บทที่ 270: แฉความลับของอา
เฮ่อหย่วนยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ พลางระบายลมหายใจออกมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แฝงความจนใจอยู่ลึกๆ
“ผมไม่ได้เปราะบางขนาดที่จะรับเรื่องแค่นี้ไม่ได้หรอกนะ”
คำพูดของเขาทำให้เฉินชิงต้องหันกลับมาประเมินชายหนุ่มข้างกายใหม่ทั้งหมด ข้อตกลงแลกเปลี่ยนมูลค่าสิบล้านดอลลาร์ในยุคนี้มันมหาศาลขนาดไหนกันนะ ตัวเลขเหล่านั้นวิ่งวนอยู่ในหัวของเธอ
ยิ่งคิดก็ยิ่งตระหนักว่าคู่หมั้นของเธอคนนี้ไม่ใช่แค่บุคลากรมันสมองของชาติ แต่เป็นขุมทรัพย์ที่เดินได้ดีๆ นี่เอง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เฮ่อหย่วน ถามจริงๆ นะ ในสายตาคุณน่ะ ฉันดูเป็นคนระดับสติปัญญาประมาณไหน”
เฮ่อหย่วนหยุดคิดไปชั่วครู่ สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความจริงจังและอ่อนโยน
“คุณคือคนที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา”
คำตอบนั้นทำให้เฉินชิงเกือบจะหลุดขำออกมา เธอเม้มปากกลั้นยิ้ม พลางคิดในใจว่าเขาคงโดนยาเสน่ห์ของเธอเล่นงานจนเข้าขั้นคลั่งรักไปแล้ว
“แหม งั้นเหรอคะ ก็ได้ค่ะ ฉันคือคนที่ฉลาดที่สุด”
ท่าทีทีเล่นทีจริงของเธอทำให้เฮ่อหย่วนต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาหยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเธอ
“ผมพูดจริงจังนะ คุณช่วยทำตัวจริงจังหน่อยได้ไหม”
เมื่อเห็นแววตาที่ไม่ได้ล้อเล่นของเขา เฉินชิงจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“โอเคๆ ฉันจริงจังแล้ว”
“เฉินชิง!” เขากดเสียงต่ำ เรียกชื่อเธอเหมือนจะปราม
เฉินชิงเห็นท่าไม่ดี รีบวกเข้าเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศทันที “ว่าแต่...เรื่องงานวิจัยพวกนั้น พวกคุณได้ยื่นขอสิทธิบัตรคุ้มครองไว้บ้างหรือเปล่าคะ”
นี่เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและน่าเจ็บปวดสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศในยุคนี้ สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัยมากมายที่ถือกำเนิดจากสติปัญญาของคนในชาติ กลับไม่เคยได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างที่ควรจะเป็น
กลายเป็นว่าในอนาคต ประเทศกลับต้องก้มหัวจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับต่างชาติในเทคโนโลยีที่บรรพบุรุษของตัวเองเป็นคนริเริ่ม
เพียงแค่คำถามเดียว บรรยากาศรอบตัวของเฮ่อหย่วนก็เปลี่ยนไป สีหน้าของเขาเรียบขรึมลง ดวงตาคู่คมที่เคยทอประกายอบอุ่นเมื่อครู่ บัดนี้กลับฉายแววซับซ้อนและเย็นชา
“เคยยื่นไปแล้ว”
“แล้วผลเป็นยังไง”
“เหมือนโยนหินลงทะเล” เขาตอบเสียงเรียบ
นักวิทยาศาสตร์รุ่นบุกเบิกหลายคนของประเทศเคยผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดน พวกเขาเข้าใจดีว่าสิทธิบัตรมีความสำคัญเพียงใดต่อการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา
จึงได้พยายามยื่นเอกสารไปยังองค์กรสิทธิบัตรระหว่างประเทศนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งก็จบลงด้วยความว่างเปล่า
ตัวเขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนหนุ่มหัวรั้นที่ไม่ยอมแพ้ ลองเดินตามรอยเท้ารุ่นพี่ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน เอกสารทุกฉบับที่ส่งไป ถูกกลืนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อความพยายามไม่นำมาซึ่งสิ่งใด การยอมแพ้จึงกลายเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่
‘ประเทศที่อ่อนแอ ย่อมไม่มีปากมีเสียงในเวทีโลก’ ประโยคนี้สะท้อนความจริงอันโหดร้ายที่พวกเขาต้องเผชิญ
ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งคู่ บทสนทนาที่หนักอึ้งทำให้บรรยากาศระหว่างทางกลับบ้านพลอยอึดอัดไปด้วย
จนกระทั่งทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน และได้เห็นร่างเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงยืนกอดอกแก้มป่องอยู่บนขั้นบันได พวกเขาถึงได้สลัดความรู้สึกหนักอึ้งนั้นทิ้งไป
“หนูโกรธแล้วนะคะ!” เด็กหญิงประกาศกร้าว พลางหันข้างให้ ทำท่าเหมือนไม่ต้องการจะเห็นหน้า
เฉินชิงรีบเดินเข้าไปง้อ “น้าผิดไปแล้วจ้ะ” พร้อมกับส่งซิกให้เฮ่อหย่วนด้วยข้อศอก
เฮ่อหย่วนรีบสวมบทผู้กระทำผิดร่วมทันที “ใช่แล้ว เป็นความผิดที่ร้ายแรงจนไม่อาจให้อภัยได้เลย”
“ตอบมาเดี๋ยวนี้เลยนะคะ ทำไมวันนี้กลับบ้านช้าขนาดนี้” เฮ่ออวี้ถิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม กอดอกเชิดหน้า
แต่การที่เธอพยายามทำหน้าบึ้งกลับทำให้แก้มยุ้ยๆ ของเธอป่องออกมาจนเห็นเป็นคางสองชั้นจางๆ ช่างดูน่ารักน่าหยิกเสียเหลือเกิน
เฉินชิงอยากจะเข้าไปฟัดแก้มยุ้ยๆ นั่นใจจะขาด แต่ก็ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน เพราะเจ้าตัวเล็กกำลังอยู่ในโหมดเอาเรื่อง “น้าต้องทำงานเพิ่มนิดหน่อยน่ะจ้ะ เลยเลิกช้า”
“ส่วนอา พอรู้ว่าน้าของหนูยังทำงานไม่เสร็จ ก็เลยไปยืนรอรับที่หน้าโรงงาน” เฮ่อหย่วนให้การตามจริง
เมื่อได้ยินเหตุผลที่ฟังขึ้น ดวงตากลมโตของเฮ่ออวี้ถิงก็กลอกไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจสวมบทผู้มีอำนาจสูงสุด
“อืม...เห็นแก่ที่พวกคุณสำนึกผิด องค์กรของเราตัดสินใจที่จะให้อภัยก็ได้ค่ะ” พูดจบก็กางแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างออก เป็นสัญญาณว่าต้องการอ้อมกอดเพื่อยืนยันการให้อภัย
เฉินชิงรีบพุ่งเข้าไปกอดร่างนุ่มนิ่มนั้นไว้เต็มรัก ซบหน้าลงกับแก้มหอมๆ ของหลานสาว “รอข้างนอกนี่หนาวแย่เลยใช่ไหมจ๊ะ”
“ไม่หนาวเลยค่ะ เมื่อกี้เหมาเหมายังมาสอนภาษารัสเซียให้หนูอยู่ตรงนี้อยู่เลยค่ะ แต่เมื่อกี้คุณพ่อเขามารับกลับไปแล้ว”
เสียงเปิดประตูทำให้ทั้งสามหันไปมอง เฮ่ออวี้เสียงในชุดพ่อครัวจำเป็นโผล่หน้าออกมา พอเห็นว่าทุกคนกลับมากันครบแล้ว ก็รีบยกสำรับอาหารเย็นที่อุ่นเตรียมไว้ออกจากครัวมาตั้งโต๊ะ
“มีข่าวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ” เฮ่ออวี้เสียงเริ่มต้นบทสนทนา
“เมื่อตอนเย็นลุงใหญ่เกิดอุบัติเหตุหกล้ม ดูท่าแล้วงานเลี้ยงปีใหม่ปีนี้คงต้องยกเลิกไป”
“หา! แล้วลุงใหญ่เป็นอะไรมากไหม” เฉินชิงถามด้วยความเป็นห่วง
“อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ลุงใหญ่ไม่ได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่เสียงป้าใหญ่ร้องโวยวายดังลั่นไปทั้งบ้านพักเลย ผมเตรียมไข่ไก่ไว้แล้ว 10 ฟอง เดี๋ยวเรากินข้าวเสร็จแล้วเอาไปเยี่ยมท่านกันนะครับ”
“ดีเลยจ้ะ”
หลังจัดการมื้อค่ำอย่างรวดเร็ว ทั้งสี่คนก็พากันถือตะกร้าไข่ใบเล็กๆ เดินตรงไปยังบ้านของลุงใหญ่ บรรยากาศภายในบ้านค่อนข้างวุ่นวาย มีเพื่อนบ้านหลายคนกำลังช่วยกันปลอบป้าใหญ่อยู่ ส่วนลุงใหญ่นั่งอยู่กลางห้องโถง ใช้มือปิดหน้าด้วยความอับอาย
“ไอ้คนใจดำ! ชนตาแก่ของฉันแล้วยังหนีไปอีก! ฟ้าดินทำไมไม่ผ่ามันให้ตายๆ ไปซะ! คนแบบนี้ขอให้เกิดมาไม่มีรูทวาร ตอนแก่ก็ขอให้อดตาย พอตายไปก็ขอให้หญ้ารกขึ้นเต็มหลุมฝังศพ!” ป้าใหญ่ตบขาตัวเองฉาดๆ พลางสาปแช่งเสียงดังลั่น
เฉินชิงถึงกับต้องกลั้นขำ
ลุงใหญ่คงจะทนความเว่อร์วังของภรรยาไม่ไหว ตะโกนสวนขึ้นมา “ฉันก็แค่ผิวถลอกนิดหน่อย ตอนเดินมันก็เลยเจ็บแปลบๆ เท่านั้นเอง!”
เฉินชิงอาศัยจังหวะที่สองสามีภรรยากำลังจะเปิดศึกกัน รีบยื่นตะกร้าไข่ไปให้
ทันทีที่สายตาของป้าใหญ่เหลือบไปเห็นไข่ไก่ 10 ฟองเต็มตะกร้า สีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธก็พลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างราวกับดอกไม้แรกแย้ม แต่เพียงชั่วครู่เธอก็รู้ตัวว่าแสดงออกผิดบทไปหน่อย จึงรีบปรับโหมดกลับมาโอดครวญอีกครั้ง
“โอ๊ย...เสี่ยวชิง เธอไม่รู้หรอกนะว่าลุงใหญ่ของเธอน่ะทำเอาฉันขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว”
“ค่ะป้า รับไข่นี่ไว้บำรุงลุงใหญ่นะคะ”
“แหม ขอบใจมากจ้ะ พวกเธอนี่แหละที่เป็นคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ ใจกว้างจริงๆ ให้ทีเดียวตั้ง 10 ฟองแน่ะ” ป้าใหญ่รับตะกร้ามาถือไว้ พลางพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม
ลุงใหญ่กระแอมไอเสียงดัง เป็นการส่งสัญญาณเตือน
สีหน้าของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก ในยุคที่ข้าวของหายาก การที่พวกเขาเจียดไข่มาให้คนละ 2-3 ฟองก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว คำพูดของป้าใหญ่จึงเหมือนเป็นการตบหน้าพวกเขาฉาดใหญ่
“คือ...นี่ของเรารวมกันสองบ้านน่ะค่ะ” เฉินชิงรีบอธิบายแก้สถานการณ์
ป้าใหญ่พยักหน้าหงึกๆ เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เออ จริงด้วย สองคนนี้ยังไม่ได้แต่งงานกันนี่นา
แต่แล้วความคิดอีกอย่างก็แวบเข้ามาในหัว หนุ่มสาวคู่นี้รายได้รวมกันเกือบ 200 หยวนต่อเดือน แต่กลับเอาไข่มาเยี่ยมแค่ 10 ฟองเนี่ยนะ พอคิดได้ดังนั้น ปากที่เคยยิ้มกว้างก็เบะลงทันที ท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“แล้ว...ตะกร้านี่จะเอาคืนรึเปล่าล่ะ”
เฉินชิงยิ้มหวาน “เอาคืนค่ะ”
ว่าแล้วก็ดึงตะกร้ากลับมาอย่างรวดเร็วและหนักแน่น
ป้าใหญ่ได้แต่ด่าในใจ เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เอาซะเลย! แต่พอนึกถึงวีรกรรมฝ่ามือพิฆาตของเฉินชิงแล้ว เธอก็ได้แต่สงบปากสงบคำไว้
หลังจากทักทายถามไถ่อาการของลุงใหญ่พอเป็นพิธี เฉินชิงก็เตรียมตัวจะกลับ แต่แล้วเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ทำงานในโรงงานเครื่องจักรก็เอ่ยถามขึ้นมา
“นี่เสี่ยวชิง เรื่องที่เธอประกาศผ่านเสียงตามสายเมื่อตอนบ่ายน่ะ มันเป็นเรื่องจริงทั้งหมดเลยเหรอ แผนกพวกเรานี่แทบจะลุกเป็นไฟเลยนะ”
พอมีคนเปิดประเด็น ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เฉินชิงเป็นจุดเดียว
หญิงสาวเพียงแค่ยักไหล่สบายๆ “ใครจะไปรู้ล่ะคะ ฉันก็แค่พล่ามไปเรื่อยเปื่อย”
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็คิดเป็นเสียงเดียวกัน พล่ามเรื่อยเปื่อย แต่เล่นเอาผู้บริหารระดับสูงโดนเด้งไป 7 คนเนี่ยนะ...สุดยอดจริงๆ!
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เฮ่ออวี้ถิงก็นั่งขัดสมาธิรออยู่บนม้านั่งยาวกลางห้อง ดวงตากลมโตเป็นประกายจ้องมองน้าสาวอย่างคาดคั้น
“คุณน้าคะ เล่าให้หนูฟังหน่อยสิคะ เรื่องซุบซิบที่โรงงานน่ะ”
เฉินชิงจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลานสาวฟังอย่างละเอียด แถมยังแตกประเด็นและวิเคราะห์สถานการณ์ให้เด็กหญิงวัย 5 ขวบเข้าใจได้ง่ายๆ อีกด้วย ถึงแม้เฮ่ออวี้ถิงจะฟังแล้วยังงงๆ อยู่บ้าง แต่เธอก็จดจำทุกคำพูดของน้าสาวไว้ในใจ
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็แอบบันทึกข้อมูลไว้เช่นกัน เขารู้สึกทึ่งในกลยุทธ์ของน้าเล็กที่ซับซ้อนและแยบยลเหลือเกิน
ส่วนเฮ่อหย่วนที่วันนี้ได้กลับบ้านเร็วเป็นพิเศษ ก็นั่งช่วยเฉินชิงตัดกระดาษสีแดงสำหรับทำซองอั่งเปาในวันตรุษจีน
เขาเฝ้ามองภาพของหญิงสาวที่กำลังสอนบทเรียนชีวิตให้หลานๆ อย่างอ่อนโยน ทั้งวิธีป้องกันตัวจากข่าวลือ และวิธีโต้กลับอย่างชาญฉลาด รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นในดวงตาสีนิลของเขาอย่างไม่รู้ตัว
“เอาล่ะ! คลาสเรียนพิเศษฉบับเฉินชิงก็ขอจบลงเพียงเท่านี้จ้ะ!” เฉินชิงตบมือเป็นสัญญาณเลิกเรียน
“รับทราบค่ะ!” เฮ่ออวี้ถิงขานรับอย่างแข็งขัน
เฮ่ออวี้เสียงบอกให้น้องสาวไปอาบน้ำ ส่วนตัวเองก็ลองไตร่ตรองคำสอนของน้าเล็กเมื่อครู่ เขาพบว่ามันช่างเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง จึงตัดสินใจทดลองทันที
“ผมมีความลับของอาจะขาย น้าสนใจจะซื้อมั้ยครับ”
“ซื้อสิ!” เฉินชิงตอบรับแทบจะในทันที
เฮ่อหย่วนหันขวับไปมองหลานชายด้วยความตกใจ
“เฮ่ออวี้เสียง! นี่เธอจะหน้าเลือดเกินไปแล้วนะ เงินแค่นี้ก็จะเอาเหรอ”
“ทำไมจะเอาไม่ได้ล่ะครับ” เด็กหนุ่มย้อนถามอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ว่ามาเลย ราคาเท่าไหร่” เฉินชิงถามอย่างกระตือรือร้น
“1 หยวนถ้วนครับ” เฮ่ออวี้เสียงยื่นข้อเสนอ ก่อนจะหันไปทางอาของตน
“แล้วถ้าอาอยากจะซื้อความลับนี้คืนไป เพื่อไม่ให้มันรั่วไหล ก็จ่ายมา 2 หยวนครับ”
เฮ่อหย่วนถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห “นี่เธอทำธุรกิจจับเสือมือเปล่าไม่พอ ยังกล้าขูดรีดฉันถึงสองเท่าอีกเหรอ!”
“สรุปจะซื้อมั้ยครับ” เฮ่ออวี้เสียงถามย้ำ
เฮ่อหย่วนปฏิเสธเสียงแข็ง การต่อต้านพ่อค้าหน้าเลือด ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา! แต่ความจริงในใจคือ...เขาไม่มีเงินสดติดตัวเลยสักหยวน เพราะเงินเดือนทั้งหมดของเขาฝากไว้ที่เฉินชิงหมดแล้ว
เฉินชิงหันไปมองเฮ่ออวี้เสียงด้วยแววตาเป็นประกาย “เร็วเข้าสิ เล่ามาเลย”
“อา...เคยแอบเผาจดหมายรักที่ผู้ชายคนอื่นเขียนถึงน้าด้วยครับ”
[จบบท]