บทที่ 258: ครอบครัวสุขสันต์
ช็อกโกแลตไส้เหล้าคือของแปลกใหม่ที่เด็กๆ ไม่เคยได้ลิ้มลอง สองพี่น้องจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ ทั้งคู่แบ่งกันคนละครึ่ง แต่เพียงคำแรกที่เข้าปาก สองพี่น้องก็ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันพร้อมเพรียง
รสชาติมันช่างขมเสียเหลือเกิน
แต่โชคยังดีที่พอเคี้ยวไปสักพักก็มีความหวานจางๆ แทรกซึมขึ้นมาช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
เฮ่อหย่วนเห็นสีหน้าเหยเกของหลานๆ ก็อดขำไม่ได้ เขาจูงมือทั้งสองเข้ามาในห้องโถงของบ้าน ก่อนจะเริ่มรื้อของออกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไม่หยุดหย่อน ของแต่ละชิ้นถูกวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะไปหมด
“ว้าว! ว้าว!” เฮ่ออวี้ถิงส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตาตื่นใจไม่ขาดสาย
เฮ่ออวี้เสียงที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งหน้าเครียดเพราะกังวลเรื่องของไหว้ตรุษจีนก็พลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเป็นกอง
ของที่อาขนกลับมามากมายขนาดนี้ รับรองว่าปีนี้ที่บ้านมีของดีๆ วางโชว์บนโต๊ะไม่น้อยหน้าใครแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงมีความกังวลบางอย่างค้างคาใจอยู่
“อาครับ ช่วงนี้พอจะมีเวลาว่างบ้างไหม”
“มีอะไรให้ช่วยเหรอ”
ช่วงที่ผ่านมาเฮ่อหย่วนทำงานหนักติดต่อกันเกินวันละ 14 ชั่วโมง ทางหน่วยงานจึงอนุมัติวันหยุดพิเศษให้เขา 2 วัน ส่วนวันหยุดตรุษจีนอีก 3 วันก็เป็นวันหยุดประจำปีที่เขาจะได้รับอยู่แล้ว
“คือที่นี่พอถึงช่วงปีใหม่ พวกเราจะต้องเตรียมของทอดเอาไว้วางบนโต๊ะน่ะครับ แล้วพอหมดช่วงเทศกาลค่อยเอามากินกัน”
ตามธรรมเนียมแล้ว ของทอดมักจะมีสีเหลืองอร่ามราวกับทองคำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และเป็นเหมือนคำอวยพรให้ปีถัดไปเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลผลิตดี
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าครอบครัวไหนจะยากจนข้นแค้นเพียงใด ก็จะต้องมีของทอดอย่างน้อยหนึ่งจานประดับอยู่บนโต๊ะอาหารในช่วงเทศกาลเสมอ
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับรู้ “ดีเลย อาพอมีตั๋วเนื้อสัตว์อยู่บ้าง พรุ่งนี้เราไปตลาดซื้อเนื้อหมูสามชั้นมาทอดกัน”
“เยี่ยมไปเลยครับ!” เฮ่ออวี้เสียงดีใจจนออกนอกหน้า
อาของเขาตัวสูงใหญ่ขนาดนี้ ตอนไปต่อคิวแย่งซื้อของดีๆ ต้องไวกว่าเขาแน่ๆ
ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน เฮ่ออวี้ถิงก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้โต๊ะ ร่างเล็กๆ โน้มตัวไปข้างหน้าจนแทบจะเกยอยู่บนโต๊ะ มือป้อมๆ ค่อยๆ เอื้อมไปยังกล่องขนมวอลนัททีละนิด
แปะ!
ฝ่ามือของเฮ่ออวี้เสียงฟาดลงบนหลังมือน้องสาวเบาๆ หนึ่งที “ของพวกนี้ต้องเก็บไว้กินตอนปีใหม่นะ”
พูดจบเขาก็รวบรวมข้าวของทั้งหมดเตรียมจะเอาไปเก็บในที่ปลอดภัย
เฮ่อหย่วนจึงรีบหยิบเอาเนื้อวัวแผ่นและช็อกโกแลตอีกแท่งแยกออกมา “สองอย่างนี้เก็บไว้ให้น้าของพวกเธอเอาไปกินรองท้องตอนไปทำงาน”
“...ก็ได้ครับ” เฮ่ออวี้เสียงรับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ก่อนจะหอบหิ้วของที่เหลือทั้งหมดเข้าไปเก็บในห้อง
เฮ่ออวี้ถิงเบะปากน้อยๆ เดินเข้าไปฟ้องคุณอา “คุณอาดูสิคะ พี่ไม่ยอมให้หนูกินของอร่อยๆ เลย”
“ไม่เป็นไรนะ พรุ่งนี้เราไปซื้อน้ำมันหมูมาเจียวกันเยอะๆ เลยดีไหม อาจะแบ่งกากหมูร้อนๆ ให้หนูกิน”
“หนูขอชามนึงเลยนะคะ” เด็กหญิงชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้วเป็นการจองล่วงหน้า
เฮ่อหย่วนส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก เดี๋ยวหนูจะร้อนในเอา”
หลานสาวตัวน้อยของเขามักจะเป็นแผลในปากอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าตัวก็ยังอดใจไม่ไหวที่จะกินของทอดกรอบๆ หอมๆ อยู่เรื่อยไป
“ก็ได้ค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงรับคำเสียงอ่อย ก่อนจะวิ่งตึงตังออกไปเล่นที่อื่น
เฮ่อหย่วนถือโอกาสหยิบกองจดหมายที่ดองไว้มานั่งเขียนตอบที่โต๊ะหินอ่อนตรงลานบ้าน ไม่นานนักเฮ่ออวี้ถิงก็เดินถือแก้วนมมอลต์สกัดอุ่นๆ มาวางให้ตรงหน้า
“คุณอาคะ ดื่มนมก่อนค่ะ”
ตั้งแต่เฉินชิงเริ่มซื้อนมมอลต์สกัดติดบ้านไว้ เด็กหญิงก็ได้ดื่มบำรุงทุกวันจนรู้สึกว่าตัวเองมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาก พอเห็นคุณอาที่กลับมาคราวนี้ดูซูบผอมลงไปถนัดตา เธอก็อยากให้เขาได้ดื่มของดีๆ เพื่อบำรุงร่างกายบ้าง
ความห่วงใยเล็กๆ น้อยๆ ของหลานสาวทำให้หัวใจของเฮ่อหย่วนพองโต เขาลูบศีรษะของเธอเบาๆ “ขอบใจมากนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณอาทำงานต่อเถอะค่ะ หนูไม่กวนแล้ว”
เฮ่ออวี้ถิงพูดจบก็วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้คุณอาได้ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่นานเฮ่ออวี้เสียงก็เดินตามออกมาวางไข่ต้มสุกลงบนโต๊ะให้สองฟอง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปนั่งเย็บแผ่นเสริมส้นรองเท้าของตัวเองต่อเงียบๆ
เฮ่อหย่วนมองการกระทำของหลานๆ ด้วยรอยยิ้มจางๆ เขายกนมมอลต์สกัดขึ้นดื่ม ตามด้วยไข่ต้มอีกสองฟอง ความเหนื่อยล้าที่เกาะกินร่างกายมาตลอดหลายสัปดาห์พลันสลายหายไปจนสิ้น
เมื่อใกล้ถึงเวลาเลิกงานของเฉินชิง เฮ่อหย่วนก็เอ่ยปากชวนเด็กทั้งสอง “ไปรับน้าที่โรงงานกันไหม”
“ไม่เอาครับ” เฮ่ออวี้เสียงปฏิเสธทันควัน
แต่เฮ่ออวี้ถิงกลับกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ “ไปค่ะ! ไปค่ะ!”
เฮ่อหย่วนจึงอุ้มหลานสาวตัวน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน “ถ้างั้นเราสองคนไปรับน้ากันนะ”
“ค่ะ!” เด็กหญิงขานรับอย่างตื่นเต้น การได้อยู่ในอ้อมแขนของคุณอาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นยักษ์ที่มองเห็นทุกอย่างจากมุมสูง
เฮ่ออวี้เสียงมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามทั้งสองคนไปแต่โดยดี
เขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่น้ายังพอมีเวลาว่าง เธอมักจะไปรับเขากับน้องสาวที่โรงเรียนเสมอ วันนี้เขาก็ควรจะสละเวลาจากงานของตัวเองเพื่อไปรับเธอกลับบ้านบ้าง
ภาพของคนสามคนที่เดินเคียงข้างกันมุ่งหน้าไปยังโรงงานเครื่องจักรจึงกลายเป็นภาพที่ดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
อันที่จริงที่บ้านของพวกเขามีจักรยานอยู่ แต่ด้วยลมหนาวที่พัดแรงจนบาดผิวในตอนเย็น ประกอบกับระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก การเดินไปเรื่อยๆ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
ช่วงสิ้นปีคือช่วงเวลาที่คณะกรรมการโรงงานต้องทำงานหัวหมุนที่สุด โดยเฉพาะแผนกบุคคลที่มีงานล้นมือจนแทบไม่มีเวลาได้พักหายใจ
ไหนจะต้องประเมินผลงานเพื่อคัดเลือกแรงงานดีเด่นประเภทต่างๆ ไหนจะต้องคัดเลือกตัวแทนที่จะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการประชุมใหญ่ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบหลายชั้นและต้องหารือกับผู้บริหารอย่างใกล้ชิด
เมื่อได้รายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกแล้ว ก็ยังต้องวุ่นวายกับการจัดการเรื่องการเดินทางทั้งหมดให้เรียบร้อย ถึงขนาดที่ต้องมีเจ้าหน้าที่จากแผนกบุคคลหนึ่งคนทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเดินทางไปด้วย
แน่นอนว่าเฉินชิงก็อยากจะรับหน้าที่นี้ใจจะขาด
แต่น่าเสียดายที่เธอไม่มีคุณสมบัติพอ
ทุกวันนี้เธอจึงต้องจมอยู่กับกองเอกสารและเรื่องจุกจิกกวนใจมากมาย และในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เธอกับเลขาธิการพรรคหยางก็ปะทะคารมกันไปแล้วถึงสองรอบ
จนเลขาธิการพรรคหยางทนไม่ไหว ต้องเขียนป้ายมาติดไว้หน้าห้องทำงานว่า “ห้ามเฉินชิงเข้า”
เรื่องที่ทะเลาะกันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร แต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เฉินชิงหงุดหงิดได้เสมอ
อย่างเรื่องการคัดเลือกแรงงานดีเด่นในปีนี้ ที่เธอพยายามอย่างหนักเพื่อรับรองความโปร่งใสและรักษาผลประโยชน์ของคนงาน แม้จะเป็นเรื่องใหญ่และมีความกดดันสูง แต่เธอกับเลขาธิการพรรคหยางกลับไม่ได้มีปัญหากันเลยสักนิด
แต่ใครว่าเรื่องที่จะทำให้คนเราทะเลาะกันได้ต้องเป็นเรื่องใหญ่เสมอไป
ปัจจุบันเฉินชิงรับผิดชอบดูแลอยู่สามแผนก และหนึ่งในนั้นก็คือแผนกที่ดูแลเรื่องการประชุมและเอกสาร ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด
บรรดาผู้บริหารระดับสูงดูจะรักการประชุมเป็นพิเศษ พวกเขามักจะเรียกประชุมกันตลอดเวลา แต่กลับไม่เคยได้ข้อสรุปที่ชัดเจนหรือรวดเร็วออกมาเลยสักครั้ง
ที่เลวร้ายที่สุดคือทุกการประชุมจะต้องผ่านการอนุมัติจากเธอก่อนเสมอ
ความไร้ประสิทธิภาพนี้ทำให้เฉินชิงหัวเสียจนต้องบุกไปหาเลขาธิการพรรคหยางถึงห้องทำงาน
ส่วนเลขาธิการพรรคหยางเองก็โดนเธอเล่นงานจนดูแก่ลงไปหลายปี
ในโลกนี้จะมีใครกล้ารับประกันได้ว่าการประชุมทุกครั้งจะสามารถหาข้อสรุปได้อย่างรวดเร็ว
แต่เฉินชิงก็ไม่สนใจ เธอเสนอความคิดเห็นว่าหากเรื่องใดไม่สามารถหาข้อสรุปได้ภายใน 5 ครั้งของการประชุม ก็ควรจะนำเรื่องนั้นมาให้คนงานทั้งโรงงานช่วยกันลงมติไปเลย
พอเลขาธิการพรรคหยางนำข้อเสนอนี้ไปแจ้งในที่ประชุม เขาก็โดนผู้บริหารคนอื่นรุมตำหนิว่าเข้มงวดเกินไป
วันนี้เฉินชิงเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของเลขาธิการพรรคหยางอีกครั้ง เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง กระชากป้ายประกาศที่ประตูทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะเคาะประตูเสียงดังสามครั้ง
“เลขาธิการพรรคหยาง ฉันเข้าไปนะคะ”
เลขาธิการพรรคหยางเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย “มีอะไรอีก”
“ฉันแค่อยากจะถามว่าทำไมเรื่องสวัสดิการสิ้นปีถึงต้องประชุมกันถึง 5 ครั้งคะ แผนกพลาธิการกับแผนกการเงินไม่ได้ส่งงบประมาณมาให้หรือไง หรือว่าแผนของปีก่อนๆ มันใช้ไม่ได้แล้ว นี่กำลังหารือเรื่องอะไรกันอยู่แน่ หรือว่าแค่หาเรื่องอู้งานกันคะ”
เฉินชิงชักจะทนไม่ไหวกับวัฒนธรรมการประชุมที่ไร้ประโยชน์ของที่นี่
มีการประชุมใหญ่สัปดาห์ละครั้ง ประชุมเล็กอีกสิบกว่าครั้ง ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็ต้องประชุมไปเสียหมด
และทุกครั้งที่มีการประชุม เธอก็จะต้องเป็นคนตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วม จัดเตรียมเอกสาร และอนุมัติเนื้อหาที่จะใช้สื่อสาร ซึ่งบางครั้งก็ต้องลงมือแก้ไขให้ด้วยตัวเอง มันช่างเป็นงานที่น่าเบื่อและน่ารำคาญที่สุด
ตอนนี้แค่เรื่องสวัสดิการสิ้นปีก็ล่อไปแล้ว 5 ครั้ง ยังไม่นับรวมเรื่องการคัดเลือกแรงงานดีเด่นที่ต้องมีประชุมใหญ่ 2 ครั้ง และประชุมเล็กอีกนับไม่ถ้วน
มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เหนื่อยแรงอะไร แต่ความจุกจิกของมันก็ทำให้เธอหงุดหงิดจนแทบบ้า
เลขาธิการพรรคหยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “เธอก็รู้ว่ามันมีขั้นตอนของมัน เราต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกคน รวบรวมข้อมูล แล้วลงมติทีละเรื่อง”
“ไหนจะต้องวางแผนการดำเนินการอีกว่าจะทำอย่างไร ต้องขอความร่วมมือจากแผนกไหนบ้าง รวมถึงเรื่องสวัสดิการพิเศษต่างๆ ทุกอย่างมันต้องใช้เวลาพิจารณา”
“การพิจารณาเรื่องแค่นี้ต้องใช้เวลาวันละสี่ชั่วโมงเลยเหรอคะ ทำไมไม่ลิสต์หัวข้อที่ต้องตัดสินใจออกมา แล้วจัดการให้มันจบในการประชุมครั้งเดียวไปเลยล่ะคะ เนื้อหาการประชุมฉันก็สรุปและแก้ไขให้เรียบร้อยแล้ว”
“พวกคุณแค่ทำตามนั้นแล้วก็เลิกประชุม เรื่องมันก็จบ นี่อะไรกันคะ มัวแต่ยืดเยื้ออยู่นั่นแหละ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังทำไม่เสร็จ สรุปว่าเข้าไปประชุมหรือเข้าไปนั่งคุยเล่นกันคะ”
เฉินชิงไม่เคยพบเคยเห็นองค์กรไหนที่ทำงานได้ไร้ประสิทธิภาพเท่านี้มาก่อนในชีวิต
ถ้าเป็นโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า ที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความเร็วและการแข่งขันที่ดุเดือด คนที่ทำงานชักช้าแบบนี้คงถูกคัดออกจากระบบไปนานแล้ว
เลขาธิการพรรคหยางได้แต่ถอนหายใจ “ใจเย็นๆ ก่อนนะสหายเฉินชิง”
ลึกๆ แล้ว การที่เหล่าผู้บริหารเริ่มเฉื่อยชาและทำงานช้าลง ก็เป็นสิ่งที่เขาแอบยินดีอยู่เหมือนกัน
[จบบท]