บทที่ 215: ฟ้ามีตา(แก้ไข)
เหล่าเพื่อนร่วมงานในแผนกเหล็กเก่าต่างก็เป็นคนประเภทที่หาเช้ากินค่ำ ใช้แรงงานแลกเงิน ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนอะไรมากมายนัก พวกเขาจึงไม่เข้าใจการกระทำของเฉินชิงเลยแม้แต่น้อย
หัวหน้าทีมจางได้แต่ทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางปรับทุกข์กับลูกน้อง “ผู้หญิงคนนี้มีหวังทำให้ฉันอกแตกตายเข้าสักวัน”
พอได้ฟังแบบนั้น ทุกคนก็พากันนึกย้อนไปถึงวีรกรรมสุดแสบที่ผ่านมาของเฉินชิง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือหนาหูว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เธอเพิ่งจะส่งหัวหน้าจ้าวแห่งแผนกขนส่งไปนอนโรงพยาบาลด้วยแผลแตกบนศีรษะที่ต้องเย็บถึง 15 เข็ม ภาพลักษณ์ของสาวงามผู้ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้รอบตัวจึงเด่นชัดขึ้นมาในใจของทุกคน จนพากันรู้สึกเกรงขามขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ถึงจะกลัวก็จริง แต่การต้องทนเห็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งนั่งสบายอู้งานอยู่ต่อหน้าต่อตา ในขณะที่ตัวเองต้องทำงานหลังขดหลังแข็ง มันก็เป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยากอยู่ดี
“แล้วแบบนี้มันจะดีเหรอครับหัวหน้า ให้พวกเราทำงานกันแทบตาย ส่วนยัยนั่นนั่งสบายเฉิบ มันไม่เท่ากับไปส่งเสริมให้คนชั่วได้ใจเหรอครับ”
“ก็ถูก” หัวหน้าทีมจางพยักหน้า “แต่ฉันจะทำอะไรเธอได้ล่ะ ในเมื่อเธอเล่นงานฉันได้สบายๆ แต่ฉันกลับทำอะไรเธอไม่ได้เลย”
เหล่าคนงาน “...”
ทำไมหัวหน้าทีมของพวกเขาถึงได้ปอดแหกขนาดนี้ เขาจะทำตัวให้มันเข้มแข็งเด็ดขาดกว่านี้สักหน่อยไม่ได้เลยหรือไง
หัวหน้าทีมจางเหมือนจะอ่านใจลูกน้องออก เลยเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าพวกเธอไม่พอใจกันนัก ก็เดินไปบอกเธอเองเลยสิ”
ทุกคนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายก็ตัดสินใจว่ายอมสงบปากสงบคำไปก่อนจะดีกว่า เพราะนี่ก็เป็นแค่วันแรกที่เธอไม่ยอมทำงาน เรื่องมันยังไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนัก
หัวหน้าทีมจางที่แอบมองอยู่ห่างๆ รู้สึกผิดหวังกับท่าทีของลูกน้องตัวเองเป็นอย่างยิ่ง
แต่ละคนยังหนุ่มยังแน่นกันอยู่เลยแท้ๆ ทำไมถึงไม่มีใครกล้าหือขึ้นมาสักคน ต่อให้เฉินชิงจะเก่งกาจมาจากไหน แต่ตัวคนเดียวจะไปสู้อะไรกับคนหมู่มากได้
แต่ในเมื่อไม่มีใครกล้า เขาก็คงต้องทนๆ ไปก่อน
แค่เธออยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่สร้างเรื่องวุ่นวายก็น่าจะพอแล้ว...
แต่เดี๋ยวนะ
นั่นเธอกำลังหยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านไม่ใช่เหรอ
โอ้โห นี่มัน...
สุดยอดไปเลยไม่ใช่เหรอ
เขาจะต้องรอไปถึงชาติไหนภพไหน ถึงจะสามารถรวบรวมความกล้าและความหน้าไม่อายได้สักครึ่งหนึ่งของเฉินชิงกันนะ
สุดท้ายหัวหน้าทีมจางก็ได้แต่สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไปอย่างขยันขันแข็ง ปล่อยให้เสียงประกาศจากเครื่องกระจายเสียงของโรงงานดังคลอไปตามปกติ โดยวันนี้มีผู้ประกาศร่วมคือเลขาธิการพรรคหยางและหัวหน้าหลิน
เสียงของเลขาธิการพรรคหยางที่ดังขึ้นมาก่อนนั้น เป็นการประณามการกระทำอันป่าเถื่อนของเฉินชิงที่กล้าลงไม้ลงมือกับผู้บังคับบัญชาอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
เหล่าคนงานในแผนกเหล็กเก่าพากันลอบชำเลืองมองไปทางเฉินชิงเป็นระยะๆ ก็เห็นเธอยังคงนั่งเอกเขนก-ยกขาวางพาดบนเก้าอี้อีกตัวอย่างสบายอารมณ์ มือก็พลิกหน้าหนังสือนิยายไปเรื่อยๆ ท่าทางผ่อนคลายราวกับกำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ไม่เห็นวี่แววของความรู้สึกผิดหรือละอายใจจากเธอเลยสักนิด
หม่าจื้อเฉียงที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นภาพนั้นพอดี เขาตั้งใจว่าจะใช้โอกาสนี้ตอกย้ำความผิดของเฉินชิงตามที่ท่านเลขาธิการพรรคหยางได้กล่าวไป แต่พอเห็นท่าทีสุขสบายเกินหน้าเกินตาผู้บริหารของเธอแล้ว ความโมโหก็พุ่งขึ้นมาจนฉุดไม่อยู่ เขาปรี่เข้าไปหาหัวหน้าทีมจางทันที
“คุณปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้ยังไง จัดการเธอบ้างสิ ขืนปล่อยให้เธอทำตัวแบบนี้ต่อไป มีหวังบรรยากาศในแผนกได้เสียกันพอดี ถ้ายังไม่รีบทำอะไรสักอย่าง พวกคุณเตรียมตัวโดนหักคะแนนได้เลย แล้วอย่ามาบ่นนะถ้าสวัสดิการสิ้นปีมันหดหายไป”
หัวหน้าทีมจางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ”
หม่าจื้อเฉียงแทบจะตะโกนใส่หน้า “ก็สั่งให้เธอไปทำงานสิ”
หัวหน้าทีมจางรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ “แต่เธอคงไม่ฟังผมหรอกครับ”
“ถ้างั้นพวกคุณก็รอรับกรรมกันเองแล้วกัน” หม่าจื้อเฉียงสะบัดหน้าใส่แล้วเดินกลับเข้าห้องทำงานไป
หัวหน้าทีมจางตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาเฉินชิงอย่างกล้าๆ กลัวๆ “สหายเฉิน คือว่า...ถ้าเธออ่านหนังสือจนพอใจแล้ว ช่วยลุกไปทำงานสักหน่อยจะได้ไหม คือถ้าคณะกรรมการโรงงานมาตรวจแล้วเห็นเธอเป็นแบบนี้ พวกเราทั้งแผนกจะโดนหักคะแนนเอาน่ะ”
เฉินชิงแย้มรอยยิ้มบางๆ “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พวกเขาไม่กล้าทำอะไรหรอก”
หัวหน้าทีมจางถึงกับตาเหลือก “นี่เธอ...เธอใช้เส้นสายเหรอ ทำแบบนี้มันจะดีเหรอ จะไม่โดนคนอื่นเอาไปพูดเสียๆ หายๆ เหรอ”
เฉินชิงยังคงยิ้ม “ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ การใช้เส้นสายก็ถือเป็นการแสดงความนับถือต่อผู้หลักผู้ใหญ่อย่างหนึ่งเหมือนกัน”
หัวหน้าทีมจาง “...”
หัวหน้าทีมจางปากอ้าๆ หุบๆ อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้เลย
หัวใจดวงน้อยๆ ของเขากำลังจะวายตายอยู่รอมร่อ
เขาภาวนาในใจว่าขอให้ตัวเองรอดชีวิตไปจนถึงวันเกษียณด้วยเถิด
เรื่องแบบนี้มันเอามาพูดกันโจ่งแจ้งต่อหน้าคนอื่นได้ที่ไหนกันเล่า
น่ากลัวเกินไปแล้ว
ว่าแล้วหัวหน้าทีมจางก็รีบเผ่นแน่บออกจากตรงนั้นทันที เพราะกลัวว่าถ้ายังยืนอยู่ต่อไป มีหวังได้ยินอะไรที่มันน่าสะพรึงกลัวกว่านี้หลุดออกมาจากปากของเฉินชิงอีกเป็นแน่
เฉินชิงมองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปอย่างตื่นตระหนกของเขาแล้วก็อดขำไม่ได้
หัวหน้าทีมจางคนนี้ก็เป็นคนที่น่าสนใจดีเหมือนกัน
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เนื้อหาที่ประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียงก็ได้เปลี่ยนจากเรื่องการประณามเฉินชิง มาเป็นเสียงของหัวหน้าหลินที่กำลังดำเนินรายการแทน “สำหรับแผนการจัดสรรบ้านพักในครั้งนี้ เป็นแผนงานที่นำโดยสหายเฉินชิง เธอได้สละเวลาไปตรวจสอบข้อมูลของผู้ยื่นขอที่พักทุกคนที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยอย่างละเอียดด้วยตัวเอง จากนั้นยังได้ลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัว จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ผ่านการพิจารณาและเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากคณะผู้บริหารของโรงงานแล้ว จึงได้มีการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการจัดสรรที่พักอย่างเป็นทางการในวันนี้”
สิ้นเสียงประกาศอันทรงพลังของหัวหน้าหลิน รายชื่อของแต่ละครอบครัวก็เริ่มถูกขานออกมาทีละชื่อ
เฉินชิงที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับหนังสือนิยายในมือของเหมาเหมา ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเธอ แล้วทรุดตัวลงร้องไห้ฟูมฟายจนพูดจาไม่เป็นศัพท์
“หัวหน้าทีมเฉิน...คือ...มีชื่อบ้านผมด้วยเหรอครับ...จริงเหรอครับ...บ้านผมจะได้ย้ายเข้าบ้านพักทหารแล้วจริงๆ เหรอ...หัวหน้าหลินไม่ได้อ่านผิดใช่ไหมครับ...นี่เป็นแผนของคุณ...มีชื่อบ้านผมอยู่ด้วยจริงๆ ใช่ไหมครับ”
ชายคนนั้นพูดจาวกวนสับสนไปหมด น้ำตาเม็ดโป้งๆ ไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย
เฉินชิงเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะตอบสั้นๆ “ใช่ มีชื่อคุณ”
พลั่ก
เพียงเท่านั้น เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าเธอทันทีด้วยความดีใจสุดขีด
เฉินชิงตกใจจนเกือบจะทรุดตัวลงคุกเข่าตาม “เฮ้ยๆๆ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ อย่ามาทำแบบนี้ ตอนนี้ฉันโดนย้ายมาอยู่แผนกนี้แล้วนะ ถ้าโดนลงโทษไปมากกว่านี้อีก ฉันคงต้องลาออกจริงๆ แล้วนะ”
ชายคนนั้นรีบดีดตัวลุกขึ้นยืน แต่ก็ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด “ในที่สุดครอบครัวผมก็ได้มีบ้านใหม่เป็นของตัวเองแล้ว ผมกับเมียทำงานหนักกันมาไม่รู้กี่ปี ตอนแรกก็นึกว่าชาตินี้คงไม่มีหวังแล้ว ผมมีลูกชาย 3 คน สองคนแรกก็ต้องระเห็จไปเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านเมียหมดแล้ว เหลือแต่คนสุดท้องที่ต้องเลิกกับแฟนมาแล้วไม่รู้กี่คน เพราะพวกเธอรังเกียจที่บ้านเราต้องอยู่กันอย่างแออัดกับพ่อแม่ ไหนจะที่แคบ ไหนจะกลิ่นไม่พึงประสงค์อีก ผมเองก็เกือบจะไล่ให้มันไปเป็นลูกเขยบ้านอื่นเหมือนพี่ๆ มันแล้ว พอมาวันนี้เรามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ผม...ผมขอบคุณคุณจริงๆ ครับ”
เขาร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
เฉินชิงมองชายวัยกลางคนที่กำลังร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่ตรงหน้าแล้วก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก “เอางี้ไหมคะ คุณไปหาที่สงบๆ ร้องไห้ดีกว่านะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นก็รีบเดินเลี่ยงออกไปแต่โดยดี
ในขณะเดียวกัน พนักงานหลายคนที่ได้ยินชื่อตัวเองถูกประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียง ต่างก็พากันมองไปยังที่มาของเสียงด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉินต้ายา
เธอยืนเหม่อมองไปยังลำโพง แล้วหันไปถามเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่แน่ใจ “เมื่อกี้...หัวหน้าหลินเรียกชื่อฉันใช่ไหม”
“แผนกหลอมเหล็ก...ฉินต้ายา”
“ใช่ฉันรึเปล่า...คนที่เขาเรียกใช่ฉันไหม...จะมีคนชื่อซ้ำกับฉันไหมนะ...ไม่น่าจะมีหรอกมั้ง...ก็ฉันชื่อต้ายานี่นา”
ฉินต้ายารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน ชื่อของเธออาจจะเป็นชื่อที่หาได้ทั่วไปในหมู่บ้านเกิด แต่สำหรับในแผนกที่มีผู้หญิงทำงานอยู่เพียงไม่กี่คน ชื่อของเธอถือว่าไม่ซ้ำใคร
“คงไม่ผิดแน่ๆ”
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างก็พากันมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ทำไมถึงเป็นฉินต้ายาไปได้
ไหนว่าเธอเป็นคนที่หัวหน้าจ้าววางตัวไว้ให้เป็นแรงงานดีเด่นไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมีชื่อได้รับจัดสรรบ้านพักได้ล่ะ
นั่นมันบ้านพักทหารที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ เลยนะ
ฉินต้ายาเป็นแค่แม่ม่ายตัวคนเดียว ไม่มีทั้งอำนาจและเส้นสาย แล้วใครกันล่ะที่ช่วยวิ่งเต้นให้เธอ
ทุกคนต่างพากันมองเธอด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัย พลางคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเธออาจจะใช้มารยาหญิงเข้าแลกมา แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนที่รับผิดชอบแผนงานนี้คือเฉินชิง ซึ่งก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ข้อสันนิษฐานนั้นก็เป็นอันต้องตกไป
หรือว่าฉินต้ายาจะแค่โชคดีอย่างนั้นเหรอ
ฉินต้ายาที่ทั้งชีวิตมีแต่เรื่องโชคร้ายมาโดยตลอด ถึงกับคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป เธอหยิกต้นขาตัวเองอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ แต่ความเจ็บนั้นกลับทำให้เธอมีความสุขอย่างประหลาด เธออยากจะขอลาหัวหน้าทีมเพื่อไปตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง
แล้วราวกับสวรรค์เป็นใจ เสียงของหัวหน้าหลินก็ดังแทรกขึ้นมาผ่านเครื่องกระจายเสียงอีกครั้ง “สำหรับผู้ที่มีรายชื่อตามที่ประกาศไป สามารถขออนุญาตหัวหน้าทีมของท่านเพื่อเดินทางไปยังสำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยได้ทันที”
“สหายเฉินชิงฝากแจ้งมาว่า รายชื่อทั้งหมดจะถูกนำไปติดไว้ที่กระดานข่าวของแผนกรักษาความปลอดภัย ทุกท่านสามารถไปตรวจสอบได้ตลอดเวลา”
“และสุดท้ายนี้ ดิฉันอยากจะขอพูดอะไรสักเล็กน้อย ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรทุกอย่างมีอยู่อย่างจำกัดเช่นนี้ ดิฉันไม่สามารถรับประกันแทนสหายเฉินชิงได้ว่าแผนการจัดสรรในครั้งนี้จะยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ
แต่โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันเชื่อว่าเธอได้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ และได้จัดทำรายชื่อที่น่าเชื่อถือที่สุดขึ้นมา ดิฉันจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะละทิ้งอคติส่วนตัวที่มีต่อเธอ แล้วพิจารณารายชื่อนี้ด้วยใจที่เป็นธรรม”
“การประชุมในวันนี้ขอจบลงเพียงเท่านี้”
“ขอให้ทุกท่านตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติของเราต่อไป”
โดยปกติแล้ว ขั้นตอนการจัดสรรบ้านพักทหารนั้น ผู้ที่มีรายชื่อจะถูกเชิญให้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ และยังจะได้ขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อรับการแสดงความยินดีจากเพื่อนพนักงานทั่วทั้งโรงงาน นับเป็นการย้ายเข้าบ้านใหม่อย่างสมเกียรติ
แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป
โรงงานเครื่องจักรเลือกที่จะใช้วิธีการประกาศผลผ่านเครื่องกระจายเสียงแทน
แต่แล้วมันจะสำคัญอะไรล่ะ
ในเมื่อสุดท้ายแล้ว คนที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพักทหารหลังใหม่ก็คือพวกเขานั่นเอง
[จบบท]