บทที่ 27: ปากคำจากเจ้าตัว
พอเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทีไร เขาก็ปรากฏตัวขึ้นได้ถูกจังหวะจะโคนเสียเหลือเกิน มันช่างพอเหมาะพอเจาะจนเกินไป ชวนให้เฉินชิงอดคิดไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ หรือ
หยางซิวจิ่นแสดงสีหน้าราวกับถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตัดพ้อ
“เสี่ยวชิง ทำไมคุณถึงคิดกับผมในแง่ร้ายแบบนั้น ผมคำนึงถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนของเรา พอได้ยินว่ามีคนปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับคุณ สิ่งแรกที่ผมคิดก็คือต้องรีบมาปลอบใจคุณทันทีเลยนะ!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณในความหวังดีของหัวหน้าหยางแล้วค่ะ แต่รบกวนเรียกฉันว่าเสี่ยวเฉินหรือสหายเฉินชิงจะดีกว่าค่ะ”
เฉินชิงทรุดตัวลงนั่งตามเดิม มือก็คว้ากระดาษกับปากกาขึ้นมาขีดเขียนไปเรื่อยเปื่อย
“อีกอย่าง...นี่เป็นเวลางาน ฉันไม่อยากคุยเรื่องส่วนตัว และฉันก็ต้องทำงานต่อแล้ว เชื่อว่าหัวหน้าหยางในฐานะหัวหน้าแผนกพลาธิการ คงจะไม่มีเวลาว่างมาทิ้งงานของตัวเองเหมือนกันใช่ไหมคะ”
การโต้ตอบที่ฉะฉานและแฝงไปด้วยความเย็นชาของเธอ ทำให้หยางซิวจิ่นแทบไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย หากเทียบกับเฉินชิงคนก่อนที่เคยอยู่ในกำมือและเดินตามหมากที่เขาวางไว้ทุกย่างก้าว ตอนนี้เธอกลับดูมีชีวิตชีวาและน่าสนใจขึ้นเป็นกอง
หยางซิวจิ่นเผยรอยยิ้มที่คิดว่าอ่อนโยนที่สุดออกมา ทว่ายังไม่ทันจะได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ หัวหน้าหลิวก็เดินกอดอกเข้ามาในห้องทำงานเสียก่อน
หัวหน้าแผนกอาวุโสเอ่ยกับหยางซิวจิ่นด้วยรอยยิ้มระรื่น
“หัวหน้าหยาง เฉินชิงเขาพูดถูกนะ ในเวลาทำงาน เราก็ไม่ควรเอาเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นมาปะปน ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของสหายในโรงงาน ถ้าพวกเขาไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายกำลังฉวยโอกาสลวนลามกันอยู่ เราก็ควรปล่อยให้พวกเขาได้เรียนรู้กันไปเอง เคารพการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ดีที่สุด ว่าไหมล่ะ”
หยางซิวจิ่นหน้าเขียวปั้ด!
ไอ้หัวล้านเฒ่านี่มันพูดจาภาษาอะไรของมัน!
คนรุ่นใหม่บ้าบออะไรกัน นี่มันกำลังแดกดันว่าเขาแก่เกินไปจนไม่คู่ควรกับเฉินชิงใช่หรือไม่! แถมยังมาพูดเหมือนกับจะอวยพรให้เฉินชิงกับฉินต้าเหว่ยสมหวังกันอีก เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเรื่องราวคลุมเครือระหว่างเขากับเฉินชิงจะไม่เคยเข้าหูตาแก่หัวล้านนี่! นี่มันคือการเยาะเย้ยกันซึ่ง ๆ หน้าชัด ๆ!
เฉินชิงที่ก้มหน้าอยู่ถึงกับต้องกลั้นขำจนตัวสั่น หัวหน้าหลิวช่างเป็นผู้มีศิลปะในการใช้คำพูดโดยแท้จริง
หยางซิวจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์
“โรงงานเครื่องจักรของเราให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของพนักงานเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองจนลุล่วงแล้ว...”
โดยปกติแล้วหัวหน้าหลิวเป็นคนที่ชอบพูดจาหลักการใหญ่โต ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการบริหารโรงงาน เขายิ่งจดจำวาทะเหล่านั้นได้อย่างขึ้นใจ
แต่เขากลับไม่ชอบฟังคนอื่นมาพล่ามเรื่องพวกนี้ใส่หู จึงตัดสินใจพูดแทรกขึ้นมาทันควัน
“ว่าแต่...งานของคุณเสร็จแล้วหรือยัง แผนกเราส่งรายการของที่ต้องใช้ในงานแข่งขันวัดทักษะฝีมือไปให้ตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ”
“จนป่านนี้คุณก็ยังไม่ให้คำตอบกลับมาสักที ทำเอาผมไม่รู้แล้วว่าจะต้องประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนมาลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันยังไงดี”
“เอ่อ...เรื่องนั้นต้องรอให้เจ้าหน้าที่ในแผนกพลาธิการทุกคนตรวจสอบเอกสารจนครบถ้วนก่อน ถึงจะส่งมาถึงมือผมได้ครับ”
“อ้าว แล้วแบบนี้จะเรียกว่าทำงานของตัวเองเสร็จแล้วได้ยังไงกัน”
หัวหน้าหลิวใช้ฝ่ามือลูบศีรษะที่เกลี้ยงเกลาของตัวเองไปมาพลางส่งยิ้มให้
“ดูท่าหัวหน้าหยางจะยังมีงานยุ่งอยู่ งั้นก็อย่ามัวมาเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย”
“...ครับ” หยางซิวจิ่นจำต้องตอบรับอย่างสุภาพ ทั้งที่ในใจกำลังสาปแช่งอย่างบ้าคลั่ง ไอ้เฒ่าหัวล้าน ขอให้ผมร่วงจนหมดหัวไปเลยเถอะ!
ทันทีที่หยางซิวจิ่นเดินพ้นประตูไป หัวหน้าหลิวก็หันมาเทศนาเฉินชิงต่อทันที
“ดูเธอเข้าสิ ชอบหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวอยู่เรื่อย อย่างที่เธอพูดไปนั่นแหละถูกแล้ว ในเวลางานก็อย่าเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาปน มันจะสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี”
“ฉันทราบค่ะ”
เฉินชิงตอบรับเสียงอ่อย พลางฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างเหนื่อยใจ
หัวหน้าหลิวเห็นกิริยาไม่สำรวมของเธอก็อดไม่ได้ที่จะบ่นต่อ
“เรื่องส่วนตัวของเธอฉันคงไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้หรอกนะ ถ้าเธอรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องไปหาหัวหน้าฝ่ายสตรีให้เขาช่วยจัดการ”
“แต่ถ้าเธอไม่ได้เดือดร้อนอะไร ฉันก็หวังว่าในฐานะที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอจะรู้จักรักนวลสงวนตัวให้มาก อย่าไปพัวพันกับผู้ชายคนนั้นทีคนนี้ที ข่าวลือมันจะเสียหายไปกันใหญ่”
“ค่ะ”
เฉินชิงรับคำ เธอขยับตัวนั่งหลังตรงแล้วลงมือเขียนรายงานต่อทันที
หัวหน้าหลิวเตรียมใจไว้แล้วว่าเธอจะต้องโต้เถียงกลับมา แต่เมื่อเห็นเธอนั่งทำงานเงียบ ๆ อย่างว่าง่าย เขาก็อดที่จะพูดเตือนสติอีกไม่ได้
“หัวหน้าหยางน่ะไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก เธอจะไปสร้างเรื่องปวดหัวให้เขาก็ตามใจเถอะ อย่างน้อยเขาก็เป็นคนฉลาดพอที่จะไม่ยอมเสียเปรียบใครง่าย ๆ แต่ฉินต้าเหว่ยเป็นเด็กดีนะ เธออย่าไปทำร้ายอนาคตของเขาเลย”
เฉินชิง “...” เธอไปกลายเป็นคนแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
“หัวหน้าหลิวคะ ฉันไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับฉินต้าเหว่ยทั้งนั้นค่ะ”
“อ้าว แล้วทำไมถึงมีข่าวซุบซิบนินทาเกี่ยวกับพวกเธอออกมาได้ล่ะ แล้วเมื่อคืนเธอไปหาเขาตอนดึกดื่นทำไม?”
“วันนี้ฉินต้าเหว่ยทั้งที่ยังเจ็บไม่หายดี ถึงกับเดินขากะเผลกมาที่โรงงานเพื่อยื่นเรื่องขอลาออก เธอก็น่าจะรู้ดีว่าผู้จัดการโรงงานของเราถึงแม้ปกติจะเป็นคนใจดีมีเหตุผล แต่เขาให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก”
“ฉินต้าเหว่ยอาจจะดูเป็นเด็กซื่อ ๆ ฐานะทางบ้านไม่ดี แถมวุฒิการศึกษาก็ไม่สูง แต่สมองของเขาปราดเปรื่องมาก สร้างคุณประโยชน์ให้กับโรงงานของเรามานับไม่ถ้วน”
“ ถ้าบุคลากรคนสำคัญต้องย้ายไปอยู่เมืองเซี่ยงไฮ้เพราะเรื่องของเธอ ผู้จัดการโรงงานต้องสั่งย้ายเธอไปอยู่แผนกการผลิตแน่”
หลายปีมานี้ ผู้จัดการโรงงานเครื่องจักรของพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ไปสู่องค์กรที่ใหญ่กว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายในชีวิต หากมีใครไปแตะต้องจุดอ่อนไหวของเขาเข้า หัวหน้าหลิวเชื่อสุดใจเลยว่าจัดการเสิ่นจะเฉดหัวเฉินชิงไปทำงานในตำแหน่งคนงานธรรมดา ๆ อย่างแน่นอน
เฉินชิงตกใจจนเผลอลุกพรวดขึ้นมา
“ฉันไม่ได้ทำนะคะ!”
ถ้าต้องไปอยู่แผนกการผลิต ก็เท่ากับว่าเธอต้องทำงานเข้ากะน่ะสิ! ถึงเงินเดือนจะไม่ลด แต่สวัสดิการต่าง ๆ มันเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด!
ในฐานะเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการโรงงาน เธอได้รับสวัสดิการที่ดีที่สุดมาโดยตลอด งานก็สบาย ไม่ต้องทำล่วงเวลา แถมในเวลางานยังพอจะแอบทำอย่างอื่นได้บ้าง
พอเลิกงานก็ยังมีแรงเหลือไปทำอาชีพเสริมของตัวเองอีก ถ้าต้องย้ายไปเป็นคนงานธรรมดา พอเลิกงานเธอก็คงหมดเรี่ยวแรงจะไปทำอะไรแล้ว!
เรื่องนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด เฉินชิงรีบร้อนพูดขึ้น
“ฉันจะไปพบฉินต้าเหว่ยเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ฉันจะให้เขาไปบอกทุกคนว่าเราสองคนไม่ได้จะคบหากัน...”
ในจังหวะนั้นเอง เถียนเมิ่งหย่าก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ทว่าทุกถ้อยคำกลับเหมือนค้อนที่ทุบลงมากลางใจของเฉินชิง
“แต่ว่า...ฉินต้าเหว่ยเป็นคนพูดเองกับปากเลยนะ ว่าเธอกำลังคบหาอยู่กับเขา เขาถึงอยากจะย้ายไปทำงานที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เพื่อที่จะได้หาเงินมาให้เธอได้มากขึ้น”
เฉินชิงตกตะลึงจนสมองขาวโพลน เอ่ยออกมาได้เพียงสามคำ
“เป็นไปไม่ได้”
เมื่อวานนี้เธอเพิ่งจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขากับซูเจวียนเจวียนอยู่เลย แต่วันนี้เขากลับมาหักหลังเธออย่างเลือดเย็นเช่นนี้ได้อย่างไร
เถียนเมิ่งหย่าเม้มริมฝีปากแน่น
“เรื่องจริงนะ ถ้าเขาไม่พูด พวกเราก็คงไม่รู้หรอกว่าพวกเธอคบกัน แล้วก็คงไม่รู้ด้วยว่าเธอไปเยี่ยมเขาตอนดึกขนาดนั้น”
“ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้เขาก็ยังคบอยู่กับซูเจวียนเจวียนคนนั้นอยู่เลย ตอนนี้คนทั้งโรงงานเลยพากันลือไปแล้วว่าเธอเป็น...”
แม้ประโยคสุดท้ายจะไม่ได้พูดออกมาจนจบ แต่เฉินชิงก็รู้ดีว่าทุกคนคงตราหน้าว่าเธอเป็นนางจิ้งจอกไปเรียบร้อยแล้ว
“ฉันขอลางานหนึ่งวันค่ะ”
เฉินชิงหันไปขออนุญาตจากหัวหน้าหลิว
เมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของเธอ หัวหน้าหลิวจึงพยักหน้าอนุญาต
“ไปคุยกับฉินต้าเหว่ยให้รู้เรื่อง ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเขาจะตัดสินใจไปที่ไหน แต่โรงงานเครื่องจักรแห่งนี้ก็ยังเป็นบ้านของเขาเสมอ หวังว่าสักวันเขาจะกลับมา”
อันที่จริงแล้ว... ในฐานะผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า หัวหน้าหลิวค่อนข้างสนับสนุนให้ฉินต้าเหว่ยออกไปแสวงหาโอกาสในเมืองใหญ่
เมืองเซี่ยงไฮ้ให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า เขาจะได้พบเจอกับนักวิจัยที่เก่งกาจ ซึ่งจะช่วยให้เขาได้พัฒนาฝีมือของตัวเองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก
ที่สำคัญที่สุดคือยังสามารถส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัวได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องรั้งเขาไว้ที่นี่
ทว่า...ถึงแม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่สามารถพูดออกไปตรง ๆ ได้
“เฉินชิง เธอไปคุยกับฉินต้าเหว่ยดี ๆ ล่ะ ถ้าชีวิตมันลำบากมากจริง ๆ เราก็ยังสามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือจากเบื้องบนได้ มีปัญหาอะไรก็ค่อย ๆ ช่วยกันแก้ไขไป เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะ เข้าใจค่ะ งั้นหัวหน้าทำงานต่อเถอะนะคะ ฉันไปก่อนค่ะ”
[จบบท]