บทที่ 238: ธงเกียรติยศ
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว หัวหน้าหลินถึงเพิ่งจะได้รับรู้เรื่องราวจากปากของผู้จัดการเสิ่นว่าเฉินชิงได้ลาออกจากงานไปแล้ว เธออดไม่ได้ที่จะถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“เสี่ยวชิง แล้วลำพังแค่การรับจ้างเย็บผ้า รายได้จะพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเหรอ”
“พอแน่นอนค่ะ” เฉินชิงตอบรับอย่างหนักแน่น
“ฉันเป็นคนรักสวยรักงามอยู่แล้ว รสนิยมก็พอไปวัดไปวาได้ ฝีมือก็ไม่เป็นรองใคร ก่อนหน้านี้ฉันก็บอกแล้วไงคะว่าถ้าหัวหน้าหลินมีเสื้อผ้าที่ต้องซ่อมแซมหรืออยากจะตัดชุดใหม่เมื่อไหร่ ให้มาหาฉันได้เลย”
หัวหน้าหลินจึงยิ้มรับคำของเธออย่างยินดี
ทว่าผู้จัดการเสิ่นกลับร้อนรนจนนั่งไม่ติดที่ เขาเดินวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่น
นี่เขาไม่ได้คิดจะให้หัวหน้าหลินมานั่งคุยสารทุกข์สุกดิบเสียหน่อย! ที่เขาต้องการคือให้หัวหน้าหลินช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้เฉินชิงยอมกลับมารับตำแหน่งงานคืนต่างหาก
เพราะหากเรื่องเป็นแบบนี้ต่อไป ตอนที่โรงงานเครื่องจักรต้องยื่นรายงานต่อกรมพาณิชย์ บรรดาคำร้องขอต่างๆ ที่ยื่นไปคงถูกดองเค็มจนเปื่อยยุ่ยเป็นแน่แท้! ให้มันได้อย่างนี้สิ
ทำไมประวัติของเฉินชิงถึงต้องขาวสะอาดหมดจดขนาดนี้ด้วยนะ เป็นถึงลูกหลานชาวนากรรมกรรุ่นที่ 18 ผู้มีจุดยืนทางการเมืองมั่นคง เป็นธิดาวีรบุรุษของโรงงานเครื่องจักร
แถมยังเป็นครอบครัวของผู้พลีชีพเพื่อชาติอีก! ไหนจะประกาศนียบัตรกับธงเกียรติยศที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ นั่นอีก
คนเพียงคนเดียวจะพ่วงตำแหน่งอันทรงเกียรติไว้มากมายขนาดนี้ไปเพื่ออะไรกัน!
เลขาธิการพรรคหยางพยายามพูดเกลี้ยกล่อมเฉินชิงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“สหายเฉิน เธอก็เห็นแล้วว่าองค์กรอนุมัติให้เธอกลับมารับตำแหน่งเดิมได้ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบทั้งหมด”
“เดี๋ยวพวกเราจะไปคุยกับสหายคนที่คุณโอนตำแหน่งให้ แล้วหลังจากนั้นก็ไปที่ฝ่ายบุคคลเพื่อดำเนินการคืนตำแหน่งให้เรียบร้อยดีไหม”
“ไม่ต้องแล้วค่ะ” เฉินชิงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เธอไม่ต้องการจะเสียเวลาฟังเรื่องไร้สาระของคนเหล่านี้อีกต่อไป จึงจูงมือเฮ่อหย่วนเดินจากไปทันที
ผู้จัดการเสิ่นที่เห็นท่าทีไม่ยินดียินร้ายของทั้งสองคนก็เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมา เขาระเบิดอารมณ์ออกมาเสียงดัง “เฮ่อหย่วน นี่คุณลางานมาเหรอ”
เฉินชิงหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้จัดการเสิ่น “ท่านจะขึ้นเสียงทำไมคะ เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำมาตลอด ตั้งแต่ 8 โมงเช้าจรดเที่ยงคืน บางวันอาจจะดึกกว่านั้นด้วยซ้ำ”
“เขาไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่วันเดียว การที่เขาจะลางานตามสิทธิ์ที่พึงมีมันผิดตรงไหน! ‘ร่างกายคือต้นทุนของการปฏิวัติ’ คำขวัญนี้มีให้เห็นอยู่ทุกที่ หรือว่าคุณมองไม่เห็น!”
ผู้จัดการเสิ่น “...”
เขาถูกตอกกลับจนหน้าชาไปทั้งแถบ ทั้งโกรธทั้งอับอาย แต่ก็ไม่สามารถสรรหาคำใดมาโต้ตอบได้
เพราะวาทกรรม ‘ความเสียสละเพื่อประเทศชาติ’ ที่เขาชื่นชอบนักหนา หากกล้านำมาใช้กับผู้หญิงคนนี้ มีหวังคงได้โดนเธอสั่งสอนกลับมาอย่างแน่นอน
เฮ่อหย่วนรู้สึกพอใจกับการกระทำของเธอเป็นอย่างยิ่ง
ความรู้สึกของการมีคนคอยอยู่เคียงข้างและปกป้องมันช่างดีเหลือเกิน
เขาปล่อยให้เฉินชิงจูงมือเดินต่อไปโดยไม่ได้เอ่ยถามจุดหมายปลายทาง เพราะไม่ว่าเธอจะพาไปที่ไหน เขาก็พร้อมจะไปกับเธอทุกที่
ซูม่านม่านมองภาพตรงหน้าด้วยความริษยาจนนัยน์ตาแดงก่ำ
ทำไมผู้หญิงอย่างเฉินชิงถึงได้ลาออกไปแล้วยังสามารถเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้อีก ก็แค่ได้รับการจัดสรรบ้านพักให้หลังเดียว มันจะยิ่งใหญ่อะไรนักหนา ใครๆ ก็มีสิทธิ์ได้รับไม่ใช่หรือไง!
อีกทั้งยังต้องไปเดือดร้อนคนใหญ่คนโตมากมายให้มาช่วยทำธงเกียรติยศให้ ไหนจะโรงงานเครื่องจักรที่ยังจะอ้าแขนรับเธอกลับเข้าไปทำงานในตำแหน่งเดิมอีก คนพวกนี้เสียสติไปกันหมดแล้วหรืออย่างไร!
แล้วไหนจะเฮ่อหย่วนอีก เขาไม่ใช่คนเย็นชาไร้หัวใจหรอกหรือ! ปกติทำตัวห่างเหินไม่เคยให้ใครเข้าใกล้ สร้างกำแพงกั้นตัวเองออกจากคนรอบข้างเสมอ
แต่บัดนี้แววตาที่เคยเย็นชาของเขากลับดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องไปยังเฉินชิงเพียงผู้เดียว ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มบางๆ แต่ก็ทำให้ใบหน้าโดยรวมของเขาดูนุ่มนวลลง
ทำไมเขาถึงยิ้มได้ดูดีขนาดนี้!
แถมรอยยิ้มนั้นยังเป็นรอยยิ้มที่มอบให้เฉินชิงอีก! ซูม่านม่านแทบจะบ้าคลั่ง เฉินชิงนอกจากจะมีดีแค่หน้าตาแล้ว ยังมีอะไรอีก ถึงได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างไปมากมายขนาดนี้
ในขณะที่เหล่านักเรียนอาชีวะที่เฝ้ามองเหตุการณ์มาโดยตลอดกลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป พวกเขายอมรับว่าความงามเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้เฉินชิงโดดเด่นอย่างแท้จริงคือบุคลิกและออร่าที่เปล่งประกายออกมาต่างหาก
เธอมีความสามารถที่โดดเด่น การตัดสินใจที่เด็ดขาด และยังเป็นคนที่เข้ามาคลี่คลายปัญหาใหญ่ให้กับพวกเขาอีกด้วย
ณ เวลานี้ จำนวนผู้ที่เลื่อมใสในตัวเฉินชิงภายในแผนกอาชีวศึกษาของโรงงานเครื่องจักรจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลาย
ผู้จัดการเสิ่นได้แต่ทอดถอนใจขณะที่หันไปพูดกับหัวหน้าหลิน
“อีกไม่นานเฮ่อหย่วนคงจะถูกเฉินชิงชักนำไปในทางที่ไม่ดีแน่”
“นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอคะ”
หัวหน้าหลินออกจะชื่นชมในตัวของเฮ่อหย่วนอยู่ไม่น้อย
เขาเป็นคนที่มีไหวพริบปฏิภาณในด้านการวิจัยเป็นเลิศ รู้จักมองหาและฉวยโอกาสที่เข้ามาเสมอ ที่สำคัญคือมีหัวใจที่พร้อมจะอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ยอมสละแรงกายแรงใจทำงานอย่างหนักในสถาบันวิจัย นับเป็นสหายที่ดีคนหนึ่ง
แต่ด้วยนิสัยที่เย็นชาและเก็บตัวของเขา แม้จะอาศัยอุดมการณ์เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจต่อไปได้อีกสัก 10 ปี แต่คนแบบเขาที่ไร้ซึ่งครอบครัวและถูกกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด
แถมยังมีปมอดีตที่ขมขื่น หากนโยบายของรัฐยังคงเดิมก็คงไม่เป็นไร แต่หากในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็ยากที่จะคาดเดาชะตากรรมของเขาได้
มีประเทศชาติที่มั่นคงจึงมีครอบครัวที่อบอุ่น
และในทำนองเดียวกัน การรักครอบครัวก็คือการแสดงความรักชาติอีกรูปแบบหนึ่ง
หัวหน้าหลินชายตามองเลขาธิการพรรคหยางและผู้จัดการเสิ่น “เชิญพวกคุณทำงานกันต่อเถอะค่ะ ส่วนฉันก็ต้องกลับไปจัดการเรื่องของสหายที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งแรงงานต้นแบบเหมือนกัน”
“อ้อ แล้วก็ท่านเลขาธิการหยางคะ อย่าลืมกล่าวขอบคุณบุคคลทั้ง 6 ท่านในที่ประชุมใหญ่ด้วยนะคะ แต่แน่นอนว่าฉันอยากให้คุณได้ขอบคุณ 7 ท่านมากกว่า”
เลขาธิการพรรคหยางยิ้มรับ “ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับหัวหน้าหลิน”
แต่เดิมเขาตั้งใจจะเกษียณอายุราชการอย่างเรียบง่าย แล้วค่อยไปจัดการเรื่องส่วนตัวที่คั่งค้างไว้
แต่ผลจากการกระทำของเฉินชิง กลับทำให้ภาระงานในหน้าที่ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
เลขาธิการพรรคหยางหันไปทางซูม่านม่าน “สหายซู เดี๋ยวฉันจะไปส่งเธอที่โรงพยาบาลก่อน”
“ขอบคุณท่านเลขาธิการหยางมากค่ะ”
ซูม่านม่านจึงเดินตามเลขาธิการพรรคหยางออกไป
ส่วนผู้จัดการเสิ่นและหม่าจื้อเฉียงก็พากันแยกย้ายจากไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจ
การต่อสู้เพียงครั้งเดียวของเฉินชิง สามารถโค่นขุนพลคนสำคัญไปได้ถึง 2 นาย!
คนหนึ่งคือหัวหน้าแผนกการเงิน
ส่วนอีกคนคือหัวหน้าแผนกขนส่ง
ซึ่งทั้งสองแผนกต่างก็เป็นแหล่งผลประโยชน์ชั้นดี
ในเมื่อไม่สามารถดึงคนเดิมกลับมาได้ การช่วงชิงตำแหน่งที่ว่างลงจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้
จ้าวเจี้ยนปินยังคงนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้น สายตาของเขาเลื่อนลอยและว่างเปล่า ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ในที่สุดเขาก็ตาเหลือกและสิ้นสติไป
เวลาผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่มีใครเข้ามาให้ความสนใจ เพราะแม้แต่คนในครอบครัวของเขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอด
หลังจากออกจากเขตโรงเรียนอาชีวศึกษา ทั้งสองคนก็เดินผ่านอาคารมัธยมต้น และมุ่งหน้าไปยังอาคารประถมศึกษา
เฉินชิงหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียนชั้นปีที่ 1 พร้อมกับส่งยิ้มให้กับคุณครูหลิน
“พอดีพวกเรามีธุระด่วน ต้องขอรับตัวเด็ก 2 คนกลับบ้านก่อนค่ะ”
เหมาเหมายืนพรวดขึ้นแล้วโบกไม้โบกมืออย่างดีใจ
เฉินชิงยิ้มกว้างขึ้นแล้วพูดเสริม “แล้วก็เหมาเหมาด้วยค่ะ”
คุณครูหลินไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการที่เฉินชิงจะมารับตัวเฮ่ออวี้เสียงและเฮ่ออวี้ถิงกลับบ้าน แต่เหมาเหมาไม่ใช่ลูกของเธอ
ขณะที่สองพี่น้องยังไม่ทันได้แสดงท่าทีใดๆ เหมาเหมาก็วิ่งพรวดมาหยุดอยู่ตรงหน้าน้าสาวของเขาเสียแล้ว หนังสือเรียนที่ถูกยัดไว้ในกระเป๋าอย่างลวกๆ ก็ร่วงหล่นกระจายเกลื่อนพื้น
มุมปากของคุณครูหลินกระตุกเล็กน้อย “เหมาเหมา เดี๋ยวก่อน เธอจะไปกับพวกเขาไม่ได้นะ ต้องให้คุณพ่อหรือคุณแม่ของเธอมาอนุญาตก่อน”
“ถ้างั้นผมไปหาแม่ก็ได้ครับ”
แม่ของเขาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนอาชีวศึกษา
เฉินชิงจึงช่วยรับกระเป๋าเป้ของเขามาแล้วจัดเก็บหนังสือให้เป็นระเบียบ
เหมาเหมาวิ่งตรงไปยังมุมหนึ่งในห้องพักครูของโรงเรียนอาชีวศึกษาเพื่อตามหาแม่ของเขา
“ผมอยากไปเล่นที่บ้านน้าครับแม่ แม่ช่วยเขียนใบอนุญาตให้คุณครูหน่อยได้ไหมครับ”
ทาเลียไม่สามารถออกจากห้องพักครูได้ตามอำเภอใจในช่วงเวลาพักหรือคาบว่าง ดังนั้นเธอจึงได้ยินเพียงแค่ว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับเฉินชิง แต่ก็ไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด จึงรีบเอ่ยถาม
“แล้วน้าของลูกเป็นยังไงบ้าง”
เหมาเหมาตอบเสียงใส “สบายดีครับ จริงๆ นะครับ ผมเห็นน้าอารมณ์ดีมากๆ เลย แล้วน้าก็อนุญาตให้ผมไปเล่นที่บ้านด้วย”
ทาเลียจึงกำชับ “ห้ามไปดื้อกับน้านะ”
เหมาเหมาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
หลังจากได้ใบอนุญาตมาแล้ว เหมาเหมาก็รีบวิ่งกลับไปหาคุณครูประจำชั้นแล้วยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้
คุณครูหลินพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต “ไปได้แล้ว”
เหมาเหมาจึงรับกระเป๋าเป้คืนจากน้าสาวมาสะพายไว้บนหลัง แล้วเดินเคียงข้างเฮ่ออวี้ถิงพร้อมกับกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงออกไปข้างนอก
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงนั้นหันไปมองน้าสาวของเขา “พวกน้าไปทำอะไรกันมาเหรอครับ”
เฉินชิงตอบอย่างอารมณ์ดี “ไปเอาคืนให้เธอยังไงล่ะ น้าอัดเจ้าเด็กนั่นไป 3 หมัดเลยนะ ไม่เลวใช่ไหมล่ะ”
ขนตาของเฮ่ออวี้เสียงสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
บัญชีรายชื่อคนที่เขาต้องชำระแค้นในอนาคตได้ลดลงไปอีก 1 คน
ระหว่างทางกลับบ้าน เฮ่ออวี้ถิงสังเกตเห็นธงเกียรติยศในมือของน้าสาวจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “คุณน้าคะ นี่คืออะไรเหรอคะ”
“นี่คือธงเกียรติยศยังไงล่ะ!” เฉินชิงตอบด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ
“เดี๋ยวกลับถึงบ้านแล้วจะเอาให้ดู”
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอให้เด็กทั้ง 3 คนนั่งเรียงกันบนม้านั่งยาว ส่วนตัวเธอยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา พร้อมกับทำเสียงประกอบฉากด้วยตัวเอง “แต่น แตน แต๊น แต่น แตน แต๊น...”
ธงเกียรติยศถูกคลี่ออกอย่างช้าๆ
เฮ่ออวี้ถิงและเหมาเหมาต่างก็กะพริบตาปริบๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
แต่เฮ่ออวี้เสียงกลับลุกขึ้นยืนทันที “เดี๋ยวผมไปหาตะปูมาครับ เราจะเอาธงผืนนี้ไปแขวนไว้ตรงกลางห้องโถง”
[จบบท]