่อถูกถามเท่านั้น บรรยากาศระหว่างทั้งสามจึงดูเกร็งๆ เล็กน้อย จนกระทั่งการมาถึงของเฉินชิงที่ทำให้ทุกอย่างกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“วันนี้เรามาจัดการคะแนนของทหารผ่านศึกกับผู้พิการกันก่อนนะ สำหรับทหารผ่านศึก อายุงานจะนับตามปีจริง ส่วนอายุราชการทหารจะคูณ 1.2 เท่าเข้าไปในอายุงาน ผู้พิการก็เหมือนกัน”
“พอเราได้รายชื่อ 30 อันดับแรกมาแล้ว ก็จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่ทำงานกับที่บ้านของพวกเขากัน ดูว่าสภาพความเป็นอยู่จริงๆ เป็นยังไง“ เฉินชิงอธิบายแผนงานของวันนี้
ทั้งสามคนพยักหน้ารับทราบและลงมือทำงานทันที ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นระบบ
หลังจากได้รายชื่อ 30 อันดับแรกมาแล้ว ทั้งสี่คนก็แบ่งหน้าที่กัน เฉินชิงกับเถียนเมิ่งหย่ารับหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนทาเลียกับหวังเหมยฮวาจะอยู่ที่สำนักงานเพื่อคำนวณคะแนนในส่วนของครอบครัวที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติต่อไป
ก่อนออกจากสำนักงาน เฉินชิงไม่ลืมที่จะหยิบบัตรประจำตัวพนักงานของสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยติดมือไปด้วย
เถียนเมิ่งหย่าดูตื่นเต้นเป็นพิเศษที่ได้ออกทำงานภาคสนามกับเฉินชิง
“เราจะไปที่ไหนกันก่อนดีล่ะ”
“ฉันวางแผนเส้นทางไว้หมดแล้ว เราจะนั่งรถไปที่ที่ไกลที่สุดก่อน แล้วค่อยๆ เดินสำรวจกลับมา เป้าหมายหลักคือตรวจสอบข้อมูลอายุงาน ความพิการ แล้วก็สภาพบ้านของแต่ละคนให้ตรงกับเอกสาร”
เฉินชิงนำทางไปยังที่อยู่แรกตามข้อมูลในแฟ้ม
เป้าหมายแรกของพวกเธอคือเจ้าหน้าที่จากแผนกรักษาความปลอดภัย ในเอกสารระบุข้อมูลของเขาไว้เพียงสั้นๆ ว่า “วีรบุรุษสงคราม พิการจากการปฏิบัติหน้าที่ มารดาป่วย”
หลังจากเดินทางมาถึงจุดหมาย ทั้งสองก็ต้องเอ่ยปากถามทางจากชาวบ้านแถวนั้นอยู่พักใหญ่ กว่าจะหาบ้านดินหลังเตี้ยๆ ที่ต้องการเจอ ที่หน้าบ้านมีแปลงผักเล็กๆ ที่ถูกจัดแจงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มองแล้วสบายตา
ตัวบ้านดูเล็กและเก่า ประตูทำจากแผ่นไม้บางๆ เฉินชิงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะเบาๆ
คนที่เปิดประตูออกมาคือชายคนหนึ่ง เฉินชิงเหลือบมองรูปถ่ายในแฟ้ม ซึ่งเป็นภาพของชายวัยสามสิบต้นๆ ที่มีคิ้วเข้มคม ดวงตาดุจดาว
แต่ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอกลับดูผอมโซกว่าในรูปมาก ริ้วรอยระหว่างคิ้วก็ลึกกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญ แขนเสื้อข้างขวาของเขาก็ว่างเปล่า
สวี่จื้อเฉียงมองผู้มาเยือนทั้งสองอย่างประหลาดใจ
“สวัสดีค่ะสหายสวี่ ฉันชื่อเฉินชิง เป็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องการจัดสรรที่พักของโรงงานค่ะ” เฉินชิงแสดงบัตรประจำตัวเพื่อให้เขาดู
“เราอยากจะมาสอบถามเกี่ยวกับความต้องการด้านที่พักของคุณค่ะ”
สวี่จื้อเฉียงมีสีหน้างุนงง เขามองเฉินชิงสลับกับเถียนเมิ่งหย่า ก่อนจะเบี่ยงตัวหลีกทางให้
“เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ แต่ว่าในบ้านรกหน่อยนะ“
สภาพภายในบ้านนั้นทั้งคับแคบและมืดทึบยิ่งกว่าที่พวกเธอจินตนาการไว้เสียอีก
เตียงไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งห้อง บนเตียงมีร่างของหญิงชราผมขาวคนหนึ่งนอนหลับตาอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน
ที่มุมห้องมีกล่องกระดาษหลายใบวางซ้อนกันอยู่ และด้านบนสุดก็ถูกใช้เป็นที่ตั้งเตาทำอาหารแบบง่ายๆ
[จบบท]