บทที่ 259: ซ่อนหา
แผนการที่เลขาธิการพรรคหยางวางไว้อย่างดิบดีกำลังจะสำเร็จอยู่รอมร่อ แต่ทุกอย่างกลับต้องมาพังทลายลงเพราะผู้หญิงที่ชื่อเฉินชิงโผล่มาขวางทาง หากไม่มีเธอ ป่านนี้คณะกรรมการโรงงานคงตกอยู่ในกำมือของเขาไปเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร คณะกรรมการโรงงานไม่เพียงไม่เดินไปสู่จุดจบตามที่เขาวางหมากไว้ แต่แผนกการผลิตและสถาบันวิจัยภายใต้การนำของผู้จัดการเสิ่น ยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
ทางเลือกที่เหลืออยู่ของเขาจึงมีเพียงการสร้างความปั่นป่วนในแผนกอื่น เพราะหากปล่อยให้คนทั้งโรงงานร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว หายนะคงมาเยือนเขาในไม่ช้า
“เรื่องทั้งหมดก็มีแค่นี้ เธอแค่กลับไปตรวจสอบเอกสาร ไม่ได้จะให้เธอไปเขียนรายงานอะไรมาใหม่สักหน่อย...”
“แต่ฉันรำคาญค่ะ!”
เฉินชิงสุดจะทนกับการประชุมที่ยืดเยื้อไร้สาระ แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ถกเถียงกันเป็นนานสองนาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไรขึ้นมาสักอย่าง มีแต่จะทำให้เธอเสียเวลาทำงานไปโดยเปล่าประโยชน์ เธอเห็นภาพแบบนี้แล้วอารมณ์ก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
“คนหนุ่มสาวอย่างพวกเธออย่าเพิ่งใจร้อนไป ค่อยๆ ดูหัวหน้าหลิวเป็นตัวอย่างสิ ต้องเรียนรู้จากเขาให้มากๆ” เลขาธิการพรรคหยางกล่าวปรามเบาๆ
“จะให้เรียนรู้อะไรจากเขาได้คะ หัวหน้าหลิวก็เป็นแค่คนที่ดีเกินไปก็เท่านั้นเอง”
พูดจบ เฉินชิงก็วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของเขาเสียงดังปัง “เอาไว้อย่างนี้แล้วกันค่ะ ครั้งต่อไปถ้าแผนกการเงินกับแผนกพลาธิการยังตกลงกันเรื่องสวัสดิการปลายปีไม่ได้”
“ฉันจะขอเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง แล้วจะจดทุกคำพูดของพวกเขามาแปะไว้ที่กระดานข่าวของแผนกรักษาความปลอดภัย ให้คนทั้งโรงงานได้เห็นกับตา ว่าท่านผู้นำของเรามีกระบวนการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน จะได้เรียนรู้ไว้เป็นแบบอย่าง”
เฉินชิงทิ้งคำขู่ไว้อย่างเจ็บแสบ ก่อนจะหยิบใบประกาศที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาขยำเป็นก้อนกลมอีกครั้ง แล้ววางมันกลับลงไปที่เดิม
เธอกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “อีกเรื่องนะคะเลขาธิการพรรคหยาง ต่อไปอย่าใช้กระดาษสิ้นเปลืองแบบนี้อีก”
เลขาธิการพรรคหยาง“...”
เขารู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่อก
“นี่เธอ...”
“ฉันมีธุระด่วนต้องไปทำ ขอตัวก่อนนะคะ”
ใกล้เวลาเลิกงานเต็มที เฉินชิงไม่อยากให้อะไรมาทำลายช่วงเวลาพักผ่อนอันมีค่าของเธอ
เลขาธิการพรรคหยางจ้องมองก้อนกระดาษบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แม้ว่าทองคำที่เฉินชิงนำมาจะสร้างประโยชน์ให้เขาอย่างมหาศาล แต่คนแบบนี้ ไม่สมควรที่จะเก็บเอาไว้อีกต่อไป เธอมีความสามารถที่โดดเด่น และที่สำคัญคือมีพลังในการชักจูงผู้คนให้คล้อยตามได้อย่างง่ายดาย หากปล่อยไว้แบบนี้ โรงงานเครื่องจักรก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลยแม้แต่น้อย
แววตาของเลขาธิการพรรคหยางฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง พร้อมกับแผนการร้ายที่ก่อตัวขึ้นในใจ
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างของอาคารสำนักงาน เสียงสัญญาณเลิกงานก็ดังขึ้นพอดี เฉินชิงจึงมุ่งหน้าไปยังประตูทางออกทันที
แต่แล้วสายตาของเธอก็พลันไปสะดุดกับร่างที่คุ้นเคยสามร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฮ่อหย่วน ชายที่เธอไม่ได้พบหน้ามานานแสนนาน ความดีใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้าของเธอทันที
“คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“เพิ่งมาถึงครับ ยังมีเวลาหยุดพักอีก 2 วัน”
เฮ่อหย่วนเองก็ไม่ได้เจอเธอมานาน ความคิดถึงมันอัดแน่นอยู่ในใจ
เฉินชิงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขา “ทำไมคุณดูผอมลงไปเยอะขนาดนี้”
เขาตอบปัดไปอย่างไม่ใส่ใจ “คงเป็นเพราะเสื้อผ้าหน้าหนาวน่ะ เลยทำให้ดูตัวเล็กลง”
“เชื่อตายล่ะ”
เฉินชิงค้อนให้เขาเบาๆ ก่อนจะหันไปทักทายหลานๆ ทั้งสอง
เสี่ยวอวี้ อ้าแขนเล็กๆ ของเธอออก ส่งสัญญาณว่าอยากให้น้าอุ้ม
เฉินชิงจึงรีบช้อนตัวหลานสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ขณะที่เฮ่ออวี้เสียงยืนกอดอกทำหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างๆ เธอจึงแกล้งถาม
“แล้วนี่นึกยังไงถึงมารับน้าได้ล่ะจ๊ะ”
“ก็แค่ว่าง ไม่มีอะไรทำครับ” เขาตอบเสียงห้วน
เฉินชิงพยายามกลั้นยิ้ม “อ๋อ ที่แท้ก็ตั้งใจจะมารับน้านี่เอง น้ารู้แล้ว ซึ้งใจจริงๆ เลย”
เฮ่ออวี้เสียงแก้มแดงขึ้นมาทันที “ก็บอกว่าว่างไงครับ รีบกลับบ้านกันได้แล้ว”
เขาพูดจบก็รีบเดินนำหน้าไปทันที
ภาพนั้นทำให้เฉินชิงอดยิ้มขำไม่ได้
เสี่ยวอวี้กระซิบบอกน้าสาว “ตอนแรกพี่ชายบอกว่าจะไม่มาหรอกค่ะ แต่สุดท้ายก็เดินตามมาอยู่ดี”
“อย่างนั้นเหรอจ๊ะ” เฉินชิงเลิกคิ้ว
เธออุ้มเสี่ยวอวี้เดินเคียงข้างเฮ่อหย่วนไปพลางชวนคุย “ฉันได้ข่าวว่าคุณได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าสถาบันวิจัยแล้วเหรอคะ”
“ครับ เงินเดือนก็เท่ากับตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกของคุณนั่นแหละ” เฮ่อหย่วนมองเธอด้วยสายตาเปี่ยมรัก “ต่อไปนี้คุณก็จะได้เงินเดือน 99 หยวนสองต่อแล้วนะ”
“จริงเหรอ”
นั่นหมายความว่าครอบครัวของเธอจะมีรายได้เกือบ 200 หยวนต่อเดือน
เฉินชิงยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด “สหายเฮ่อหย่วนทำผลงานได้ดีมาก ขอให้พยายามต่อไปนะคะ”
เฮ่อหย่วนยิ้มรับ “ขอบคุณสำหรับคำชมครับรองหัวหน้าแผนก ผมจะทำให้ดีที่สุด”
“คุณนี่นะ” เฉินชิงค้อนให้เขาอีกวง
เสี่ยวอวี้ที่เห็นภาพนั้นก็เอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก บทสนทนาของน้ากับอาช่างน่าขันสิ้นดี
เฉินชิงหันไปหาหลานสาว “หัวเราะอะไรจ๊ะตัวแสบ”
“เปล่าสักหน่อยค่ะ”
เสี่ยวอวี้รีบปฏิเสธเสียงสูง ก่อนจะยื่นแขนไปหาเฮ่อหย่วนเป็นเชิงให้อุ้มบ้าง
เฮ่อหย่วนจึงรับตัวหลานสาวมาอุ้มไว้
เฉินชิงที่เดินตามหลังอยู่จึงถือโอกาสเล่นซ่อนหากับเสี่ยวอวี้
เมื่อเสี่ยวอวี้ชะโงกหน้าไปทางขวาแล้วเจอน้าสาว เธอก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างชอบใจ
พอไม่เห็นน้า เธอก็รีบย้ายฝั่งไปทางซ้าย ทันทีที่เห็นหน้าเฉินชิงอีกครั้ง เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
เฮ่อหย่วนเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ตลอดเวลา
เฮ่ออวี้เสียงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง จนมาเดินอยู่ข้างๆ เขา คอยมองดูน้ากับน้องสาวเล่นกันอย่างเงียบๆ
เมื่อกลับถึงบ้าน เฮ่อหย่วนก็หยิบช็อกโกแลตสอดไส้เหล้าออกมาให้เฉินชิงลองชิม
การได้กินช็อกโกแลตอีกครั้งทำให้เฉินชิงรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในอนาคต เธอตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
“ของโปรดฉันเลย ขอบคุณนะ”
“เพื่อเป็นรางวัล ผมขอกอดหน่อย”
เฉินชิงอ้าแขนรอรับ
เฮ่อหย่วนเดินเข้าไปสวมกอดเธออย่างแนบแน่น มือหนาลูบกลุ่มผมของเธออย่างอ่อนโยน “ช่วงที่ผ่านมาคงเหนื่อยมากสินะ”
“ฉันไม่เป็นไรหรอกค แต่คุณนั่นแหละ ไปทำอะไรมาถึงได้ผอมลงขนาดนี้”
“ก็แค่งานมันหนักนิดหน่อยน่ะ อีกไม่นานก็คงดีขึ้น” เขาไม่อยากให้เธอต้องเป็นกังวล จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“จริงสิ พรุ่งนี้จะมีเพื่อนผมย้ายมาทำงานที่นี่คนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าฝ่ายบุคคลของคุณรู้เรื่องหรือยัง”
“เขาจะมาอยู่แผนกไหนคะ”
“แผนกเทคนิค”
“ว่านอันหล่าง ใช่ไหม”
“ใช่”
“แล้วคุณจะเลี้ยงต้อนรับเขาหรือเปล่า” เฉินชิงเอ่ยถาม
เธอรู้ดีว่าทีมงานในสถาบันวิจัยส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่ติดตามเฮ่อหย่วนมา แต่ที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้ยินเขาเอ่ยถึงใครในฐานะ "เพื่อน" เลยสักครั้ง การที่เขาจงใจพูดถึงคนคนนี้เป็นพิเศษ แสดงว่าต้องเป็นคนสำคัญอย่างแน่นอน
“ครับ” เฮ่อหย่วนตอบ พลางถามอย่างลังเล
“เรา...ไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐกันได้ไหม”
เฉินชิงเห็นท่าทางเกรงใจของเขาแล้วก็อดถามไม่ได้
“ในสายตาคุณ ฉันดูเป็นคนไม่มีเหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เปล่านะ ผมก็แค่ลองถามดู”
“แน่นอนว่าต้องได้สิ”
เฉินชิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างแง่งอน
เฮ่อหย่วนเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา ก่อนจะก้มลงจูบที่ริมฝีปากของเธอเบาๆ
เสี่ยวอวี้ที่แอบดูอยู่รีบวิ่งไปรายงานพี่ชายทันที
“พี่จ๋า พี่จ๋า! คุณอากับคุณน้ากอดกันด้วยล่ะ”
เฮ่ออวี้เสียงกลับไม่แสดงท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย “ไปล้างชามได้แล้ว เดี๋ยวจะได้กินข้าวกัน”
“โห่”
เสี่ยวอวี้เบ้ปาก พี่ชายนี่น่าเบื่อที่สุด
เธอจึงลองให้ข้อมูลเพิ่ม “แล้วหนูยังได้ยินพวกเขาคุยกันด้วยนะว่าพรุ่งนี้จะไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ”
คราวนี้เฮ่ออวี้เสียงดูสนใจขึ้นมาบ้าง “งั้นพรุ่งนี้กลางวันจะได้นึ่งข้าวน้อยหน่อย”
เสี่ยวอวี้ “...”
เธอเลิกสนใจปฏิกิริยาของพี่ชาย รีบวิ่งไปล้างชามแล้วตะโกนเรียกทุกคนมากินข้าว
เฮ่อหย่วนลองส่องกระจกดู ก็พบว่ามีรอยแผลเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
เฉินชิงที่ยืนมองอยู่ตรงประตูพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด “ถ้ามีใครถามว่าปากคุณไปโดนอะไรมา ก็บอกไปว่าเผลอไปดึงหนังที่ปากจนเป็นแผลก็แล้วกันนะ”
“พวกเขาคงไม่เชื่อหรอก” เฮ่อหย่วนสำรวจรอยแผลซ้ายขวา
“แต่ดูไปดูมา มันก็สวยดีเหมือนกันนะ”
เฉินชิงพยักหน้าเห็นด้วยในใจ
มันสวยมากจริงๆ สวยจนเธออยากจะกัดซ้ำอีกสักที
“รีบมากินข้าวได้แล้ว”
เธอรีบเดินออกไปจากตรงนั้น
จังหวะที่เฮ่ออวี้เสียงยกกับข้าวออกมาจากครัว เขาเหลือบไปเห็นรอยแผลบนริมฝีปากของอาพอดี เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองน้าสาว
เฉินชิงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “มีอะไร มองน้าทำไม”
“เปล่าครับ”
เฮ่ออวี้เสียงตอบแล้วยกกับข้าวไปวางบนโต๊ะ
เพียงไม่นาน ชามข้าวของเฮ่อหย่วนก็พูนไปด้วยกับข้าวที่ทุกคนคีบให้
เขาได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ แต่ก็ยอมกินจนหมดเกลี้ยง
เฉินชิงหันไปถามหลานทั้งสอง “พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนเพื่อรับสมุดพกใช่ไหมจ๊ะ”
“ไม่ต้องไปครับ ผมให้เหมาเหมาไปรับแทนแล้ว ตอนเช้าผมต้องไปแย่งซื้อหมูสามชั้นที่ตลาด ไม่มีเวลาไปโรงเรียนหรอกครับ”
“แล้วจะซื้อมากี่จินล่ะ”
เฉินชิงถามอย่างสนใจ
เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับมาว่า “ได้มาเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้นแหละครับ”
[จบบท]