บทที่ 223: พ่อแม่รังแกฉัน
พอเฮ่ออวี้เสียงได้ยินว่าน้าสาวตัวดีของเขาไปมีเรื่องมีราวกับชาวบ้านแล้วดันได้เงินกลับมาตั้ง 50 หยวนในวันเดียว ความรู้สึกอิจฉาก็แล่นปราดขึ้นมาในใจทันที
"น้าไปตีคนอื่นแล้วยังได้เงินอีกเหรอครับเนี่ย แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ"
"ไปตีคนอื่นมันไม่ดีนะจะบอกให้"
เฉินชิงรีบเบรกความคิดอันตรายของหลานชายหัวแก้วหัวแหวนทันควัน เธอรู้ดีว่าในอนาคตเจ้าเด็กนี่จะกลายเป็นตัวร้ายดีกรีพระกาฬที่พร้อมจะแหกกฎหมายทุกข้อ
และเธอไม่อยากให้เขามีประวัติเสียๆ หายๆ เพิ่มขึ้นมาอีกกระทงด้วยข้อหา "ทำร้ายร่างกายบุพการี" โดยเฉพาะบุพการีที่เป็นน้าสาวแท้ๆ ของตัวเอง
แต่ดูเหมือนจะมีคนหนึ่งที่เข้าใจสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง เฮ่ออวี้ถิงทำหน้าเหมือน ‘เรื่องแค่นี้ หนูนี่เซียนเลย’ แล้วอธิบายฉอดๆ
"ก็พวกนั้นน่ะสิที่มารังแกน้าเราก่อน แต่ใครจะไปสู้ความเก่งกาจของน้าได้ล่ะคะ โดนจัดการซะเรียบเลย สุดท้ายก็ต้องแจ้นมาขอโทษขอโพยไงคะ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ทำไมพี่ไม่เข้าใจคะ"
"นั่นแหละ ใช่เลยจ้ะ" เฉินชิงรีบผสมโรงทันที
เธอคว้าตัวหลานสาวสุดที่รักมาฟัดแก้มซ้ายขวาด้วยความเอ็นดู มีแค่เสี่ยวอวี้นี่แหละที่รู้ใจเธอไปซะทุกเรื่อง
เฮ่ออวี้เสียงเห็นภาพบาดตาบาดใจตรงหน้าแล้วก็ได้แต่เบือนหน้าหนี เขาเดินไปหยิบหนังกระต่ายที่แช่น้ำจนได้ที่แล้วยื่นส่งให้น้าสาวเป็นการตัดบท
"นี่ครับ หนังกระต่ายที่น้าอยากได้"
ตอนนี้ซากกระต่ายไร้หนังทั้งสามตัวกำลังถูกแขวนห้อยต่องแต่งตากลมอยู่ใต้ชายคาบ้าน ส่วนหนังที่ลอกออกมา น้าสาวของเขาบอกว่าจะเก็บไว้ใช้ประโยชน์ เลยสั่งให้เขาเอาไปแช่น้ำทิ้งไว้ก่อน
เฉินชิงรับหนังกระต่ายมาแล้วตรงไปหาน้ำมันหมูกับสารส้มที่เตรียมไว้ จัดการขยำส่วนผสมทั้งหมดเข้ากับหนังซ้ำไปซ้ำมาจนเข้าที่ ก่อนจะนำไปผึ่งในที่ร่มให้แห้งสนิท
เธอตั้งใจไว้ว่าพอหนังแห้งดีแล้ว จะเอามาตัดเย็บต่อกันทำเป็นซับในให้เสื้อกั๊กของหลานๆ ทั้งสองคน ส่วนด้านนอกก็หาผ้าฝ้ายเก่าๆ มาเย็บปิดทับไว้อีกที
วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เสื้ออุ่นขึ้นเป็นกอง แต่ยังช่วยเลี่ยงคำนินทาของพวกปากหอยปากปูที่อาจจะหาว่าพวกเขาใช้ของฟุ่มเฟือยอย่างเสื้อผ้าขนสัตว์ได้อีกด้วย
ขณะที่เฉินชิงกำลังวุ่นอยู่กับโปรเจกต์ใหม่ของเธอ สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ต่างคนต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบกันไป
หลังจากเรื่องที่เธอสั่งสอนผู้จัดการเสิ่นจนน่วมแพร่กระจายไปทั่วโรงงาน ชีวิตการทำงานของเฉินชิงก็ดูจะราบรื่นขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะท่าทีของหม่าจื้อเฉียงที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเลิกคิดที่จะหาเรื่องหรือพยายามจะมาควบคุมเธออีกเลย
ชีวิตของเฉินชิงในหลายวันที่ผ่านมาจึงสงบสุขดีเหลือเกิน นอกจากงานประจำที่แผนกเหล็กเก่าแล้ว เธอยังใช้เวลาว่างวาดภาพประกอบลงในสมุดเล่มเล็กๆ เพื่อสอนเพื่อนร่วมงานให้รู้จักวิธีตัดเย็บเสื้อผ้าแบบง่ายๆ จนกระทั่งวันศุกร์มาถึง
เธอก็ตัดสินใจยื่นใบลาเพื่อไปร่วมประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียนของหลานๆ
หัวหน้าทีมจางเซ็นอนุมัติใบลาให้เธออย่างง่ายดาย
วันนี้ที่โรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักรมีการจัดกิจกรรมที่เรียกชื่อซะหรูว่า ‘การประชุมประสานงานการศึกษาแนวปฏิวัติ’ ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็คือการประชุมผู้ปกครองดีๆ นี่เอง
ผู้ปกครองส่วนใหญ่กลัวว่าจะโดนตำหนิว่ามีความตระหนักรู้ทางการเมืองไม่มากพอ เลยพร้อมใจกันส่งปู่ย่าตายายมาเป็นตัวแทน
ส่วนบ้านไหนที่ปู่ย่าตายายไม่ว่างหรือไม่สะดวกมาเพราะมีหลานหลายคนเกินกว่าจะไปร่วมงานได้ครบ พ่อแม่ถึงจะยอมสละเวลามาร่วมงานด้วยตัวเองแบบเสียไม่ได้
เฉินชิงนั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิง โดยมีคุณปู่ของหวังเหวินหมิงนั่งอยู่ข้างๆ ส่วนเฮ่อหย่วนก็นั่งประจำที่ของเฮ่ออวี้เสียง โดยมีเหมาเจี้ยนกั๋วนั่งขนาบข้างด้วยสีหน้าอมทุกข์ราวกับกำลังจะไปออกรบ
เหมาเจี้ยนกั๋วกำลังจ้องผลการเรียนของเหมาเหมาลูกชายตัวดีด้วยความรู้สึกอัปยศอดสูที่สุดในชีวิต "ภาษาจีนได้ 73 คะแนนก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่อะไร คณิตศาสตร์ได้แค่ 29 คะแนน"
คะแนน 29 นี่มันหมายความว่ายังไงกัน ถ้าไม่ใช่เพราะภรรยาสุดที่รักกำลังอารมณ์บูดบึ้งอยู่ที่บ้านล่ะก็ ต่อให้เอาปืนมาจ่อหัวเขาก็ไม่มีวันย่างเท้ามาที่นี่เด็ดขาด
เขาอุตส่าห์มีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าสถาบันวิจัยของโรงงาน แต่ลูกชายกลับสอบคณิตศาสตร์ได้แค่ 29 คะแนน นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องน่าอายธรรมดา แต่มันคือความอัปยศของวงศ์ตระกูล
เหมาเจี้ยนกั๋วรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ พอหันไปเห็นคะแนนของเฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่ข้างๆ โลกทั้งใบของเขาก็พลันมืดดับลง
ภาษาจีน 100 คะแนน คณิตศาสตร์ 100 คะแนน
ช่างเป็นคะแนนที่บาดตาบาดใจอะไรขนาดนี้ นี่สิถึงจะเรียกว่าลูกในอุดมคติของเขา
"แล้วเสี่ยวอวี้ล่ะ สอบได้เท่าไหร่"
เฮ่ออวี้ถิงเพิ่งจะอายุ 5 ขวบเต็ม แถมยังเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในชั้นเรียนอีกด้วย ต่อให้คะแนนจะออกมาไม่สวยเท่าไหร่ก็ยังพอจะทำใจยอมรับได้
เหมาเจี้ยนกั๋วมองหน้าเฮ่อหย่วนด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง เขาภาวนาขอให้คำตอบที่ได้ยินมันช่วยปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำของเขาได้บ้าง
เฮ่อหย่วนตอบกลับด้วยใบหน้านิ่งเรียบ "คณิตศาสตร์ 100 ภาษาจีน 100 ครับ"
วินาทีนั้นเอง โลกของเหมาเจี้ยนกั๋วก็พังครืนลงมาอย่างไม่มีชิ้นดี
"เจ้าเด็กบ้า มานี่เดี๋ยวนี้เลยนะ วันนี้พ่อจะตีลูกให้ตายคามือเลยคอยดู ลูกดูคะแนนของน้องสิ น้องได้ 100 เต็มทั้งสองวิชา แล้วลูกดูตัวเองสิสอบได้เท่าไหร่”
“เป็นเพราะพ่อไม่สั่งสอนลูกถึงได้เป็นแบบนี้ใช่ไหม อย่าคิดว่าพอไปแอบอยู่หลังเฮ่ออวี้เสียงแล้วพ่อจะไม่กล้าตีลูกนะ มานี่เดี๋ยวนี้"
เหมาเจี้ยนกั๋วโกรธจนเลือดขึ้นหน้า การที่ลูกชายสอบได้คะแนนน้อยกว่าเฮ่ออวี้เสียง เขายังพอจะกัดฟันทำใจยอมรับได้ แต่การที่ลูกสอบได้คะแนนน้อยกว่าเด็ก 5 ขวบอย่างเฮ่ออวี้ถิงน่ะ เขาทนไม่ได้เด็ดขาด
เหมาเหมาที่หลบอยู่หลังเฮ่ออวี้เสียงรีบเถียงกลับทันควัน
"ก็เสี่ยวอวี้ฉลาดกว่าผมนี่ครับ สอบได้คะแนนดีกว่าก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ได้สอบได้ที่โหล่ของห้องซะหน่อย ตอนอยู่ที่บ้านพ่อก็ตีผมไปรอบนึงแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ยังจะมาตีผมอีก"
ตอนที่พ่อเห็นผลสอบวิชาคณิตศาสตร์ที่ได้มา 29 คะแนน เขาก็โดนจัดหนักไปแล้วหนึ่งชุดใหญ่ๆ นี่พ่อยังคิดจะมาตีเขาซ้ำต่อหน้าเพื่อนๆ และผู้ปกครองคนอื่นๆ อีกเหรอ มันจะเกินไปหน่อยแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงปรามเสียงเข้ม "เงียบ"
คำเดียวสั้นๆ แต่กลับทำให้ทั้งห้องเงียบกริบลงได้
เหมาเจี้ยนกั๋วเผลอสบเข้ากับสายตาคมกริบที่ดูมืดมนของเฮ่ออวี้เสียงเข้าพอดี แม้ในใจจะยังคุกรุ่นไปด้วยความโกรธ แต่เขาก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย
เฮ่ออวี้เสียงเดินขึ้นไปยืนสง่าอยู่หน้าชั้นเรียน "นักเรียนทุกคนไปยืนข้างๆ ผู้ปกครองของตัวเอง ห้ามใครส่งเสียงดังเด็ดขาด ใครเสียงดังผมจะหักคะแนน แล้วก็ช่วยดูแลผู้ปกครองของตัวเองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยด้วย"
เหมาเหมาได้ทีหันไปถลึงตาใส่พ่อตัวเองอย่างคาดโทษ เป็นผู้ปกครองที่ทำให้เขาขายหน้าชะมัด
ทางด้านเฉินชิงกำลังอุ้มเฮ่ออวี้ถิงไว้ในอ้อมแขน เธอมองดูกระดาษคำตอบที่เต็มไปด้วยคะแนน 100 แล้วรู้สึกดีใจยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองสอบได้คะแนนเต็มเสียอีก
"เสี่ยวอวี้ของน้าเก่งที่สุดในโลกเลย"
เฮ่ออวี้ถิงได้ยินคำชมก็แอบเอามือขึ้นมาปิดปากหัวเราะคิกคัก ดีใจจังเลย
ไม่นานนัก คุณครูหลินก็เดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับหยางซิวจิ่นที่เดินตามเข้ามาติดๆ "ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีงานมันยุ่งๆ น่ะ"
คุณครูหลินโบกมือให้ "ไม่เป็นไรครับ เชิญนั่งได้เลย"
ทันทีที่หยางอี้เหอเห็นหน้าพ่อตัวเอง ใบหน้าของเธอก็ซีดเผือดลง ความหวังสุดท้ายที่เธอแอบภาวนาอยู่ในใจได้พังทลายลงจนหมดสิ้น เธออุตส่าห์หวังว่าพ่อจะไม่มา แต่สุดท้ายเขาก็มาจนได้
หยางซิวจิ่นเดินไปนั่งที่โต๊ะว่างด้านหน้าเฮ่อหย่วน เขาเหลือบตามองผลการเรียนของลูกสาวเป็นอันดับแรก ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ 100 คะแนนเต็มทั้งสองวิชา ไม่เสียแรงที่เป็นลูกของเขาจริงๆ
พอเห็นว่าเฉินชิงกำลังอุ้มหลานสาวอยู่ เขาก็เกิดความคิดที่จะทำตามบ้าง เขาช้อนตัวลูกสาวขึ้นมานั่งบนตักแล้วเอ่ยชมเสียงนุ่ม
"สอบได้คะแนนดีนี่"
หยางอี้เหอนั่งนิ่งๆ บนตักของพ่อ เธอไม่ร้องไม่ดื้อ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีดีใจอะไรกับคำชมนั้นเลยแม้แต่น้อย
บนเวทีหน้าชั้นเรียน คุณครูหลินเริ่มกล่าวเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ
"การศึกษาที่ดีต้องเริ่มต้นควบคู่ไปกับการใช้แรงงาน ผมขอความร่วมมือจากผู้ปกครองทุกท่านให้ช่วยสละเวลาในแต่ละวันเพื่อสอนให้ลูกๆ”
“ท่องจำวาทะของท่านประธาน เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ทางความคิดที่ถูกต้อง และสอนให้พวกเขารู้จักคุณค่าของการทำงานหนัก"
"เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตอนนี้เรามาเริ่มทบทวนวาทะไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่า"
สิ้นเสียงของคุณครูหลิน ผู้ปกครองทั้งห้องก็เริ่มท่องวาทะตามกันเสียงดังกระหึ่ม คุณครูหลินนำหนึ่งประโยค ผู้ปกครองก็ท่องตามอีกหนึ่งประโยค กว่าจะท่องจนจบเล่มก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมงเต็ม
"เนื้อหาทั้งหมดที่ได้ทบทวนไปนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการหล่อหลอมอนาคตของชาติ”
“ผู้ปกครองทุกท่านต้องนำไปอบรมสั่งสอนบุตรหลานของท่านให้ขึ้นใจ เพราะการมีอุดมการณ์ทางความคิดที่แน่วแน่เท่านั้น ถึงจะนำพาให้เด็กๆ ของเราเติบโตไปมีอนาคตที่สดใสได้ ทุกท่านเข้าใจตรงกันนะครับ"
"เข้าใจ"
ผู้ปกครองทุกคนขานรับเป็นเสียงเดียวกัน
เฉินชิงที่นั่งเงียบมาตลอดรู้สึกผิดขึ้นมาตะหงิดๆ ก็เธอไม่ได้เปล่งเสียงพูดอะไรกับเขาเลยแม้แต่คำเดียวนี่นา
คุณครูหลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงต่อไป "ก่อนอื่น ผมขอประกาศชื่นชมนักเรียนสามคนในชั้นเรียนของเราที่ทำคะแนนสอบได้เต็มทุกวิชา ได้แก่ เฮ่ออวี้ถิง หยางอี้เหอ และเฮ่ออวี้เสียง ขอเชิญทั้งสามคนขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ"
เด็กทั้งสามคนเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างว่าง่าย
เฮ่ออวี้ถิงเห็นน้าสาวยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เธอก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ รอยยิ้มของเธอบนเวทีช่างสดใสและเปี่ยมไปด้วยความสุขจนน่าเอ็นดู
รอยยิ้มของเด็กน้อยมีพลังวิเศษที่สามารถส่งต่อความสุขไปให้คนรอบข้างได้อย่างน่าประหลาด ผู้ปกครองหลายคนที่เห็นภาพนั้นต่างก็พากันยิ้มตามไปด้วย
คุณครูหลินกล่าวชื่นชม "เด็กหญิงเฮ่ออวี้ถิงเพิ่งจะอายุครบ 5 ขวบเต็ม แต่กลับสามารถสอบได้ 100 คะแนนเต็มทั้งสองวิชา ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก ขอให้ผู้ปกครองทุกท่านช่วยปรบมือเป็นกำลังใจให้เธอด้วยครับ"
เฉินชิงปรบมือเสียงดังกว่าใครเพื่อน เธอรู้สึกภูมิใจในตัวหลานสาวคนนี้เหลือเกิน
หลังจากที่คุณครูหลินให้ทุกคนปรบมือชื่นชมและกล่าวให้กำลังใจเด็กเรียนดีทั้งสามคนแล้ว ก็ถึงคิวของช่วงที่ทุกคนรอคอย
นั่นก็คือการประกาศรายชื่อนักเรียนที่ต้องปรับปรุงพฤติกรรม ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของอ่ายเจี่ยวหู่อย่างไม่ต้องสงสัย
"นอกจากวิชาพลศึกษาแล้ว เขาก็ไม่เคยแสดงความกระตือรือร้นในการเรียนวิชาไหนเลย แถมยังเป็นนักเรียนที่โดดเรียนบ่อยที่สุดอีกด้วย”
“ผมหวังว่าผู้ปกครองจะช่วยอบรมสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้ เพราะถ้าเขาไม่อยากจะเรียนจริงๆ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมานั่งเปลืองสวัสดิการของโรงงานเครื่องจักร"
อ่ายตงกวาได้ฟังแล้วก็หน้าแดงก่ำ "คุณครูไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะกลับไปจัดการมันให้เด็ดขาดเลย"
เหมาเจี้ยนกั๋วที่นั่งฟังอยู่ถึงกับใจหายวาบ เขากลัวเหลือเกินว่าจะได้ยินชื่อลูกชายของตัวเองหลุดออกมาจากปากของคุณครู
แต่จนแล้วจนรอด คุณครูหลินก็ไม่ได้เอ่ยชื่อใครอีก ท่านเพียงแค่หยิบใบประกาศเกียรติคุณใบหนึ่งขึ้นมาถือไว้
"และลำดับสุดท้าย ผมจะขอมอบรางวัลที่สำคัญที่สุดในวันนี้ นั่นก็คือรางวัลยุวชนต้นแบบเล่ยเฟิง ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ได้แก่...เด็กชายเหมาเหมาครับ"
[จบบท]