บทที่ 26: ข่าวลือที่ไม่ได้ตั้งใจ
สายตาของเฉินชิงค่อยๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่ร่างของเฮ่อหย่วน ก่อนจะพบว่าเขากำลังจับจ้องเธออยู่ก่อนแล้วด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ยากจะคาดเดาความหมาย
เพียงเท่านั้นเฉินชิงก็รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านหนังศีรษะจนชาวาบไปทั้งแถบ
“สหายเฉินคิดจะบงการผมอยู่เหรอ” น้ำเสียงของเฮ่อหย่วนทุ้มต่ำ แต่แววตาคมกริบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความลุ่มลึกนั้นกลับฉายแววเย็นชาจนน่าขนลุก
เขายังคงพูดต่อ “ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าคุณมีวิธีไหนที่จะมาบงการผมได้”
“เปล่านะคะ ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง” เฉินชิงฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนจะรีบเบนสายตาไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว จนพลาดโอกาสที่จะได้เห็นใบหูของชายหนุ่มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ภายใต้แสงไฟสีนวลของโรงพยาบาล
เธอหันไปหาพยาบาลสาวน้อยแล้วเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง
“นี่เธอ เมื่อกี้นี้เรายังเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ แอบดูเรื่องราวความรักอันงดงามของการปฏิวัติด้วยกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ แล้วไหงอยู่ๆ ถึงมากลับลำกลางคันแบบนี้ได้ล่ะ มาๆ เรามาดูพวกเขากันต่อดีกว่า”
หญิงสาวได้แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ “ก็เรื่องซุบซิบแบบนี้ ใครๆ เขาก็อยากรู้กันทั้งนั้นนี่นา”
ทว่าพอได้ยินมาว่าเฉินชิงเป็นคนอารมณ์ร้อน แถมตัวเธอเองก็ยังเกรงในมาดขรึมๆ ของเฮ่อหย่วนอยู่ไม่น้อย จึงเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนทั้งสองอีก แล้วหันกลับไปให้ความสนใจกับคนในห้องผู้ป่วยตามเดิม
กว่าซูเจวียนเจวียนจะเดินออกมาก็เป็นเวลาที่ล่วงเลยไปนานพอสมควร
เธอส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้เฉินชิง
“เธอกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะนะ ฉันเองก็ต้องเตรียมตัวเดินทางไปกับเขาแล้ว ยังไงคืนนี้ก็ต้องขอบคุณพวกเธอมากๆ เลยนะ”
“เรื่องเล็กน้อยเองน่า เธอไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วล่ะ งั้นฉันกลับก่อนนะ”
แค่ได้เสพเรื่องราวของคนอื่นจนเต็มอิ่มขนาดนี้ เธอก็รู้สึกคุ้มค่ากับการมาในครั้งนี้แล้ว
เฉินชิงพยักหน้าให้ฉินต้าเหว่ยเป็นเชิงทักทาย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มกลมๆ ของพยาบาลสาวน้อยอย่างมันเขี้ยว แล้วจึงหมุนตัวเดินตรงไปยังทางออกของโรงพยาบาล
เฮ่อหย่วนก้าวเท้ายาวๆ ตามเธอมาติดๆ “ผมอ่านแบบร่างที่คุณให้มาแล้วนะ แต่มันยังไม่สมบูรณ์”
“อ๋อ อย่างนั้นเหรอคะ สงสัยคงมีใครหยิบติดมือไปแล้วล่ะมั้งคะ คุณก็รู้ว่าที่สถานีรับซื้อของเก่ามีคนเดินเข้าเดินออกกันทั้งวัน ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครสักคนเผลอหยิบไปคั่นหนังสือแล้วโยนเข้าเตาไฟไปแล้วก็ได้”
“ถ้าแบบร่างมันไม่ครบ ก็คงต้องรบกวนให้นักวิจัยเฮ่อทุ่มเทเวลาค้นคว้าให้มากขึ้นอีกหน่อยแล้วกันนะคะ ยังไงก็อย่าทำให้แบบร่างครึ่งเล่มที่อุตส่าห์ได้มาต้องสูญเปล่าล่ะ”
เธอตบบ่าเขาเบาๆ แล้วกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง “อนาคตของประเทศชาตินี้ฝากไว้ในมือพวกคุณแล้วนะ”
“เหอะ” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ
เฉินชิงแอบเบ้ปากหมั่นไส้อยู่ในใจ มาขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแท้ๆ แต่กลับไม่มีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนเลยสักนิด เสียดายใบหน้าหล่อเหลานั่นจริงๆ เธอจึงตัดสินใจฉีกยิ้มหวานส่งให้เขา
“ที่บ้านฉันยังมีเด็กๆ ต้องดูแลอีกสองคน คงจะอยู่คุยกับนักวิจัยเฮ่อนานกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ไว้เจอกันใหม่นะคะ”
พูดจบเธอก็รีบวิ่งจู๊ดออกไปจากตรงนั้นทันที เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มคนนี้ได้มีโอกาสหาเรื่องเธออีก โดยไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่าการกระทำของตัวเองเมื่อครู่นี้ได้สร้างความขุ่นเคืองให้เขาไปเรียบร้อยแล้ว
กว่าเฉินชิงจะกลับจากโรงพยาบาลโรงงานเครื่องจักรมาถึงบ้านก็เป็นเวลาดึกดื่น เธอจึงพยายามแง้มประตูให้เกิดเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการนอนของเด็กทั้งสอง
เมื่อเข้ามาในบ้านได้แล้ว เธอก็จัดการลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา ก่อนจะย่องเข้าไปในห้องนอนเพื่อดูความเป็นอยู่ของหลานๆ
เฮ่ออวี้เสียงนอนหลับโดยที่ในมือยังคงกำพัดเอาไว้แน่นอยู่บริเวณขอบเตียง ส่วนน้องสาวของเขานอนหลับสบายอยู่กลางเตียง บนหน้าท้องเล็กๆ มีผ้าห่มผืนบางคลุมเอาไว้ ใบหน้าของเด็กหญิงเกลี้ยงเกลาดูสดใส
ขณะที่พี่ชายกลับขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื่อที่เขานอนทับอยู่นั้น เฉินชิงลองใช้มือสัมผัสดูถึงกับรู้สึกได้ถึงความเหนียวเหนอะหนะ เธอจึงค่อยๆ เปิดไฟฉายส่องดูแผ่นหลังของเขา ซึ่งมันก็เปียกชุ่มไปหมดจริงๆ
เฉินชิงกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะตัดสินใจเปิดหน้าต่างออกให้กว้างที่สุดเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก จากนั้นจึงแอบไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาสอดไว้ใต้แผ่นหลังของเฮ่ออวี้เสียง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเป็นหวัด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอจึงค่อยๆ แกะพัดออกจากมือของเด็กชายแล้วนำมาพัดให้เขาเบาๆ
เด็กมักจะขี้ร้อนกว่าผู้ใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ในยุคนี้พัดลมไฟฟ้าสักเครื่องกลับมีราคาสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่าหยวน
ซึ่งนับว่าเป็นของใช้ที่ฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง
ราคาของมันแทบจะเทียบเท่ากับจักรเย็บผ้าได้เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น พัดลมยังเป็นสินค้าที่ถึงมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ
เพราะตั๋วปันส่วนสำหรับซื้อจักรเย็บผ้านั้นถือเป็นของจำเป็นสำหรับพิธีแต่งงาน ในตลาดมืดจึงพอจะหาซื้อได้ไม่ยาก
แต่ครอบครัวที่สามารถมีพัดลมไฟฟ้าไว้ในครอบครองได้นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นครอบครัวของข้าราชการระดับสูง
ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เฉินชิงหมดหนทางที่จะหาตั๋วมาได้
สายลมเย็นๆ จากพัดค่อยๆ ปะทะเข้ากับใบหน้าของเฮ่ออวี้เสียงอย่างแผ่วเบา ขนตาของเด็กชายสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่เขาจะกลั้นหายใจนิ่งไปชั่วครู่
เฉินชิงนั่งพัดให้เขาอยู่นานพอสมควร จนกระทั่งภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เธอก็เห็นว่าคิ้วที่เคยขมวดมุ่นของเขาได้คลายออกแล้ว เด็กชายน่าจะนอนหลับสนิทได้ตลอดคืน เธอจึงวางใจแล้วเดินกลับห้องของตัวเองไป
หลังจากที่ต้องวุ่นวายมาตลอดทั้งคืน ไหนพรุ่งนี้จะต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าอีก เธอก็รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องนอนเล็กๆ นั้น เฮ่ออวี้เสียงกลับลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบ เขายกพัดขึ้นมาพัดให้น้องสาวอย่างเบามือราวกับเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ แต่ในสมองกลับกำลังขบคิดถึงเจตนาที่แท้จริงของน้าสาว
ตอนแรกเขาคาดเดาว่าเธอน่าจะกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินและต้องการทองคำ
แต่เหตุใดกัน ในเมื่อพวกเขาสองคนพี่น้องหลับสนิทไปแล้ว เธอยังต้องแสร้งทำเป็นหวังดีเข้ามาดูแลอีก
เฮ่ออวี้เสียงดึงผ้าที่สอดอยู่ใต้แผ่นหลังออกแล้วโยนทิ้งไปข้างๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนแล้วกระซิบกับน้องสาวว่า
“น้องจะทำดีกับน้าก็ได้นะ แต่ระวังอย่าให้น้าหลอกเอาได้ล่ะ”
แววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังราวกับอยากจะฆ่าให้ตายในวันนั้น เขายังคงจดจำมันได้อย่างชัดเจน
คนเราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนั้นในเวลาอันสั้น เว้นเสียแต่ว่า…คนตรงหน้าจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เฮ่ออวี้ถิงขยี้ตาอย่างงัวเงีย
“พี่จ๋า พี่พูดว่าอะไรนะ”
“พี่บอกว่ารีบนอนได้แล้ว”
“น้ากลับมาแล้วเหรอคะ”
“กลับมาแล้ว”
“อ๋อค่ะ”
เด็กหญิงพลิกตัวหันหลังให้พี่ชายแล้วหลับต่อ
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ทำไมพ่อกับแม่ถึงได้มีน้องสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดนี้นะ
หรือมันจะเป็นเหมือนที่คุณตากับคุณยายเคยพูดไว้ ว่าถ้ามีลูกสาวคนโตที่แสนดี ก็มักจะต้องมีลูกสาวคนเล็กที่ร้ายกาจตามมาด้วย
พ่อกับแม่ของเขาคงเป็นเพราะมีลูกที่นิสัยไม่ดีอย่างเขา ซึ่งไม่เคยเป็นที่รักของใครมาตั้งแต่เด็กแล้ว ก็เลยต้องมีลูกสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูมาอีกคนหนึ่งกระมัง
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็หมายความว่าเขากับน้าสาวก็เป็นคนประเภทเดียวกันน่ะสิ
อี๋… แค่คิดก็ขนลุกแล้ว เขาไม่เอาด้วยหรอก
เฮ่ออวี้เสียงรีบหลับตาปี๋แล้วข่มตัวเองให้หลับลงทันที
เช้าวันต่อมา เฉินชิงยังคงสะลึมสะลืออยู่บนเตียง เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองลุกขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายก็ต้องสะดุ้งตื่นอย่างเต็มตาเพราะเสียงทุบประตูที่ดังโครมครามไม่หยุด
“น้าคะ รีบตื่นได้แล้วค่ะ ถ้ายังไม่ลุกอีกเดี๋ยวจะไปทำงานสายนะคะ จะโดนหักเบี้ยขยันเอาได้นะ” เฮ่ออวี้ถิงป้องปากทำเป็นโทรโข่งแล้วตะโกนเสียงดัง
หญิงสาวที่เพิ่งได้นอนไปเพียงห้าชั่วโมงจำต้องลุกขึ้นจากเตียงอย่างทุลักทุเล เธอรีบจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จสิ้น แล้วจึงเดินโซซัดโซเซราวกับวิญญาณล่องลอยไปยังโรงงานเครื่องจักร
ทว่าทันทีที่เธอนั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน เถียนเมิ่งหย่าก็รีบเลื่อนเก้าอี้ของตัวเองเข้ามาใกล้แล้วกระซิบถาม “นี่เฉินชิง ฉันได้ยินมาว่าเธอคบกับฉินต้าเหว่ยแล้วเหรอ มันเรื่องจริงหรือเปล่า”
สมองที่ยังคงตื้อๆ ของเฉินชิงพลันสว่างวาบขึ้นมา “ฉันไปคบกับฉินต้าเหว่ยตอนไหน”
“ก็ใช่น่ะสิ”
ตอนที่เถียนเมิ่งหย่าได้ยินข่าวนี้ครั้งแรก เธอก็แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเหมือนกัน
ด้วยนิสัยที่ช่างเลือกและมาตรฐานสูงของเฉินชิง ประกอบกับการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยของเธอ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่น่าจะลงเอยกับผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลยอย่างฉินต้าเหว่ยได้
“บ้าน่า มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน”
เมื่อวานนี้ทั้งวันเธอแทบจะไม่ได้คุยกับฉินต้าเหว่ยเลยแม้แต่คำเดียว
เถียนเมิ่งหย่าเล่าต่ออย่างออกรส “ก็เช้านี้เขาลือกันให้แซ่ดไปหมดแล้ว ว่าเธออุตส่าห์ไปเยี่ยมเขาถึงโรงพยาบาลโรงงานเครื่องจักร แล้วก็อยากจะคบกับเขาจริงๆ จังๆ แถมเมื่อเช้านี้ยังมีคนได้ยินมาอีกว่าเขาอยากจะย้ายไปทำงานที่เมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อหาเงินมาให้เธอเยอะๆ ด้วยนะ”
“ที่เขาอยากจะไปเมืองเซี่ยงไฮ้มันเป็นเพราะว่า…”
เฉินชิงรีบหุบปากฉับ
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับซูเจวียนเจวียนกับฉินต้าเหว่ย ถ้าหากเธอเผลอหลุดปากเรื่องของซูเจวียนเจวียนออกไปตอนนี้ ก็เท่ากับว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาจะสูญเปล่าในทันที
“เพราะอะไรเหรอ?” เถียนเมิ่งหย่าคะยั้นคะยอ
“จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะน่า แต่ที่แน่ๆ คือฉันกับฉินต้าเหว่ยไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้น สรุปสั้นๆ ง่ายๆ เลยก็คือ เราไม่ได้คบกัน”
ณ วินาทีนี้ เฉินชิงรู้สึกเหมือนกำลังถูกใครบางคนจ้องเล่นงานอยู่ แต่กลับมองไม่เห็นตัวตนของศัตรู มันช่างเป็นความรู้สึกที่น่ารังเกียจสิ้นดี
คนอื่นเขามีแต่ ‘หน้าประตูบ้านแม่ม่ายเรื่องฉาวมักจะเยอะ’ แต่ทำไมชีวิตของเธอที่เป็นแค่ผู้หญิงโสดธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถึงได้มีแต่เรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อนแบบนี้
เฉินชิงสุดจะทนอีกต่อไป เธอทุบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืนประกาศก้อง
“ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือไร้สาระพวกนี้ ออกมาแสดงตัวเดี๋ยวนี้เลยนะ วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดีอยู่พอดี จะได้ให้มันรู้ซะบ้างว่านรกมีจริง”
“เสี่ยวชิง” หยางซิวจิ่นรีบวิ่งหน้าตาตื่นมาจากนอกห้องทำงานแล้วมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ
“คุณไม่ต้องกังวลไปนะ ผมเชื่อใจคุณ ต่อให้คนทั้งโลกนี้ไม่เชื่อคุณ แต่ผมก็จะยังคงเชื่อมั่นในตัวคุณเสมอ”
เฉินชิงเหลือบมองเขาด้วยหางตา “อ๋อ เหรอคะ”
หยางซิวจิ่นรีบพยักหน้า “ใช่ครับ”
เฉินชิงสวนกลับทันควัน “แต่ฉันไม่ต้องการค่ะ”
สีหน้าของหยางซิวจิ่นซีดเผือดลงถนัดตา
เขาเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “เสี่ยวชิง…”
“ฉันก็แค่หวังว่าหัวหน้าหยางจะไม่ใช่ต้นตอของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ก็พอแล้วค่ะ”
[จบบท]