บทที่ 256: เพื่อนใหม่ของอวี้ถิง
ฟางหย่งเก๋อรู้สึกเหมือนมีไฟลุกท่วมอก ความโกรธปะทุขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ “คุณยังไม่ได้แม้แต่จะชายตามองเอกสารของผมเลยด้วยซ้ำ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามันใช้ไม่ได้!”
ทว่าเฉินชิงกลับไม่ได้สนใจท่าทีเกรี้ยวกราดของเขาแม้แต่น้อย มือเรียวยังคงบรรจงแกะเปลือกส้มในมืออย่างใจเย็น
เธอนำเปลือกที่แกะแล้ววางกองรวมไว้บนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ แบะผลส้มออกเป็นกลีบ แล้วหยิบกลีบหนึ่งส่งเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ ราวกับกำลังลิ้มรสความหวานฉ่ำของมัน
ฟางหย่งเก๋อพยายามข่มอารมณ์ด้วยการสูดหายใจเข้าลึกๆ “รองหัวหน้าเฉิน ผมอยากทราบเหตุผลว่าทำไมคุณถึงรู้ว่างานของผมไม่ผ่านเกณฑ์”
“ก็แค่ความรู้สึกของฉันน่ะค่ะ”
ตามปกติแล้ว หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน หัวหน้าทีมทุกคนจะต้องทำรายงานสรุปการทำงานในแต่ละวันเพื่อส่งให้หัวหน้าเป็นผู้ประเมินผลงาน
ซึ่งผลการประเมินนี้สำคัญมาก เพราะมีเพียงคนที่ทำงาน ‘ผ่านเกณฑ์’ เท่านั้นที่จะได้รับรางวัลเป็นตั๋วเนื้อสัตว์ 1 ใบ และตั๋วปันส่วนอาหารอีก 5 จินในช่วงสิ้นเดือน
สมัยก่อนหน้านี้เฉินชิงก็แค่รวบรวมสมุดบันทึกของทุกคนไปส่งต่อเท่านั้น
เพราะหัวหน้าหลิวเป็นคนที่ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร เขาไม่เคยตำหนิหรือประเมินงานของหัวหน้าทีมคนไหนให้ตกเกณฑ์ ขอแค่ทุกคนทำงานหลักของตัวเองให้เสร็จ ส่วนเรื่องหยุมหยิมอื่นๆ เขาก็พร้อมจะทำเป็นมองไม่เห็น
แต่สำหรับเธอแล้ว ไม่ใช่
เฉินชิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “หัวหน้าทีมฟาง ไม่กลับไปทำเอกสารของคุณต่อเหรอคะ หรือว่าเอกสารแค่ฉบับเดียวต้องใช้เวลาทำถึง 3 วันเลย”
“แค่ 2 วันเท่านั้นแหละ!”
ฟางหย่งเก๋อแทบอยากจะบ้าตาย เขาไม่เคยพบเจอผู้หญิงคนไหนที่ร้ายกาจเท่านี้มาก่อนในชีวิต
“อ้อ... แต่วันนี้คุณก็ยังไม่ได้ส่งรายงานของวันนี้ให้ฉันเลยนี่คะ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะคว้าเอกสารบนโต๊ะคืนไป เฉินชิงก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ “ถ้าคุณจะเอามันกลับไปแก้ ก็ต้องทำเพิ่มเป็น 3 ฉบับนะคะ”
“เฉินชิง! คุณอย่าได้ใจให้มันมากนักนะ”
ฟางหย่งเก๋อรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก จู่ๆ ก็มีหัวหน้าแบบนี้หล่นตุ้บลงมาจากฟ้าได้ยังไงกัน
เขาหัวเสียจนต้องบุกไปฟ้องหัวหน้าหลิวถึงห้องทำงาน
หัวหน้าหลิวได้แต่รับฟังคำต่อว่าที่มีต่อเฉินชิงอย่างอดทนและพยายามปลอบประโลม
แต่พอฟางหย่งเก๋อขอให้เขาไปช่วยจัดการอบรมเฉินชิงให้หน่อย หัวหน้าหลิวกลับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เสียเอง
“คุณก็น่าจะรู้นะ ว่าตามธรรมเนียมแล้วหัวหน้ากับรองหัวหน้าน่ะไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ สมัยก่อนผมด่าเธอเสียๆ หายๆ แทบทุกวัน เธอยังเก็บมาแค้นฝังใจอยู่เลย ตอนนี้เธอได้ดิบได้ดีเป็นถึงรองหัวหน้าแล้ว ผมจะเอาอำนาจที่ไหนไปควบคุมเธอได้ล่ะ”
ฟางหย่งเก๋อมองหัวหน้าหลิวเหมือนกำลังฟังเรื่องตลก “หมายความว่าคุณจะปล่อยให้เธอมาข่มเหงพวกเราแบบนี้ต่อไปน่ะเหรอ”
หัวหน้าหลิวจึงเสนอทางออกให้ “ถ้าคุณคิดว่าการกระทำของเธอไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของโรงงาน ผมแนะนำให้ไปพบเลขาธิการพรรคหยางโดยตรงเลย ท่านมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารอย่างพวกเราอยู่แล้ว”
“แล้วคุณคิดว่าการกระทำของรองหัวหน้าเฉินผิดกฎระเบียบข้อไหนบ้างล่ะ หัวหน้าทีมฟาง”
“เธอยังไม่ได้เปิดดูเอกสารของผมเลยด้วยซ้ำ!” ฟางหย่งเก๋อแทบจะตะโกนออกมา
“ตามหลักแล้วคุณควรจะส่งเอกสารให้เธอตั้งแต่เมื่อวานไม่ใช่หรือไง” หัวหน้าหลิวตบหลังเขาเบาๆ
“อีกอย่าง ตอนนี้คุณไม่ได้ขึ้นตรงกับผมแล้วนะ ต่อไปนี้ไม่ต้องมาหาผมเรื่องแบบนี้อีก เข้าใจตรงกันนะ”
ใบหน้าของฟางหย่งเก๋อพลันชาวาบไปทั้งแถบ
“หัวหน้าหลิว คุณ...”
นี่เขากำลังเข้าข้างคนชั่วอย่างหน้าตาเฉยเลยหรือ
หัวหน้าหลิวยกแก้วน้ำเคลือบขึ้นจิบ “ผมยังมีงานต้องสะสางอีกเยอะ คุณกลับไปก่อนเถอะ”
ฟางหย่งเก๋อหมดหนทางจะต่อกรจริงๆ
สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมานั่งเขียนรายงานเพิ่มอีก 2 ฉบับอย่างหัวเสีย และต้องรีบปั่นให้เสร็จก่อนเวลาเลิกงานเพื่อนำไปส่งให้เฉินชิง เพราะกลัวว่าถ้าช้าไปกว่านี้ พรุ่งนี้เธออาจจะหาเรื่องไม่ยอมตรวจรายงานของวันนี้อีก
เฉินชิงรับเอกสารมาตรวจทานทีละฉบับอย่างละเอียด พอถึงเวลาเลิกงาน เธอก็เก็บของกลับบ้านทันที
ซูม่านม่านที่หลบหน้าเฉินชิงมาตลอดทั้งวัน พอเห็นว่าใกล้เลิกงานแล้วจึงรีบไปดักรอหูไท่หง “นี่ วันนี้ยัยเฉินชิงทำอะไรไปบ้าง”
“รองหัวหน้าเฉินเรียกหัวหน้าทีมอีก 2 คนไปส่งรายงานเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่คุณนั่นแหละที่ยังไม่ส่ง”
“แล้วนายจะมายืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รายงานก็อยู่ในมือนายไม่ใช่รึไง ก็เอาไปส่งให้เธอสิ!” ซูม่านม่านทั้งจิกทั้งบิดเนื้อบนหลังมือของเขาอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด
หูไท่หงเจ็บจนร้องไม่ออก
ซูม่านม่านยังคงซักไซ้ต่อ “แล้วเธอจัดการกับสองคนนั้นยังไง มีเรื่องตบตีกันบ้างรึเปล่า”
หูไท่หงลูบมือตัวเองป้อยๆ พลางตอบเสียงอ่อย “ไม่ครับ รองหัวหน้าเฉินแค่แวะไปที่ห้องทำงานของพวกเขาสักพักเดียว ทั้งสองคนก็ยอมเอารายงานมาส่งแต่โดยดี”
“ทำไมมันง่ายขนาดนั้น”
ซูม่านม่านนึกว่าทั้งสองคนจะแข็งขืนต่อต้านรองหัวหน้าคนใหม่ได้นานกว่านี้เสียอีก คราวนี้คงถึงคราวซวยของเธอแล้ว เพราะนอกจากจะเคยมีเรื่องกับพี่น้องคู่นั้นมาก่อน เธอยังไม่ได้ตั้งใจทำรายงานอีกต่างหาก
ด้วยความโมโห ซูม่านม่านจึงระบายอารมณ์ด้วยการทุบตีหูไท่หงไม่ยั้ง
“มิน่าล่ะ พ่อของนายถึงไม่ชอบนาย นายมันไม่มีเซนส์เอาเสียเลย สมุดบันทึกก็อยู่ในมือนายแท้ๆ ในนั้นมีผลประเมินจากตอนนายไปฝึกงานในโรงงานอยู่แล้ว แค่เอาไปให้เธอตรงๆ มันยากตรงไหนฮะ!”
หูไท่หงได้แต่ยืนนิ่งให้เธอทุบตีโดยไม่สู้กลับ “ผมต้องกลับบ้านแล้ว”
พอได้ยินดังนั้น ซูม่านม่านจึงยอมปล่อยเขาไป ส่วนตัวเองก็ตัดสินใจไปหาหยางซิวจิ่น เพราะคิดว่าการได้ทำงานที่ห้องกระจายเสียงน่าจะสนุกกว่าการมานั่งอยู่ในคณะกรรมการโรงงานเป็นไหนๆ
***
เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินชิงก็ใช้เวลาว่างสอนอวี้ถิงให้รู้จักการดูนาฬิกา เธอต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าหลานสาวเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่คิด
“ว้าว อวี้ถิงของน้าเก่งที่สุดเลย”
อวี้ถิงได้ยินคำชมก็เอามือปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างเอียงอาย
เธอทายถูกจริงๆ ด้วย น้ารู้ใจเธอที่สุดเลย!
จากนั้นอวี้ถิงก็กระซิบบอกข่าวใหญ่ให้น้าสาวฟัง “คุณน้าคะ ตอนนี้หนูหย่ากับหวังเหวินหมิงแล้วนะ”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ไม่รู้สิคะ” เด็กหญิงส่ายหน้า
เฉินชิงแกล้งทำหน้าจริงจัง “เขาทำแบบนี้ได้ยังไงกัน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณน้า ยังมีเด็กผู้ชายดีๆ อีกตั้งเยอะแยะ” อวี้ถิงปลอบใจน้าสาวอย่างน่าเอ็นดู
คำตอบของหลานสาวทำให้เฉินชิงอดแปลกใจไม่ได้ เธอจึงเอ่ยชม “ความคิดแบบนี้ดีมากๆ เลยนะจ๊ะ”
อวี้ถิงอาจจะไม่เข้าใจความหมายในคำชมของน้าเท่าไหร่นัก เธอรู้แค่ว่าอยากจะเล่นเกมทายเวลาต่อ จึงขอให้น้าช่วยวาดรูปหน้าปัดนาฬิกาเพิ่มอีกหลายๆ รูป
เฉินชิงก็ใจดีวาดให้ตามคำขอ
เย็นวันนั้น เฮ่ออวี้เสียงออกไปตัดดอกกะหล่ำในสวนมาทำอาหาร เขาวางแผนจะทำซุปสาหร่ายเพิ่มอีกอย่าง โดยใช้สาหร่ายทะเลแห้งที่เฮ่อหย่วนเคยให้ไว้ แค่นำไปแช่น้ำแล้วล้างให้สะอาดก็นำมาปรุงอาหารได้แล้ว
แม้ว่าจะเรียนทำอาหารกับอามานาน แต่ฝีมือของเขาก็ยังคงธรรมดาไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อยกกับข้าวสองอย่างมาวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เฮ่ออวี้เสียงก็ตะโกนเรียก
“มากินข้าวได้แล้วครับ”
เฉินชิงและอวี้ถิงรีบล้างมือแล้วมานั่งที่โต๊ะอาหาร เฉินชิงเอ่ยถามเฮ่ออวี้เสียง
“โรงเรียนจะปิดเทอมฤดูหนาวเมื่อไหร่จ๊ะ”
วันตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 27 มกราคม แต่นี่ก็วันที่ 5 เข้าไปแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงตอบ “ครูบอกว่าสอบเสร็จวันอังคารหน้าก็หยุดยาวได้เลยครับ”
“อ้อ งั้นสุดสัปดาห์นี้ฝากไปถามเหอฮวาให้หน่อยนะ ว่าพอจะว่างแวะมาที่นี่ได้ไหม”
“มาทำอะไรเหรอครับ”
“น้าเคยรับปากเขาไว้ว่าจะตัดชุดสวยๆ ให้ใส่ตอนปีใหม่หนึ่งชุด ใกล้จะถึงวันแล้ว น้าต้องรีบเตรียมตัวหน่อย”
“ได้เลยครับ” เฮ่ออวี้เสียงรับคำ
เฉินชิงนึกขึ้นได้จึงถามต่อ “แล้วของไหว้ปีใหม่ล่ะ เราต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“ต้องใช้น้ำมันเยอะมากเลยครับ เพราะธรรมเนียมของที่นี่ช่วงตรุษจีนจะต้องทอดของกินหลายอย่าง เลยต้องแย่งกันซื้อหมูสามชั้นติดมันมาเจียวน้ำมันเก็บไว้”
ช่วงนี้ชาวบ้านต่างก็เริ่มกักตุนกันแล้ว ยิ่งใกล้เทศกาลเท่าไหร่ มันหมูก็ยิ่งหายากขึ้นเท่านั้น พอเขาปิดเทอมเมื่อไหร่ คงต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปต่อคิวที่สหกรณ์การค้าและการตลาด ไม่อย่างนั้นคงซื้อไม่ทันแน่ๆ
“แล้วเธอเจียวน้ำมันหมูเป็นหรือเปล่า”
เฮ่ออวี้เสียงนิ่งเงียบไปทันที
เขาทำไม่เป็น
“แล้วอาของเธอจะกลับมาเมื่อไหร่”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
ทั้งน้าและหลานต่างก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน เมื่อไม่มีเฮ่อหย่วนอยู่ด้วยแล้ว ชีวิตของพวกเขาก็...
“หนูรู้ค่ะ!” อวี้ถิงยกมือขึ้นสูง
เฉินชิงและเฮ่ออวี้เสียงหันไปมองเธอเป็นตาเดียว “หนูรู้ได้ยังไงจ๊ะ”
“ก็ที่โรงเรียนของหนูเพิ่งมีเพื่อนใหม่ย้ายเข้ามาค่ะ เขาบอกว่าพ่อของเขาทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัย หนูก็เลยเล่าว่าคุณอาของหนูก็ทำงานอยู่ที่นั่นเหมือนกัน”
“แล้วก็เลยฝากเขาไปถามมาว่าคุณอาจะกลับมาเมื่อไหร่ เขาก็ไปสืบข่าวมาให้จริงๆ ด้วย เขาบอกว่าพอพวกเราสอบปลายภาคเสร็จ หนูก็จะได้เจอคุณอาแล้วค่ะ!”
อวี้ถิงเล่าด้วยความดีใจ เธอคิดถึงคุณอาจะแย่อยู่แล้ว
ถ้ามีคุณอาอยู่ด้วย ครอบครัวของเธอก็จะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอชอบมากที่สุด
เฉินชิงถึงกับทึ่ง ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าคนที่มีเส้นสายกว้างขวางที่สุดในบ้านนี้จะเป็นสหายอวี้ถิงคนนี้นี่เอง เธอจึงลองหยั่งเชิงถาม
“พ่อของเพื่อนใหม่เธอเป็นทหารหรือเปล่าจ๊ะ”
“หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” อวี้ถิงส่ายหน้า
เฮ่ออวี้เสียงนึกขึ้นได้ “นักเรียนใหม่ที่ว่านี่ใช่คนที่ขาพิการหรือเปล่า”
“ใช่แล้วค่ะ” อวี้ถิงพยักหน้ารับ
“เขาอยู่คนละห้องกับหนู ตอนแรกหนูกับเหมาเหมาพยายามชวนเขาคุยตั้งหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมคุยด้วยเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาโดนเพื่อนคนอื่นล้อ หนูก็เลยเข้าไปจัดการซัดเจ้าเด็กเกเรนั่นไปหนึ่งหมัด ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เลยยอมคุยกับหนู”
[จบบท]