บทที่ 208: โล้ชิงช้า
เฉินชิงก้าวเท้ากลับมาถึงบ้านด้วยสภาพที่เหมือนกับคนพลังงานหมด ร่างกายของเธอหนักอึ้งไปทุกส่วนจนแทบจะลากขาไม่ไหว
พอเปิดประตูห้องนอนเข้าไปได้ เธอก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนอนทันทีราวกับคนไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว เธอคว้าผ้าห่มผืนหนามาคลุมโปงตั้งแต่หัวจรดเท้า ตัดขาดตัวเองออกจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์
ไม่นานหลังจากนั้น เฮ่ออวี้เสียงกับเฮ่ออวี้ถิงก็กลับมาจากโรงเรียน เมื่อไม่เห็นน้าสาวอยู่ในห้องนั่งเล่น ทั้งคู่ก็คิดว่าเธอยังไม่กลับมา จึงแยกย้ายกันไปทำการบ้านและทำงานบ้านของตัวเองตามปกติ
เฮ่ออวี้ถิงจัดแจงอาหารเย็นไปพลางชะเง้อมองไปทางประตูไปพลาง แต่คนที่เธอรอคอยยังไม่มา คนที่ปรากฏตัวก่อนกลับเป็นอาของเธอ
“อ้าว คุณอา” เด็กสาวทักทาย
“คุณน้าของหนูยังไม่กลับมาเลยค่ะ”
“อาว่าน้ากลับมาแล้วนะ น่าจะอยู่ในห้อง” เฮ่อหย่วนตอบ พลางมองไปทางประตูห้องนอนที่ปิดสนิท
“จริงเหรอคะ” เฮ่ออวี้ถิงแปลกใจ
เฮ่อหย่วนย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาของหลานสาว “เดี๋ยวอาขอเข้าไปคุยกับน้าเขาก่อนนะ แล้วจะออกมาเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ดีไหม”
เด็กสาวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “ค่ะคุณอา”
เฮ่อหย่วนเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องของเฉินชิงแล้วยกมือขึ้นเคาะเบาๆ
เสียงกุกกักดังมาจากด้านใน ก่อนที่ประตูจะแง้มออกเล็กน้อย ศีรษะที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงของเฉินชิงโผล่ออกมา ดวงตาของเธอมองมาที่เขาอย่างน่าเวทนา
เขาก้าวเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูตามหลัง จากนั้นก็เดินไปนั่งลงบนขอบเตียง มือหนาเอื้อมไปจัดเส้นผมที่ปรกลงมาปิดหน้าเธออย่างแผ่วเบา
“คุณทำดีที่สุดแล้ว”
“แต่ฉันเสียใจนี่” เฉินชิงขยับตัวลุกขึ้นนั่งดีๆ เพื่อเผชิญหน้ากับเขา
“คุณรู้ไหมว่าฉันกำลังจะถูกย้ายไปทำงานในแผนกผลิตแล้วนะ ที่ฉันทุ่มเทไปทั้งหมดมันเพื่ออะไรกัน”
เธอนึกย้อนไปถึงตอนที่เดินออกจากโรงงานด้วยมาดมั่น เธอก็ได้แต่คิดว่าตัวเองคงถูกวิญญาณสาวน้อยเลือดร้อนเข้าสิงไปชั่วขณะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำอะไรที่ขาดสติแบบนั้นลงไป
“ฉันมันไม่ใช่คนดีอะไรเลย หลังจากนี้ฉันจะไม่เป็นคนดีอีกแล้ว ฉันขอสาบานเลยว่าจะเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้หญิงใจร้าย จะไม่ทำอะไรวู่วาม ไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบนี้อีกเด็ดขาด ฮือ...” เฉินชิงแหงนหน้าร้องโวยวายออกมาอย่างอัดอั้น
ภาพนั้นทำให้เฮ่อหย่วนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาเอนตัวไปพิงไหล่ของเธออย่างผ่อนคลาย
“คุณยังจะมีหน้ามาขำอีกเหรอ ทั้งหมดมันเป็นความผิดของคุณคนเดียวเลยที่มายุยงส่งเสริมฉัน บอกว่าฉันเป็นคนดีนักหนา”
“ดูผลที่ได้สิ จากตำแหน่งหัวหน้าทีมของคณะกรรมการโรงงานที่ใครๆ ก็เกรงใจ ตอนนี้ฉันกลายเป็นแค่คนงานกะดึกในแผนกผลิตไปแล้ว คุณนั่นแหละที่ทำให้ฉันโดนลดตำแหน่ง ฉันจะจดจำเรื่องนี้ไปจนวันตายเลย คอยดู”
“ครับ ผมผิดไปแล้ว” เฮ่อหย่วนรับผิดแต่โดยดี
“ถ้าสำนึกผิดก็เลิกขำเดี๋ยวนี้เลย” เฉินชิงยกแขนขึ้นคล้องคอเขาไว้หลวมๆ เมื่อเห็นว่าเขายังคงยิ้มไม่หยุด เธอก็เอ่ยปากขู่
“กลับไปเป็นคุณเฮ่อหย่วนคนเดิมที่เย็นชาและเข้าถึงยากคนนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ ห้ามมาทำร่าเริงอยู่แบบนี้”
เฮ่อหย่วนที่ยังคงพิงไหล่เธออยู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาของเขาเป็นประกายระยับ “ต้องทำยังไงล่ะครับ”
รอยยิ้มของเขาทำให้เฉินชิงใจสั่น “ฉันกำลังเศร้าอยู่นะ ห้ามใช้หน้าตาของคุณมาทำให้ฉันไขว้เขวเด็ดขาด”
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” เขาเพียงแค่ขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิดอย่างไม่รู้ตัว
เฉินชิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอคลายแขนออกจากคอของเขาแล้วทิ้งตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเองอีกครั้ง
“เฉินชิงคนเก่าได้ตายไปแล้ว ต่อจากนี้ไปคือเฉินชิงคนใหม่ที่ไม่สามารถนอนอู้ได้อีกต่อไป ชีวิตของฉันมันหมดสิ้นแล้วซึ่งความสุข”
ในมุมที่เธอมองไม่เห็น แววตาของเฮ่อหย่วนทอประกายบางอย่างที่ลึกซึ้ง แต่ทว่าน้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมายังคงความอ่อนโยนไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
“มันก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นแหละ”
“เป็นไปไม่ได้หรอก คุณไม่รู้หรอกว่าคนพวกนั้นเกลียดฉันจะตายอยู่แล้ว พอฉันไปอยู่แผนกผลิต พวกนั้นต้องรุมกันเล่นงานฉันแน่ๆ พวกใจหมาเอ๊ย” เธอสะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง
“วันอาทิตย์นี้คุณว่างหรือเปล่า”
“ว่างสิ เราไปเที่ยวแถวชานเมืองกันไหม”
ดวงตาของเฉินชิงสว่างวาบขึ้นมาทันที “ไปสิ ไปกัน”
จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างออกรส จนกระทั่งมื้อค่ำผ่านพ้นไป เฮ่อหย่วนจึงได้เดินทางกลับบ้านของเขาไป
เขาประเมินไว้ไม่มีผิดว่าเฉินชิงจะสามารถช่วยเหลือคนเรื่องบ้านพักได้ แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือเธอจะทำมันออกมาได้ดีเกินกว่าที่คิดไว้มาก เขาคลี่กระดาษรายชื่อที่เธอแจกในห้องประชุมวันนั้นออกมาดู ก่อนจะค่อยๆ เดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ถึงแม้รายชื่อผู้ที่ได้รับบ้านพักของโรงงานจะยังไม่ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ข่าวที่ว่าเฉินชิงก่อเรื่องทำร้ายร่างกายผู้บริหารจนถูกสั่งย้ายไปทำงานที่แผนกผลิตนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วโรงงานแล้ว
บางคนแสดงความยินดีราวกับว่าตนเองสามารถหยั่งรู้อนาคตได้
“เห็นไหมล่ะ ฉันพูดแล้วไม่มีผิด คนเราพอได้ดีแล้วอย่าลำพองให้มันมากนัก ตอนนี้เป็นยังไงล่ะ โดนเด้งจากคณะกรรมการโรงงานไปอยู่แผนกผลิต ไม่นานก็คงโดนไล่ออกจากโรงงานนั่นแหละ”
“ฉันก็ว่างั้นแหละ ผู้หญิงน่ะรู้จักเจียมตัวไว้บ้างก็ดี นี่อะไร กล้าลงไม้ลงมือกับผู้บริหารเลยเหรอ เก่งมาจากไหนกัน”
“เป็นฉันนะ ฉันไล่ออกสถานเดียวเลย จะได้ไม่เหิมเกริมอีก”
ข่าวนี้กลายเป็นเรื่องตลกขบขันที่หลายคนหยิบยกขึ้นมาหัวเราะเยาะ พวกเขารู้สึกว่าตนเองที่ทำงานอยู่ในแผนกผลิตนั้นดูสูงส่งกว่าเฉินชิงขึ้นมาทันที
บางคนถึงกับวางแผนการต้อนรับน้องใหม่คนนี้เอาไว้ในใจแล้ว โทษฐานที่เมื่อก่อนทำตัวโดดเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่น
โดยเฉพาะซูม่านม่านที่รู้สึกพอใจกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ
ที่ผ่านมาเฉินชิงอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เธอจึงไม่สามารถทำอะไรได้
แต่จากนี้ไป เฉินชิงก็เป็นเพียงคนงานธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เธอยากจะรอดูจริงๆ ว่าเฉินชิงจะยังหยิ่งผยองได้อีกนานแค่ไหน
เมื่อเถียนเมิ่งหย่าได้ยินข่าวลือนี้ เธอก็รีบไปหาพ่อของเธอทันที “ทำไมต้องย้ายเฉินชิงไปทำงานที่แผนกผลิตด้วยคะ ในเมื่อเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักหน่อย”
รองผู้จัดการโรงงานเถียนตวาดกลับอย่างหัวเสีย “พอได้แล้วนะ ต่อไปนี้ห้ามไปสุงสิงกับเฉินชิงอีกเด็ดขาด ออกไปฟังคนอื่นเขาพูดกันข้างนอกบ้างสิว่าภาพลักษณ์ของยัยนั่นมันเป็นยังไง ทั้งอารมณ์ร้าย ทั้งทำตัวไม่เหมาะสม…”
“พ่อห้ามว่าเธอนะคะ”
เถียนเมิ่งหย่าโกรธจนตัวสั่น
เธอเห็นมากับตาตัวเองว่าเฉินชิงต้องเหนื่อยยากแค่ไหนกับการจัดสรรบ้านพักในครั้งนี้
ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง พอเรื่องจบลงกลับมาลงโทษคนที่ทำงานหนักที่สุดแบบนี้
มันยุติธรรมที่ไหนกัน
รองผู้จัดการโรงงานเถียนกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอเห็นลูกสาวมาเถียงฉอดๆ ก็ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเธอเต็มแรง
“เถียนเมิ่งหย่า จำใส่หัวไว้ด้วยว่าที่ลูกมีชีวิตสุขสบายอยู่ทุกวันนี้มันเป็นเพราะใคร ถ้ายังทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีก พ่อจะไล่ลูกออกจากบ้านไปเลย”
เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกชาวาบไปทั้งหน้า ริมฝีปากของเธอสั่นระริก
แต่พ่อของเธอกลับไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแม้แต่น้อย “ลูกกับแม่ของลูกนี่มันเหมือนกันไม่มีผิด จิตใจอ่อนแอ ไม่รู้จักมองการณ์ไกล วันๆ ก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ออกไปให้พ้นหน้าพ่อเลยนะ อย่ามาทำให้พ่อรำคาญใจ”
“พ่อเอาแต่ดูถูกว่าหนูกับแม่เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เรื่อง แต่คนที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ คือพ่อต่างหาก”
ทันทีที่พูดจบ เถียนเมิ่งหย่าก็ตกใจกับคำพูดของตัวเอง
รองผู้จัดการโรงงานเถียนโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง “นี่ลูก... ลูก... ลูก...”
เถียนเมิ่งหย่าหน้าซีดเผือด เธอถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว
“หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นนะคะ”
“ออกไป” พ่อของเธอคำรามลั่น
“ไสหัวออกไปจากบ้านเดี๋ยวนี้”
เถียนเมิ่งหย่ารีบวิ่งออกจากห้องไป
แม้ภายนอกจะดูตื่นกลัว แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับรู้สึกสะใจอยู่เงียบๆ
หึ
ชอบว่าคนอื่นดีนัก โดนเองบ้างจะได้รู้สึก
บ่ายวันเสาร์ เถียนเมิ่งหย่าหอบหิ้วขนมที่ซื้อมาไปหาเฉินชิงที่บ้าน
ภาพที่เธอเห็นคือเฉินชิงกำลังนั่งแทะอ้อยอย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าบ้าน ส่วนเฮ่อหย่วนก็กำลังง่วนอยู่กับการประกอบชิงช้าไม้
เถียนเมิ่งหย่าถึงกับยืนนิ่งไป
“นี่พี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าคนอื่นเขานินทาเธอเสียหายขนาดไหน แล้วดูเธอสิ ยังมานั่งหัวเราะมีความสุขอยู่ได้”
เฉินชิงบุ้ยปากไปทางหน้าบ้าน “เธอดูโน่นสิ อีกไม่นานตรงนั้นก็จะมีชิงช้าให้ฉันนั่งเล่นแล้ว”
“แล้วมันยังไงล่ะ”
“ก็ในเมื่อมีคนคอยสร้างความสุขให้ฉันอยู่ตรงนี้ แล้วฉันจะไปนั่งเสียใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องทำไมล่ะ” เฉินชิงตอบพร้อมรอยยิ้ม
เถียนเมิ่งหย่าถึงกับพูดไม่ออก “ช่างเถอะ ว่าแต่เธอรู้หรือยังว่าจะได้ไปอยู่แผนกไหน”
“แผนกไหนเหรอ”
“แผนกหลอมเหล็ก ที่นั่นเป็นงานที่หนักแล้วก็เหนื่อยที่สุดเลยนะ แถมยังอันตรายด้วย พวกเขาทำกับเธอเกินไปจริงๆ”
“นั่นสินะ”
เฉินชิงส่ายหน้าอย่างปลงๆ
ความวู่วามนี่มันเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะจริงๆ
ผลของการกระทำมันมาเร็วกว่าที่คิดไว้เสียอีก
เถียนเมิ่งหย่ารีบปลอบ “แต่เธอยังไงก็อย่าคิดมากเลยนะ”
“เอาไว้มะรืนค่อยคิดมากแล้วกัน วันนี้ฉันจะเล่นชิงช้าให้หนำใจ พรุ่งนี้เราสี่คนก็จะไปเที่ยวกันแล้ว ดีเลยที่เธอเอาขนมมาฝาก จะได้ช่วยประหยัดเงินไปอีกหน่อย ขอบใจมากนะ”
เฉินชิงพนมมือขึ้นระหว่างอก
กล่าวขอบคุณเพื่อนบ้านอย่างจริงใจ
ทิ้งให้เถียนเมิ่งหย่ายืนเงียบอยู่เป็นนาน
[จบบท]