บทที่ 231: คะแนนบ๊วยของเสี่ยวอวี้
เฮ้อ... โชคยังดีที่ตอนนี้เฉินชิงย้ายไปอยู่แผนกเหล็กเก่าแล้ว
ขืนถ้าเธอยังอยู่ที่ฝ่ายสตรีแล้วมีหัวหน้าหลินคอยให้ท้ายแบบไม่มีเงื่อนไข มีหวังเธอได้แหกคอกจนฟ้าถล่มดินทลายไปแล้ว
ผู้จัดการเสิ่นที่เพิ่งเห็นเลขาธิการพรรคหยางเดินหัวเสียออกมาก็แอบย่องกลับเข้ามาในห้องทำงานของตัวเองแล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างเก็บอาการไม่อยู่
คิดดูสิ คนระดับเลขาธิการพรรคที่แก่จนใกล้จะลงโลงอยู่แล้วแท้ๆ ยังมาโดนเด็กสาวเมื่อวานซืนปั่นหัวจนแทบกระอักเลือดออกมาได้ "ฮ่าๆๆๆ"
เรื่องน่าอับอายแบบนี้ถ้าเจอคนเดียวก็คงรู้สึกแย่ แต่พอมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเพิ่มขึ้นมาอีกคน เขากลับรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเป็นกอง
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของเฉินชิงในโรงงานก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
กลุ่มหนึ่งยกย่องเธอว่าเป็นคนดีศรีสังคม แต่อีกกลุ่มกลับตราหน้าว่าเธอคือนางจิ้งจอกจำแลงกายมา
แม้แต่ในแผนกต่างๆ ก็ยังมีการถกเถียงเรื่องของเธอจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน
นั่นก็คือไม่ว่าเฉินชิงจะดีหรือร้าย แต่ความสวยและความดุของเธอน่ะของจริงแท้แน่นอน!
เมื่อขาดแหล่งข่าววงในอย่างเถียนเมิ่งหย่าไป ประกอบกับคนในแผนกเหล็กเก่าก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะเข้ามาตีสนิทด้วย เฉินชิงจึงกลายเป็นคนที่ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น
วันๆ เธอเอาแต่ทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการขนย้ายเศษเหล็กเท่านั้น
เธอไม่ได้ลงมือทำคนเดียว แต่ยังลากเอาคนจากแผนกขนส่งมาช่วยงานด้วย ทำให้ตอนนี้คนในแผนกขนส่งพากันเกลียดเธอเข้าไส้ไปตามๆ กัน
เพราะการมาของเธอทำให้พวกเขาส่วนใหญ่ต้องยอมเจียดเงินอย่างน้อย 50 หยวนจากเงินเดือนที่หาได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 100 หยวนไปมอบให้กับคนในแผนกเหล็กเก่า
ถึงจะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่ก็สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจไม่น้อย
แน่นอนว่าเฉินชิงไม่คิดจะใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น ในเมื่อเธอเองก็มีเรื่องอัดอั้นตันใจที่อยากจะระบายออกมาเหมือนกัน เธอเลยถือโอกาสนี้ตะโกนใส่พวกเขาไปเต็มเสียง
“ขยับกันหน่อยสิคะ ไม่ได้กินข้าวเช้ากันมาหรือไง ไหวไหมคะเนี่ย?!”
“ผมไหวครับ!” หนึ่งในคนงานจากแผนกขนส่งตะโกนตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำจากความโกรธ
“ก็อย่ามัวโอ้เอ้กันสิคะ ขนาดเด็กที่อายุน้อยที่สุดในแผนกเรายังทำได้ดีกว่าพวกคุณเลย ดูเขาเป็นตัวอย่างแล้วหันมามองตัวเองบ้าง ไม่อายบ้างหรือไงคะ?!”
เด็กหนุ่มที่เฉินชิงพูดถึงมีอายุเพียง 15 ปี เขาต้องมารับหน้าที่แทนพ่อที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปอย่างกะทันหัน ในยุคที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานเด็ก
ในฐานะลูกชายคนโต เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมาทำงานแทนพ่อ ตอนนี้เขายังคงสถานะเป็นเพียงพนักงานชั่วคราวที่ได้รับเงินเดือนแค่ 18 หยวนต่อเดือน
แต่เขาก็ขยันขันแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเป้าหมายเดียวของเขาคือการได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ เพื่อที่ครอบครัวของเขาจะได้มีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน
เมื่อได้ยินเฉินชิงเอ่ยถึงตัวเอง เด็กหนุ่มก็ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ เขาทำผลงานได้ดีเยี่ยมมาโดยตลอด
พอถึงเวลาเลิกงาน เขาจึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาเฉินชิง
“พี่เฉินครับ คือ... พ่อผมก็เคยต้องจ่ายเงินให้แผนกขนส่งเหมือนกัน ผมจะขอเบิกเงินส่วนนั้นได้ไหมครับ”
“ได้สิ ไม่มีปัญหา!” เฉินชิงจำได้ว่าเคยเห็นเด็กคนนี้กินข้าวเที่ยง เขากินน้อยมาก แค่ซาลาเปาหมั่นโถวสองลูกก็ถือว่าเป็นมื้ออาหารแล้ว
“ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ อีกไม่นานก็ได้เป็นพนักงานประจำแล้ว”
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวยตัดกับผิวสีคล้ำแดด
“ครับ! ขอบคุณมากนะครับพี่เฉิน ผมกลับก่อนนะครับ”
ภาพของเด็กหนุ่มที่รูปร่างผอมบางราวกับลิงวิ่งตรงไปยังประตูโรงงานทำให้เฉินชิงอดที่จะทึ่งไม่ได้ นี่สินะพลังของวัยหนุ่มสาว ช่างเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวาจริงๆ
ตัดภาพมาที่ตัวเธอในตอนนี้ สภาพไม่ต่างอะไรกับซากศพเดินได้ที่กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าและไร้เรี่ยวแรง
เฮ่อหย่วนที่มารอรับเธออยู่แล้วแย้มยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องหุบลงทันทีที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นแขนของเธอที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
“ทำไมถึงเจ็บตัวอีกแล้วล่ะ”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ในดงเศษเหล็กแบบนั้น แค่เผลอไผลนิดเดียวก็อาจโดนบาดได้เป็นเรื่องธรรมดา
เฉินชิงเห็นใบหน้าบึ้งตึงของเขาก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“จะบอกอะไรให้นะ วันนี้ฉันเหนื่อยมาก ที่ยังยืนอยู่ได้ก็เพราะนึกถึงซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่คุณสัญญาว่าจะทำให้กินนั่นแหละ ไปเถอะ กลับบ้านไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า”
ภาพของเฉินชิงที่กำลังหยอกล้อกับเฮ่อหย่วนอย่างสนิทสนมกลายเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาสำหรับคนในแผนกหลอมเหล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนในแผนกเหล็กเก่าที่รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังคนละม้วน
เอ่อ... เจ๊ใหญ่ของพวกเราเนี่ยนะจะมาทำตัวมุ้งมิ้งกระหนุงกระหนิงแบบนี้ ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหันไปพิจารณาเฮ่อหย่วนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
อืม... ก็สูงดีนะ
หน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ
ฐานะก็ดูจะร่ำรวย
แถมยังทำอาหารเป็นอีก
เฮ้อ... ก็ถือว่าพอไปวัดไปวาได้ล่ะนะ
ทุกครั้งที่เฮ่อหย่วนเห็นบาดแผลบนตัวเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะโทษตัวเองที่จัดการเรื่องต่างๆ ได้ช้าเกินไป เขาจึงเอ่ยปากขอร้องด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“คุณลาพักร้อนสักพักได้ไหม”
“ไม่ได้! ฉันจะต้องคว้าธงแดงมาให้ได้ แล้วฉันก็จะเป็นสมาชิกพรรคด้วย!”
เฉินชิงเห็นแววตาที่เป็นห่วงของเขาก็ยิ้มออกมาพลางดึงแขนเสื้อของเขาให้เดินตามออกมา
เมื่อเฉินชิงขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังเรียบร้อยแล้ว เฮ่อหย่วนก็เริ่มปั่นจักรยานออกจากโรงงานพลางเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
“จริงๆ แล้วตอนนี้ประวัติของคุณก็ถือว่าขาวสะอาดมากแล้วนะ ถึงจะลาพักสักหน่อยก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรมากหรอก”
“แค่นั้นมันยังไม่พอ”
“ทำไมถึงไม่พอล่ะ”
“ก็มันไม่พอน่ะสิ”
“โอเคๆ ผมเข้าใจแล้ว” เฮ่อหย่วนจนปัญญาที่จะเถียงต่อ ช่วงนี้เขาเห็นเธอเจ็บตัวบ่อยจนรู้สึกทั้งเป็นห่วงและหงุดหงิดใจไปพร้อมๆ กัน
เมื่อกลับถึงบ้าน เฮ่อหย่วนก็ลงมือทำแผลให้เธออย่างชำนาญ เฉินชิงที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นผงจึงขอตัวไปอาบน้ำก่อน ซึ่งเฮ่ออวี้เสียงก็ได้เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนเฮ่อหย่วนก็ตรงเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น วันนี้มีเมนูเด็ดอย่างซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานและผัดกุยช่าย พออาหารทุกอย่างถูกยกขึ้นโต๊ะ เฉินชิงก็อาบน้ำเสร็จพอดี
เฮ่ออวี้เสียงเห็นผ้าพันแผลบนแขนของน้าสาวก็ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที
“ทำไมน้าต้องเจ็บตัวตลอดเลย ไม่รู้จักหลบบ้างเหรอครับ”
“ก็น้าอยากจะหลบก็หลบได้ที่ไหนล่ะ นึกว่าน้ามีตารอบตัวหรือไง?!” เฉินชิงสวนกลับทันควัน
“สรุปก็คือน้ามันไม่เอาไหนเองนั่นแหละครับ!” เฮ่ออวี้เสียงโกรธจนแทบจะพ่นไฟออกมาได้
“ผมเห็นคนอื่นเขาก็ไม่เห็นจะเจ็บตัวเหมือนน้าสักคน”
เฉินชิงเบ้ปากใส่หลานชาย “ก็มันคนละแผนกกันโว้ย เข้าใจอะไรยากจัง”
เฮ่ออวี้เสียงขึ้นเสียงกลับ “งั้นก็จ่ายเงินย้ายไปอยู่แผนกอื่นสิครับ ถ้าไม่มีเงินก็ไปยืมคนอื่นเขาก่อนไม่ได้เหรอ?!”
“แผนกที่เราอยู่มันก็ดีอยู่แล้วนี่”
“น้านี่โง่สิ้นดี”
“เธอนั่นแหละที่โง่กว่า”
“น้าต่างหากที่โง่กว่า”
สงครามน้ำลายระหว่างน้ากับหลานดำเนินไปอย่างไม่มีใครยอมใคร จนในที่สุดเฮ่ออวี้เสียงก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ เขาตักข้าวตักกับข้าวของตัวเองแล้วเดินไปนั่งกินที่หน้าประตูบ้านด้วยความโมโห
เฉินชิงจึงหันไปมองเฮ่ออวี้ถิงแทน
เด็กหญิงทำหน้าเศร้าสลด ก่อนจะยกชามข้าวของตัวเองเตรียมจะเดินตามพี่ชายไป
เฉินชิงถึงกับตาโต กุมหน้าอกตัวเองแล้วแสร้งทำเป็นเสียใจ
“เสี่ยวอวี้ หนูไม่รักน้าแล้วเหรอ”
เฮ่ออวี้ถิงรีบวางชามข้าวลงแล้ววิ่งกลับมาทันที “รักสิคะ หนูรักคุณน้ากับพี่ชายที่สุดในโลกเลย” หยุดไปชั่วครู่ เธอก็พูดเสริมขึ้นมาว่า
“แล้วก็รักคุณอาด้วยค่ะ”
เฮ่อหย่วนที่นั่งเงียบอยู่นานถึงกับยิ้มออกมา “ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เด็กหญิงโบกมือให้
เฉินชิงถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตา “แล้วทำไมเสี่ยวอวี้ของน้าถึงได้ทำหน้าบูดเป็นตูดลิงแบบนั้นล่ะจ๊ะ หืม ดูสิ ปากยื่นออกมาจนจะแขวนหม้อน้ำมันได้อยู่แล้ว”
เธอพูดพลางใช้นิ้วจิ้มไปที่ริมฝีปากของหลานสาวเบาๆ
เฮ่ออวี้ถิงวางชามข้าวลงบนโต๊ะแล้วพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ก็คุณน้าโกหกหนู!”
“น้าไปโกหกอะไรหนู” เฉินชิงทำหน้างง
“ไหนคุณน้าบอกว่างานที่ทำมันก็เหมือนกับวิชาการงานไงคะ ตอนเรียนวิชาการงานหนูไม่เคยเจ็บตัวเลยสักครั้ง” ดวงตาของเด็กหญิงเริ่มมีน้ำตาคลอ เธอจับมือน้าสาวไว้แน่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“ตอนนี้หนูก็ได้ที่โหล่ของวิชาการงานแล้ว คุณน้าคะ เราไม่ต้องพยายามเป็นที่หนึ่งได้ไหมคะ”
เฉินชิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นมันดีหรือไม่ดีกันแน่
เฮ่ออวี้ถิงพยายามเกลี้ยกล่อมต่อ “จริงๆ นะคะ หนูว่าการเป็นที่โหล่ก็ดีเหมือนกันนะ สบายดีออก คนเราแค่มีความสุขก็พอแล้วใช่ไหมคะ”
สมองของเฉินชิงประมวลผลไม่ทัน มันก็จริงอย่างที่หลานสาวพูด แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
“แต่น้าชอบนี่”
“น้าของน้องสติไม่ดี น้าชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขา” เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่หน้าประตูตะโกนเข้ามา
เฮ่ออวี้ถิงพยักหน้าเห็นด้วยเงียบๆ
เฮ่อหย่วนเองก็เกือบจะพยักหน้าตามไปแล้ว แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกสายตาคู่หนึ่งจ้องเขม็งมา
เฮ่ออวี้ถิงเขย่ามือน้าสาวเบาๆ “คุณน้าคะ เราย้ายแผนกกันนะคะ นะคะ”
“ไม่ได้” เฉินชิงปฏิเสธเสียงแข็ง
เหตุผลที่เธอจะอยู่ต่อมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่เหตุผลที่จะให้เธอยอมถอยกลับไม่มีเลยแม้แต่ข้อเดียว
เฮ่ออวี้ถิงไม่ค่อยจะถูกน้าสาวปฏิเสธแบบนี้ เธอจึงมีอาการมึนงงเล็กน้อย
เฉินชิงมองเข้าไปในดวงตาของหลานสาวแล้วพูดอย่างจริงจัง
“น้าไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่ได้เอาแต่บ่นว่างานมันหนัก แผนกเหล็กเก่าเป็นแผนกที่มีคุณค่า”
“น้ารู้ว่าพวกเธอทุกคนเป็นห่วงน้า แต่น้าก็มีทางเลือกของตัวเอง หนูช่วยสนับสนุนน้าได้ไหม น้าสัญญาว่าต่อไปนี้จะพยายามไม่ให้เจ็บตัวอีก”
เฮ่อหย่วนเงยหน้าขึ้นมองเธอ หัวใจของเขาสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เฮ่ออวี้ถิงมองสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและคาดหวังของน้าสาว เธอจึงพยักหน้าช้าๆ ทั้งน้ำตา เม้มปากแน่นแล้วพูดว่า
“ถ้างั้นต่อไปนี้หนูจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้วค่ะ”
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินชิง “ดีมากจ้ะ”
เฮ่ออวี้เสียงเม้มริมฝีปากแน่น
น่ารำคาญชะมัด!
[จบบท]