บทที่ 218: ข้อเสนอจากโรงงานเสื้อผ้า
ข่าวคราวเรื่องที่เฉินชิงเล่นงานหัวหน้าแผนกจนต้องนอนโรงพยาบาลเย็บไปถึง 15 เข็ม และผลที่ตามมาคือเธอถูกลดขั้นไปเป็นคนงานในแผนกผลิต ได้แพร่สะพัดไปทั่วโรงงานเครื่องจักรอย่างรวดเร็วราวนานแล้ว
และแน่นอนว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่อมต้องเล็ดลอดไปถึงหูของคนในโรงงานข้างเคียงอย่างโรงงานเสื้อผ้าจนได้ ทำเอาหลายคนถึงกับอ้าปากค้าง ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายเรื่องราวสุดระห่ำนี้ดี
แต่สำหรับผู้จัดการสี หรือ สีเกามิน ผู้กุมบังเหียนของโรงงานเสื้อผ้าแล้ว เรื่องนี้กลับจุดประกายความคิดบางอย่างขึ้นในใจของเธอ เธอจำได้ดีถึงฝีมือการตัดเย็บชุดแต่งงานของเฉินชิงที่เคยมาช่วยพนักงานของเธอเมื่อคราวก่อน ลวดลายการเดินตะเข็บซ่อนที่ดูเรียบเนียนสวยงาม บวกกับไอเดียการออกแบบที่สดใหม่ไม่เหมือนใคร มันคือคุณสมบัติของบุคลากรที่เธอกำลังตามหา
ต้องยอมรับว่าช่วงนี้โรงงานเสื้อผ้าของเธอกำลังอยู่ในช่วงขาลง ผลประกอบการไม่สู้ดีนัก แม้แต่ในสิบอันดับแรกของมณฑลก็ยังไม่ติดฝุ่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนำไปเปรียบเทียบกับโรงงานเครื่องจักรที่เปรียบเสมือนยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรม
ที่ผ่านมาเฉินชิงดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมในคณะกรรมการโรงงาน นับเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติและมีหน้ามีตา ทำให้ผู้จัดการสีไม่กล้าที่จะเอื้อมไปทาบทามเธอโดยตรง ได้แต่ตั้งใจไว้ว่ารอให้เธอเสร็จสิ้นภารกิจการจัดสรรบ้านพักเสียก่อน แล้วค่อยหาโอกาสเข้าไปพูดคุยทาบทามดู
แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผัน เฉินชิงถูกลดชั้นลงมาเป็นเพียงคนงานธรรมดาในแผนกผลิต นั่นหมายความว่าข้อเสนอตำแหน่ง "หัวหน้าทีม" ที่เธอสามารถมอบให้ได้นั้น ย่อมมีน้ำหนักและน่าดึงดูดใจมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
"ต้องรีบคว้าตัวเธอมาให้ได้!"
โอกาสทองแบบนี้หากปล่อยให้หลุดลอยไปคงน่าเสียดายแย่
ว่าแล้วผู้จัดการสีก็ไม่รอช้า เธอเดินทางไปยังบ้านพักของเฉินชิงด้วยตัวเองเพื่อดักรอเธอเลิกงาน ระหว่างที่ยืนรออยู่นั้น สายตาของเธอก็พลันไปสะดุดกับเด็กหญิงตัวน้อยสองคนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่หน้าบ้าน
เสื้อผ้าที่เด็กๆ สวมใส่นั้นดูสวยงามและมีรูปแบบที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัด ภาพที่เห็นยิ่งทำให้ความตั้งใจของผู้จัดการสีแน่วแน่มากขึ้นไปอีก
ขณะที่เธอกำลังยืนมองเด็กๆ อย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ เฮ่ออวี้ถิงก็เดินตรงเข้ามาหาพร้อมกับซ่อนงูตัวเล็กไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉะฉาน "คุณป้าเป็นใครคะ มาทำอะไรที่หน้าบ้านหนูเหรอคะ" พร้อมกับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าอย่าคิดมาหลอกกันง่ายๆ เชียวนะ
สีเกามินรีบฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตร "หนูจ๊ะ ป้าเป็นผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้า ตั้งใจจะมาคุยธุระกับน้าของหนูน่ะจ้ะ" เฮ่ออวี้ถิงขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านแล้วยกม้านั่งตัวเตี้ยออกมาวางไว้ให้
"ถ้างั้นคุณป้าก็นั่งรอน้าของหนูตรงนี้ก่อนนะคะ"
"โอ้...ขอบใจมากนะจ๊ะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ" พูดจบ เด็กหญิงก็ทิ้งตัวลงนั่งบนขั้นบันไดหน้าบ้านซึ่งเป็นที่ประจำของเธอ พร้อมกับยกมือขึ้นเท้าคางนั่งรอน้าสาวกลับบ้านอย่างใจจดใจจ่อ
และแล้วคนที่เธอนั่งรอก็ปรากฏตัวขึ้นเป็นคนแรกของซอย เฮ่ออวี้ถิงที่เห็นเงาของน้าสาวแต่ไกลก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบวิ่งปราดเข้าไปหาอ้อมกอดที่คุ้นเคยราวกับนกนางแอ่นคืนรัง
"น้าคะ!!!"
เฉินชิงยิ้มกว้างพร้อมกับอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของหลานสาวเข้ามากอดจนเต็มรัก ก่อนจะก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ ที่นุ่มนิ่มเหมือนขนมโมจิไปฟอดใหญ่ "หลานรักของน้าน่ารักที่สุดเลย"
เฮ่ออวี้ถิงเงยหน้าขึ้นมายิ้มจนตาหยี "น้าคะ หนูเอาของขวัญวันเกิดที่น้าให้ไปอวดเพื่อนๆ ด้วยนะ ทุกคนอิจฉาหนูกันใหญ่เลยค่ะ"
ของขวัญที่ว่าคือสมุดภาพวาดฝีมือของเฉินชิงที่เธอเพิ่งเจอเมื่อเช้านี้ ในนั้นมีรูปของเธอในบทบาทอาชีพต่างๆ ถึง 12 แบบ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอเฮ่ออวี้ถิงในชุดกาวน์สีขาวพร้อมหูฟังคู่ใจ, เชฟเฮ่ออวี้ถิงในหมวกทรงสูงกำลังปรุงอาหารอย่างขะมักเขม้น, ทหารหญิงเฮ่ออวี้ถิงในชุดเครื่องแบบเต็มยศกำลังยืนทำความเคารพธงชาติอย่างสง่างาม ไปจนถึงนักเต้นบัลเลต์เฮ่ออวี้ถิงที่กำลังหมุนตัวอย่างงดงามอยู่บนเวทีใต้แสงไฟสปอตไลท์
แต่ละภาพล้วนเป็นตัวเธอในอนาคตที่แตกต่างกันออกไป และในหน้าสุดท้ายที่เว้นว่างไว้ น้าของเธอบอกว่าให้เธอเป็นคนวาดอาชีพในฝันของตัวเองลงไปเมื่อเติบโตขึ้น
"ก็น้าตั้งใจทำให้เป็นพิเศษเลยนี่นา" เฉินชิงตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ
เฮ่ออวี้ถิงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก ก่อนจะประกาศก้อง "หนูรักน้าที่สุดในโลกเลย!"
คำบอกรักของหลานสาวทำเอาเฉินชิงหัวใจพองโต เธอจึงแกล้งก้มลงไปกระซิบถาม "แล้วพี่ชายให้อะไรเราเป็นของขวัญล่ะ"
"พี่ชายยึดซองแดงของหนูไปแล้วค่ะ" คำตอบของหลานสาวทำเอาเฉินชิงหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง เธออุ้มเฮ่ออวี้ถิงเดินมาจนถึงหน้าประตูบ้าน ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญยืนอยู่ เธอจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
"สหายคะ คุณคือ..."
หญิงแปลกหน้าคนนั้นมีผมซอยสั้นซึ่งเป็นทรงที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคนั้น อายุอานามน่าจะราวๆ 35-36 ปี รูปร่างสมส่วน สวมชุดทำงานที่ทำจากผ้าเต็กเหลียงสีน้ำเงินเข้มซึ่งผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนจนสีเริ่มซีดจาง ที่ปกเสื้อของเธอมีเข็มกลัดสัญลักษณ์โรงงานสีแดงขนาดเล็กติดอยู่ แม้หน้าตาของเธอจะดูธรรมดาสามัญ แต่เครื่องแบบและเข็มกลัดที่ติดอยู่นั้นกลับบ่งบอกว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา
"สวัสดีค่ะสหายเฉิน ดิฉันชื่อสีเกามิน เป็นผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าค่ะ"
"อ๋อ สวัสดีค่ะผู้จัดการสี" เฉินชิงเหลือบไปเห็นเพื่อนบ้านบางคนกำลังแอบมองอยู่ เธอจึงตัดสินใจเชิญแขกเข้ามานั่งคุยกันในห้องโถง พร้อมกับรินน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้ดื่มหนึ่งแก้ว
สีเกามินกล่าวขอบคุณพลางรับแก้วน้ำมาถือไว้ในมือ สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ บ้านอย่างสำรวจ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ชิงช้าไม้ตัวใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง
"บ้านของคุณน่าอยู่มากเลยนะคะ"
"ก็พออยู่ได้ค่ะ" เฉินชิงไม่ต้องการจะอ้อมค้อม เธอจึงเปิดประเด็นทันที
"ไม่ทราบว่าผู้จัดการสีมาหาดิฉันถึงที่นี่ มีธุระสำคัญอะไรรึเปล่าคะ"
"คืออย่างนี้นะคะ เรื่องที่คุณเคยช่วยพนักงานของเราออกแบบและตัดเย็บชุดแต่งงานจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วนั้น จริงๆ แล้วดิฉันอยากจะมาพบคุณตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพื่อจะขอคำแนะนำและแลกเปลี่ยนเทคนิคบางอย่าง
แต่พอทราบว่าคุณกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจสำคัญก็เลยต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อน" สีเกามินเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
"พอวันนี้ได้ข่าวว่าคุณถูกย้ายไปทำงานที่แผนกผลิต ดิฉันเลยอยากจะลองมาชวนคุณไปร่วมงานกับเราที่โรงงานเสื้อผ้า ไม่ทราบว่าคุณจะสนใจไหมคะ"
"ไปทำงานที่โรงงานเสื้อผ้าเหรอคะ" เฉินชิงทวนคำพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ข้อเสนอนี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะมันเป็นสายงานที่ตรงกับความสามารถและความถนัดของเธอโดยตรง หากมองการณ์ไกลไปในอนาคต การได้ทำงานในแวดวงแฟชั่นและเสื้อผ้าถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่เธอวาดฝันไว้
"ใช่ค่ะ ถ้าคุณตกลงมาทำงานกับเรา ดิฉันสามารถมอบตำแหน่งหัวหน้าทีมให้คุณได้ทันที" สีเกามินยื่นข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจ
เฉินชิงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาจริงๆ จังๆ "แล้วเป็นหัวหน้าทีมของแผนกไหนเหรอคะ เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ เป็นยังไงบ้าง" สีเกามินนิ่งไปชั่วครู่เหมือนกำลังใช้ความคิด ก่อนจะให้คำตอบที่ชัดเจน
"เงินเดือนเริ่มต้นที่ 36 หยวนค่ะ คือต้องยอมรับว่าโรงงานของเราผลประกอบการไม่ค่อยดีนัก เงินเดือนของพนักงานทั่วไปเลยอยู่ที่ 30 หยวน ส่วนหัวหน้าทีมจะได้เพิ่มอีก 6 หยวน สำหรับเรื่องตั๋วปันส่วนอาจจะน้อยกว่าที่โรงงานเครื่องจักรเล็กน้อย คือได้ตั๋วเนื้อสัตว์น้อยลง 2 จิน ตั๋วน้ำมันน้อยลงครึ่งจิน และคูปองอุตสาหกรรมน้อยลง 3 ใบ นอกนั้นก็ไม่ต่างกันมาก แต่ที่พิเศษคือโรงงานของเรามีโควต้าผ้าให้พนักงานอย่างเหลือเฟือ ซึ่งเรื่องนี้คุณน่าจะทราบดีอยู่แล้ว"
เฉินชิงพยักหน้ารับทราบเงียบๆ เงินเดือนที่โรงงานเครื่องจักรของเธอยังคงเท่าเดิม ซึ่งมากกว่าข้อเสนอใหม่นี้อยู่ 6 หยวน ส่วนเรื่องตั๋วปันส่วนที่น้อยลงไปบ้างก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรนัก ตอนนี้สิ่งที่เธออยากรู้มากที่สุดคือตำแหน่งหัวหน้าทีมที่ว่านั้นมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรกันแน่
สีเกามินอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความลังเลเล็กน้อย "คือดิฉันประทับใจในความสามารถด้านการออกแบบของคุณเป็นพิเศษ แต่ในสภาวะปัจจุบันที่โรงงานของเรายังไม่ได้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก การจะจัดตั้งแผนกออกแบบขึ้นมาอย่างเป็นทางการจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก
ดิฉันเลยมีความคิดว่าจะให้คุณลองเข้ามาบุกเบิกในตำแหน่งหัวหน้าทีมแผนกออกแบบไปก่อน เพื่อดูทิศทางและผลตอบรับ ถ้าทุกอย่างไปได้สวย เราค่อยๆ ขยับขยายและปรับตำแหน่งให้คุณสูงขึ้นไปอีก แบบนี้คุณว่าดีไหมคะ"
เธอพูดจบก็จ้องมองมาที่เฉินชิงด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง เฉินชิงแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยของเธอหรี่ลงจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ช่วยลดทอนความแข็งกร้าวบนใบหน้าให้ดูอ่อนหวานและมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด
"ดิฉันขอเวลาตัดสินใจสักหนึ่งสัปดาห์ได้ไหมคะ"
รอยยิ้มนั้นทำเอาสีเกามินถึงกับใจสั่น สมแล้วที่เป็นถึงดอกไม้งามแห่งโรงงานเครื่องจักร
"แน่นอนค่ะ ได้เลย" หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอีกเล็กน้อย สีเกามินก็ขอตัวลากลับ เฉินชิงจึงเดินไปส่งเธอที่หน้าประตู
เป็นจังหวะเดียวกับที่เฮ่อหย่วนกลับมาถึงบ้านพอดี เขาเดินตามหลังเธอเข้ามาในบ้าน ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้น "เมื่อสักครู่นี้ใครมาเหรอครับ"
เฉินชิงเดินไปนั่งลงบนชิงช้าตัวโปรด แล้วเอนหลังพิงพนักอย่างสบายอารมณ์ "ผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าค่ะ เธอมาชวนฉันไปเป็นหัวหน้าทีมแผนกใหม่ที่กำลังจะเปิด"
"แล้วคุณมีความเห็นว่ายังไงบ้าง อยากไปรึเปล่า"
"ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ" การย้ายไปทำงานที่โรงงานเสื้อผ้า แม้จะเป็นงานที่เธอรัก แต่ก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อย ทั้งเงินเดือนที่ลดลง เวลาเดินทางที่เพิ่มขึ้น แถมยังต้องไปแบกรับความเสี่ยงกับแผนกใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่า
ที่สำคัญที่สุดคือผลงานการออกแบบทั้งหมดของเธอจะตกเป็นของโรงงานโดยปริยาย การบุกเบิกแผนกใหม่ หากทำสำเร็จก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าล้มเหลวขึ้นมา คนที่จะต้องรับผิดชอบทั้งหมดก็คือเธอ และที่น่าปวดหัวไปกว่านั้นคือข้อจำกัดมากมายในยุคนี้ ทั้งเรื่องวัสดุและต้นทุน การจะออกแบบเสื้อผ้าให้สวยงามและขายได้จริงจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก
เฉินชิงถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าตอนนี้เป็นปี 1980 ที่เศรษฐกิจเปิดกว้างกว่านี้ เธอคงตัดสินใจลาออกมาเปิดกิจการของตัวเองไปนานแล้ว แต่ในความเป็นจริง นี่มันคือปี 1970
เฮ่อหย่วนเดินมานั่งลงข้างๆ เธออย่างเงียบๆ เฉินชิงจึงถือโอกาสเอนศีรษะซบลงบนไหล่กว้างของเขา "แต่แผนกออกแบบที่ว่านี้มีโอกาสที่จะได้ผลิตเสื้อผ้าเพื่อการส่งออกด้วยนะคะ ฉันก็อยากจะลองดูเหมือนกัน"
เฮ่อหย่วนยกมือขึ้นลูบเรือนผมของเธออย่างอ่อนโยน
"ถ้างั้นก็ไปลองดูสิครับ ถ้าในอนาคตคุณรู้สึกว่ามันไม่ใช่ หรืออยากจะกลับมาทำงานที่โรงงานเครื่องจักรเหมือนเดิม ผมจะจัดการทุกอย่างให้เอง"
"ไม่เอาหรอกค่ะ สวัสดิการแย่ขนาดนั้น แถมยังไม่มีอะไรมารับประกันให้ฉันเลยสักอย่าง ดูภายนอกเหมือนเป็นดีนะคะ แต่สุดท้ายก็โยนภาระงานของส่วนรวมมาให้ฉันทั้งหมดเลยนี่"
[จบบท]