บทที่ 246: คลื่นใต้น้ำ
ในยุคสมัยที่เงินเดือนของคนงานธรรมดาทั่วไปอยู่ที่ 36 หยวนต่อเดือน และชาวนาในชนบทที่ต้องตรากตรำหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมาตลอดทั้งปีจะมีรายได้อยู่ราวๆ 100 ถึง 200 หยวนนั้น
ตัวเลขเงินเดือน 99 หยวนของเฉินชิงถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการอย่างแท้จริง
ข่าวนี้สำหรับซูม่านม่านแล้วไม่ต่างอะไรกับฟ้าผ่าลงมากลางกบาล เธอกำลังวาดฝันหวานว่ารอให้ตำแหน่งในคณะกรรมการโรงงานของตัวเองมั่นคงเสียก่อน
แล้วจะกลับไปเหยียบย่ำเฉินชิงให้จมดินอย่างสาแก่ใจ แต่ยังไม่ทันที่แผนการจะได้เริ่มขึ้น เฉินชิงก็กำลังจะกลับมาในฐานะหัวหน้าโดยตรงของเธอเสียแล้ว
“ฮ่าๆๆๆ...” เถียนเมิ่งหย่าระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดจะเก็บอาการ
มันช่างสะใจเป็นบ้า ในที่สุดเพื่อนรักของเธอก็จะกลับมาแล้ว ไม่ใช่แค่กลับมาแบบธรรมดาๆ แต่พ่วงตำแหน่งรองหัวหน้ามาด้วย
นั่นหมายความว่าเธอจะไม่ต้องทนรำคาญใจกับยัยขี้แงที่คอยสร้างปัญหาอีกต่อไปแล้ว แค่คิดก็รู้สึกว่าอากาศรอบตัวมันช่างสดชื่น โลกทั้งใบดูสดใสสวยงามไปเสียหมด
เถียนเมิ่งหย่าเดินตรวจงานตามแผนกต่างๆ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างปิดไม่มิด ทุกที่ที่เธอเดินผ่านมักจะมีคนเข้ามาทักทายด้วยคำถามเดียวกันเสมอ
“เรื่องที่ว่าเฉินชิงจะกลับมานี่จริงหรือเปล่า”
“แล้วที่ว่าเป็นรองหัวหน้านี่ล่ะ จริงไหม”
“เรื่องจริงสิ เพื่อนฉันจะกลับมาแล้ว แถมยังเป็นรองหัวหน้าด้วย” เถียนเมิ่งหย่าต้องตอบคำถามนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งวัน จากตอนแรกที่รู้สึกตื่นเต้นดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ก็กลายเป็นตอบไปตามความเคยชินอย่างเป็นธรรมชาติ
ระหว่างที่เดินตรวจงานอยู่นั้น เธอก็บังเอิญสวนกับหูไท่หงที่เดินมาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “คุณเป็นอะไรของคุณอีก”
“เปล่า ไม่มีอะไรครับ” หูไท่หงโบกไม้โบกมือเป็นเชิงปฏิเสธก่อนจะรีบเดินเลี่ยงจากไป
ช่วงนี้ชีวิตของเขาวุ่นวายไม่ใช่เล่น แค่งานตรวจเช็กแผนกใหม่ตามที่พ่อสั่งก็หนักหนาพอแล้ว แต่ซูม่านม่านกลับโยนงานของตัวเองมาให้เขาทำเพิ่มอีก
แถมยังสั่งให้เขาไปตรวจแผนกอื่นๆ แทนเธออีกต่างหาก ถ้าเขาไม่ยอมทำ เธอก็ขู่ว่าจะไปแจ้งความว่าเขาบังคับจูบสหายหญิง!
เหตุการณ์วันนั้นมันเป็นอุบัติเหตุชัดๆ แค่เดินชนกันแล้วปากดันไปโดนแก้มเธอเข้าพอดี เขาไม่ได้มีเจตนาจะลวนลามเธอเลยสักนิด
แต่ซูม่านม่านกลับไม่ยอมฟังเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ตอนแรกเขาก็คิดจะรับผิดชอบนะ เพราะที่บ้านก็เร่งเรื่องแต่งงานอยู่พอดี แต่งๆ กันไปให้มันจบเรื่อง แต่ซูม่านม่านกลับด่าเขาสาดเสียเทเสียหาว่าคางคกริอาจจะกินเนื้อหงส์
เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง เถียงไม่ทัน เลยได้แต่ยอมให้เธอโขกสับ บังคับให้ทำงานงกๆ เพื่อเป็นการไถ่โทษ
เรื่องงานยังพอทน เรื่องที่เธอคบหากับหยางซิวจิ่นเขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะถึงอย่างไรพ่อแม่เขาก็คงไม่ยอมรับผู้หญิงแบบนี้มาเป็นลูกสะใภ้อยู่แล้ว
แต่ที่มันเกินไปคือพักหลังมานี้เธอกล้าดียังไงมาไถเงินค่าขนม 5 หยวนของเขาไป เงินเดือนที่หามาได้ก็ต้องให้พ่อแม่กับให้เธอจนหมดตัว
แถมยังต้องมารับผิดชอบงานของคนสองคนอีก ชีวิตของหูไท่หงมันช่างน่าเศร้าเสียจริง
ดังนั้นการกลับมาของเฉินชิงจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เขารู้ดีว่าเฉินชิงกับซูม่านม่านเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด
การกลับมาครั้งนี้เฉินชิงต้องหาเรื่องเล่นงานซูม่านม่านแน่ๆ และเมื่อถึงวันนั้น เขาก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องทนอึดอัดอยู่ใต้อำนาจของเธออีกต่อไป พอคิดได้แบบนี้ หูไท่หงก็รู้สึกมีแรงฮึดสู้ขึ้นมาทันที
เถียนเมิ่งหย่ามองตามแผ่นหลังของเขาไปพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อก่อนเธอก็พอจะรู้ว่าเขาแอบชอบเธออยู่ แต่เธอไม่ได้คิดอะไรด้วยเลย แค่อยากจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกันเท่านั้น
แต่พอเฉินชิงไม่อยู่ นิสัยที่แท้จริงของหูไท่หงก็เริ่มเผยออกมา เขาเป็นพวกที่ชอบเอาเปรียบคนที่ใจดีกับตัวเอง ไม่ใช่การลงไม้ลงมือ แต่เป็นการสร้างความอึดอัดใจให้คนอื่น
อย่างหวังเจี่ยฟ่างที่เป็นเหมือนพี่ใหญ่ในแผนก คอยช่วยเหลือทุกคนมาตลอดก็เคยดีกับเขา แต่พอโดนซูม่านม่านรังแกเข้าหน่อย เขากลับไม่กล้าสู้ แต่เลือกที่จะโยนภาระงานของตัวเองไปให้หวังเจี่ยฟ่างทำแทนหน้าตาเฉย
เรื่องนั้นทำให้หวังเจี่ยฟ่างโกรธมากจนถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กันไปเลย ตั้งแต่นั้นมาเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็เริ่มตีตัวออกห่างจากเขา
เถียนเมิ่งหย่าเดินมาถึงแผนกของหวังเหมยฮวา เธอเห็นว่าอีกฝ่ายเพิ่งคลอดลูกได้แค่สามวันก็กลับมาทำงานแล้วจึงรีบเดินเข้าไปหา “ทำไมรีบกลับมาทำงานเร็วนักล่ะ”
“ฉันลาไปสามวันแล้ว จะปล่อยให้งานผลิตล่าช้าไปกว่านี้ไม่ได้” หวังเหมยฮวาตอบโดยที่มือยังคงทำงานอย่างขะมักเขม้น
ปีนี้เธอมีโอกาสดีที่จะได้รับตำแหน่งคนงานดีเด่น เพราะผลงานที่ทำร่วมกับเฉินชิงได้รับการชื่นชมจากองค์กร ตอนนี้ก็เข้าเดือนธันวาคมแล้ว จะมาพลาดในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
“เธอน่าจะให้ญาติหรือเพื่อนมาทำแทนไปก่อนนะ” เถียนเมิ่งหย่าเสนอด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอก” หวังเหมยฮวาตอบสั้นๆ ไม่อยากจะอธิบายอะไรให้ยืดยาว
เถียนเมิ่งหย่ารู้ดีว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนพูดน้อยและดื้อเงียบ เลยไม่รู้จะพูดเกลี้ยกล่อมอย่างไรต่อดี ได้แต่แสดงความห่วงใยด้วยการตักกับข้าวที่เป็นเนื้อใส่จานไปให้เธอเพิ่มในช่วงพักกลางวัน
หวังเหมยฮวาทำท่าจะควักเงินกับตั๋วอาหารออกมาจ่าย เถียนเมิ่งหย่าจึงรีบจับมือเธอไว้ “ถ้ายังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่ก็รีบกินซะเถอะน่า”
“ผู้หญิงชาวนาหลายคนคลอดลูกเสร็จวันรุ่งขึ้นเขาก็ลงไปทำนาแล้ว นี่ฉันพักมาตั้งสามวันแล้ว สบายมาก ไม่เป็นอะไรหรอก” หวังเหมยฮวาอธิบายเสริม
เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกว่าช่วงนี้มีกระแสแปลกๆ ที่คอยสนับสนุนให้ผู้หญิงรีบกลับมาทำงานหลังคลอดลูก โดยอ้างว่าเป็นแบบอย่างของสหายที่ดีที่สมถะและอดทน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเธอไม่มีทางเลือกต่างหาก ถ้าไม่รีบกลับมาทำงานก็ไม่มีอะไรจะกิน เถียนเมิ่งหย่าได้แต่ถอนหายใจพลางนึกกังวลถึงอนาคตของตัวเอง ถ้าเธอแต่งงานมีลูกบ้าง จะได้หยุดพักอยู่เดือนนานแค่ไหนกันนะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจ เพราะเธอหาเขยเข้าบ้านไม่ได้สักที พ่อแม่เลยเริ่มมองหาครอบครัวฝ่ายชายให้เธออีกแล้ว เธอมองหวังเหมยฮวาที่ก้มหน้าก้มตากินข้าว ก่อนจะเดินกลับไปที่คณะกรรมการโรงงานด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง
พอกลับมาถึง ซูม่านม่านก็เดินปรี่เข้ามาหาพร้อมกับยื่นเอกสารให้ “ไปเขียนสรุปรายงานนี่มาให้ฉัน”
“ฉันไม่ทำ” เถียนเมิ่งหย่าตอบกลับไปอย่างไม่ไยดี คิดว่าคนในคณะกรรมการโรงงานจะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ง่ายๆ เหมือนคนอื่นหรือไง
กว่าเฉินชิงจะทำให้ทุกคนยอมรับได้ก็ต้องใช้เวลาและความสามารถตั้งมากมาย แล้วเธอเป็นใครมาจากไหนถึงกล้ามาสั่งกันแบบนี้ เถียนเมิ่งหย่าไม่อยากจะเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงด้วยซ้ำ
“ฉันไม่เคยเห็นใครขี้เกียจได้เท่าพวกเธอมาก่อนเลย!” ซูม่านม่านแผดเสียงใส่
“งั้นตอนนี้เธอก็ได้เห็นแล้วไง” หวังเจี่ยฟ่างที่นั่งทำงานเงียบๆ มาตลอดสวนกลับไปอย่างใจเย็น เขาได้ยินคำด่าแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจนชินชาไปแล้ว
คำพูดนั้นทำให้ซูม่านม่านโกรธจนหน้าแดงก่ำ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “พวกเธอรังแกฉัน!”
เธอนึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองยังเป็นแค่ลูกน้อง ต้องคอยทำตามคำสั่งของหัวหน้าทุกอย่าง ตอนนั้นเธอเห็นเฉินชิงมีอำนาจสั่งการก็รู้สึกอิจฉาและใฝ่ฝันอยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง
เธอพยายามทำทุกวิถีทางจนได้ตำแหน่งนี้มา แต่กลับต้องมาเจอกับลูกน้องที่ขี้เกียจตัวเป็นขนแบบนี้
หวังเจี่ยฟ่างไม่สนใจ ยังคงก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อไป เถียนเมิ่งหย่าเลยแกล้งแนะนำ “ถ้าไม่พอใจก็ไปฟ้องหัวหน้าหลิวสิ”
นี่เป็นมุกเดิมๆ ที่ซูม่านม่านใช้มาตลอด ทุกครั้งที่โดนขัดใจเธอก็จะวิ่งแจ้นไปฟ้องหัวหน้าหลิว แล้วหัวหน้าหลิวก็จะไปเจรจาต่อรองกับหยางซิวจิ่น
พอได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการก็จะกลับมาช่วยทำงานให้ซูม่านม่านนิดๆ หน่อยๆ เป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนทุกคนเอือมระอา
แล้วก็เป็นไปตามคาด ซูม่านม่านรีบวิ่งไปหาหัวหน้าหลิวทันที เถียนเมิ่งหย่ากับหวังเจี่ยฟ่างมองหน้ากันแล้วก็หลุดขำออกมา
ณ ตอนนี้ หัวหน้าหลิวได้บรรลุถึงขั้นสุดยอดในการรับมือกับซูม่านม่านแล้ว ไม่ว่าเธอจะโวยวายด่าทออะไร เขาก็ทำเพียงแค่พยักหน้ารับไปเรื่อยๆ แต่แล้วซูม่านม่านก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“หัวหน้าหลิว ทำไมถึงให้ยัยเฉินชิงกลับมาได้ล่ะคะ แถมยังได้เป็นถึงรองหัวหน้าอีก มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ หรือว่าเธอไปอ่อยใครเข้า!”
หัวหน้าหลิวที่กำลังพยักหน้าเพลินๆ ถึงกับชะงัก “อย่าเอาบรรทัดฐานของตัวเองไปวัดคนอื่นสิ”
ซูม่านม่านหน้าแดงก่ำ “คุณหมายความว่ายังไง”
“เอาแค่เรื่องที่เธอทำให้โรงงานของเรายังไม่ต้องพูดถึงก็ได้ แต่ตอนนี้สหายเฉินชิงอุทิศตนสอนตัดเย็บให้คนอื่นโดยไม่คิดเงินแม้แต่หยวนเดียว”
“ภายในเดือนเดียวเธอสร้างช่างฝีมือได้ถึง 22 คน ช่วยให้ 22 ครอบครัวมีอาชีพเลี้ยงปากท้องได้ ไหนจะคู่มือสอนตัดเย็บของเธอที่ได้วางขายในร้านหนังสือซินหัวอีก เธอเข้าใจความหมายของเรื่องพวกนี้ไหม”
“ความหมายอะไรคะ” ซูม่านม่านยังคงไม่เข้าใจ
“มันหมายความว่าเธอเป็นคนที่รักชาติ รักพรรค และรักประชาชน เป็นแบบอย่างที่ดี มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ มีทั้งบารมี ความสามารถในการจัดการ ความเป็นผู้นำ และที่สำคัญคือมีคนหนุนหลัง เข้าใจหรือยัง”
ซูม่านม่านส่ายหน้า หัวหน้าหลิวอธิบายซ้ำอีกสามรอบ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่รับฟัง หัวหน้าหลิวเองก็เข้าใจสถานการณ์ดี เขาจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปหาหยางซิวจิ่นเพื่อร้องเรียนเรื่องนี้ต่อไป
[จบบท]