บทที่ 271: กำหนดวันวิวาห์
"เฮ่ออวี้เสียง!"
เสียงของเฮ่อหย่วนกดต่ำลง พยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นที่อยู่ข้างในอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลสักเท่าไหร่
เฮ่ออวี้เสียงกลับไม่สะทกสะท้าน เด็กชายเมินเฉยต่อผู้เป็นอา แล้วหันไปแบมือตรงหน้าน้าสาวแทน เป็นสัญญาณที่รู้กันดีระหว่างคนสองคน
เฉินชิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะล้วงหยิบเงินหนึ่งหยวนส่งให้หลานชายไป เมื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการแล้ว เฮ่ออวี้เสียงก็รีบหมุนตัวเดินหนีออกจากสถานการณ์ตึงเครียดตรงนั้นไปทันที
เฮ่ออวี้ถิงที่ยืนกอดชุดสำหรับเปลี่ยนอาบน้ำอยู่ใกล้ๆ ถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใส "พี่จ๋า ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ พี่จะทำลายความสัมพันธ์ของคุณอากับคุณน้าเพราะเงินแค่นี้ไม่ได้นะ"
"พี่ไม่ได้ทำนะ" เฮ่ออวี้เสียงปฏิเสธเสียงเรียบ
"พี่โกหก" น้องสาวไม่ยอมเชื่อ
"พี่พูดออกมาเองชัดๆ เลยนะคะว่าจะทำ"
"ไปอาบน้ำได้แล้ว"
เฮ่ออวี้เสียงเลือกที่จะตัดบท เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนเกินวัยให้น้องสาวตัวน้อยเข้าใจได้อย่างไร
เรื่องของเรื่องก็คืออากับน้าของเขาต่างก็ไม่มีญาติผู้ใหญ่ที่ไหนมาคอยชี้แนะเรื่องชีวิตคู่ ประกอบกับทั้งสองคนก็มุ่งมั่นกับเรื่องงานจนไม่มีใครกล้าเปิดประเด็นเรื่องการแต่งงานกับพวกเขาสักคน
เขาเลยอยากจะลองโยนหินถามทางดู ว่าจริงๆ แล้วทั้งสองคนมีความคิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกันบ้างหรือเปล่า
ก็ในเมื่อน้าของเขาถึงขั้นจูบคุณอาแล้ว แถมยังขบกัดเขาอีกต่างหาก ไหนจะเรื่องเงินที่รับมาไม่ขาดสาย แล้วยังใช้งานให้เขาทำกับข้าวให้กินทุกวี่ทุกวัน แต่กลับไม่มีวี่แววของงานวิวาห์เลยสักนิด
หากไม่มีใจจะแต่งงานกันตั้งแต่แรก การแยกทางกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างน้อยก็ช่วยรักษาชื่อเสียงของน้าสาวเขาไว้ได้
แต่ถ้าหากพวกเขามีใจจะแต่งงานกันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องดี เพราะตอนนี้เขาเก็บเงินได้ 88 หยวนแล้ว สามารถมอบให้น้าเป็นของขวัญสำหรับเริ่มต้นชีวิตคู่ได้พอดี
จากทฤษฎีความรักที่เหมาเหมาเคยวิเคราะห์ให้ฟัง ความสัมพันธ์ที่มั่นคงต้องการแรงกระตุ้นจากภายนอกเข้ามาช่วยเสริม เขาคิดเรื่องนี้จนหัวแทบระเบิด แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะหาแรงกระตุ้นที่ว่ามาจากไหน
ทั้งๆ ที่ภาพลักษณ์ของอากับน้าก็ดูเหมือนคนที่จะมีคนเข้ามาพัวพันได้ไม่ยาก แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีใครเข้ามาเลยสักคน
หลังจากขบคิดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาได้ ครั้งหนึ่งเคยมีคนแอบเขียนจดหมายรักส่งมาให้น้า แต่อากลับหึงหวงจนเอาไปเผาทิ้ง และในวันนี้ เขาก็หาจังหวะเหมาะๆ เพื่อเปิดโปงเรื่องนี้ได้สำเร็จ
เฮ่ออวี้เสียงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ทว่าเฮ่ออวี้ถิงกลับรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง พี่ชายของเธอทำแบบนี้ได้ยังไงกัน มันใจร้ายเกินไปแล้ว หากอากับน้าต้องเลิกรากันไปจริงๆ ทั้งสองจะต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ
แล้วเธอจะปลอบใจพวกเขาทั้งคู่ได้อย่างไรกัน เด็กหญิงครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอดเวลาที่อาบน้ำ แต่ก็ยังหาคำตอบไม่เจอ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ
ภายในห้องโถง เฮ่อหย่วนกำลังนั่งไม่ติดที่ เขาอึกอักทำอะไรไม่ถูก
"คือ...เรื่องตอนนั้น...ผม..."
"ใครเป็นคนเขียนจดหมายให้ฉัน" เฉินชิงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
หัวใจของเฮ่อหย่วนเต้นระรัวราวกับมีคนตีกลองอยู่ข้างใน เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยชื่อออกมา
"ซุนอ้ายกั๋ว"
เฉินชิงขมวดคิ้วเข้าหากัน "ใครนะ"
"คนที่ป้าใหญ่เคยแนะนำให้คุณรู้จักไงครับ ตอนที่คุณไปร่วมงานแต่งงานแล้วเกิดเรื่องขึ้น วันนั้นเขาเป็นคนคุมทีม" เฮ่อหย่วนจดจำข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งของตัวเองได้อย่างแม่นยำ
เฉินชิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า "อ๋อ...คนนั้นเองเหรอ"
"ครับ"
วินาทีนี้เฮ่อหย่วนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษประหารที่ถูกลากตัวมากลางตลาดสด เหนือศีรษะมีดาบเล่มมหึมาแขวนรออยู่ แค่รอให้เธอพยักหน้า เพชฌฆาตก็จะลงดาบทันที
"ในจดหมายเขียนว่าอะไรบ้าง" เฉินชิงยังคงซักไซ้ต่อ
เฮ่อหย่วนเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่อยากพูดถึงเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้น มันหวานเลี่ยนเกินไป
เฉินชิงเท้าคางมองใบหน้าของเขา "แล้วคุณไปเผามันทำไม"
คำตอบมันชัดเจนอยู่ในใจของเฮ่อหย่วน...เพราะความหึงหวง
พื้นเพของเขาเป็นถึงทายาทนายทุน แต่สถานะในปัจจุบันกลับเป็นเพียงนักวิจัยธรรมดาคนหนึ่ง เงินเดือนที่ได้รับก็ขึ้นอยู่กับผลงานที่ทำ
ถึงแม้ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดจะสามารถหาเงินมาซื้อของล้ำค่าเพื่อสืบทอดในตระกูลได้ก็ตาม แต่เมื่อนำไปเทียบกับซุนอ้ายกั๋วแล้ว เงื่อนไขของเขาก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุม
ในวันที่จดหมายฉบับนั้นถูกส่งมาผิดที่ผิดทางจนมาตกอยู่ในมือเขา ความกลัวก็เกาะกุมหัวใจ เขากลัวเหลือเกินว่าเฉินชิงจะหวั่นไหวไปกับซุนอ้ายกั๋ว ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นจึงเป็นการกำจัดจดหมายเจ้าปัญหานั่นทิ้งเสีย
ซึ่งในตอนนั้นเขาไม่เคยรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเฮ่ออวี้เสียงจะมาเห็นเหตุการณ์ในวันนั้นเข้า
ตอนนี้เฮ่อหย่วนรู้สึกราวกับมีตาข่ายที่มองไม่เห็นค่อยๆ รัดแน่นเข้ามาที่หัวใจของเขา ถ้าหากเฉินชิงโกรธ...ถ้าหากเธอไม่ต้องการเขาอีกต่อไป...เขาจะทำอย่างไรดี
ขณะที่ความคิดกำลังฟุ้งซ่าน เขาก็สบเข้ากับดวงตาของเฉินชิงอีกครั้ง หญิงสาวใช้สองมือประคองใบหน้าของเขาขึ้นมาแล้วจูบลงไปเบาๆ
"คิดอะไรอยู่คะ"
เฮ่อหย่วนเม้มปากเป็นเส้นตรง "กำลังคิดว่าคุณจะโกรธผมหรือเปล่า"
"โกรธสิคะ โกรธมากจนอยากจะด่าคุณสักชุดใหญ่เลย"
เฉินชิงยอมรับว่าเธอโกรธจริงๆ ถ้าหากว่าเธอชอบเขาอยู่แล้วมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเกิดเธอไม่ได้ชอบเขา แต่กลับไปชอบเจ้าของจดหมายฉบับนั้นแทนล่ะ การกระทำของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการทำลายพรหมลิขิตของเธอเลย
แต่เมื่อมองดูสภาพของเขาในตอนนี้ ที่ผ่ายผอมลงไปมากจากการโหมงานวิจัยอย่างหนัก ไหนจะท่าทีที่ดูน่าสงสารเหมือนลูกสุนัขที่กำลังรอคอยการลงโทษอีก มันทำให้เธอใจอ่อนจนโกรธไม่ลง แถมยังรู้สึกสงสารเขาจับใจ
เฮ่อหย่วนยังคงลังเล "แล้ว...คุณ..."
"เพราะฉันชอบคุณ" เฉินชิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
"ฉันชอบคุณมาก ชอบคุณที่สุดในโลกเลย ต่อไปนี้ถ้ามีใครทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ แค่บอกฉันตรงๆ ฉันจะรักษาระยะห่างให้เหมาะสมเอง คุณต้องจำไว้นะ ว่าไม่มีใครสำคัญไปกว่าคุณอีกแล้ว"
คำสารภาพรักของเธอเปรียบเสมือนดอกไม้ไฟหลากสีสันที่ระเบิดขึ้นในใจของเฮ่อหย่วน ความสุขถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
เขาถึงกับคิดไปว่าคงเป็นเพราะบุญบารมีของพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วคอยคุ้มครองอยู่ ถึงได้ส่งผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างเฉินชิงมาให้เขา
"ผมก็ชอบคุณครับ"
"ฉันรู้ค่ะ" เฉินชิงส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนแอบมองอยู่ใกล้ๆ ได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด และมันก็ได้เปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อน้าสาวไปโดยสิ้นเชิง
นี่น่ะหรือคือพฤติกรรมของคนที่ใครๆ ก็หาว่าอารมณ์ร้อน? จดหมายรักถูกคนรักแอบเอาไปเผาทิ้ง ถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะอาละวาดบ้านแตก หรือไม่ก็ใช้เรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรองไปแล้ว
แต่น้าของเขากลับไม่โกรธเลยสักนิด แถมยังมองเห็นถึงความไม่มั่นคงในใจของอา และยังเป็นฝ่ายปลอบโยนเขาอีกต่างหาก
คนเราเมื่อมีความรัก จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ
"เฮ่ออวี้เสียง แอบดูพอหรือยัง มานี่มาคุยกันหน่อย" เสียงของเฉินชิงดังขึ้น ทำลายภวังค์ของเด็กชาย
เฮ่ออวี้เสียงทำหน้าบึ้งตึงแล้วเดินมานั่งลงตรงหน้าคนทั้งสอง "มีอะไรครับ"
เฮ่อหย่วนที่เพิ่งจะรอดพ้นจากสถานการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ ก็ไม่มีอารมณ์จะญาติดีกับหลานชายตัวแสบนัก
"มีตัวเลือกอาเขยคนใหม่แล้วหรือไง"
"ไม่มีครับ"
"ทำไปทั้งหมดนี่ก็เพื่อเงินแค่หยวนเดียวเนี่ยนะ" แววตาของเฮ่อหย่วนฉายความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน เขาอุตส่าห์ดีกับเจ้าเด็กนี่มาตลอด แต่กลับถูกขายทิ้งเพื่อเงินแค่หยวนเดียว
เฮ่ออวี้เสียงเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบคำถาม
เฮ่อหย่วนได้แต่ถอนหายใจ เขารู้สึกว่าเฮ่ออวี้เสียงคงจะเป็นหลานรักของปู่จริงๆ เพราะมีแววเป็นนักธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก หาช่องทางทำเงินได้ตลอดเวลา ช่างเกิดผิดยุคผิดสมัยเสียนี่กระไร
"มีอะไรก็พูดมาตรงๆ" เฉินชิงปรามหลานชาย
"คนกันเองจะมาอ้อมค้อมทำไม"
เฮ่ออวี้เสียงเห็นว่าน้าสาวพูดมีเหตุผล จึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ
"น้ากับอาจะแต่งงานกันเมื่อไหร่ครับ"
"ที่เธอสร้างเรื่องทั้งหมดนี่ ก็เพื่อจะให้เราแต่งงานกันเนี่ยนะ" เฮ่อหย่วนรู้สึกประหลาดใจ
"ก็ประมาณนั้นครับ"
เฮ่อหย่วนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างอ่อนใจ เขาอยากจะจับหลานชายตัวดีมาตีสักทีจริงๆ
เฉินชิงยกมือกุมขมับ "เธออยากให้เราแต่งงานกันเหรอ"
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้า "นิดหน่อยครับ"
"ทำไมล่ะ"
"ไม่มีเหตุผลครับ"
เขาแค่ไม่ชอบเวลาที่ได้ยินคนอื่นพูดถึงน้าสาวในทางที่ไม่ดี
เฉินชิงเห็นแววตาที่ดื้อรั้นและต้องการคำตอบของหลานชาย จึงหันไปถามคนข้างๆ
"คุณว่างช่วงไหน"
"ผมเหรอ" เฮ่อหย่วนดีใจจนตาเป็นประกาย
"ผมว่างตลอดเลย" ถ้าเป็นเรื่องแต่งงานล่ะก็ ต่อให้ไม่ว่าง เขาก็จะทำให้มันว่างจนได้!
เฉินชิงหมดคำจะพูดกับคนรัก เลยหันกลับไปบอกหลานชาย "หลังปีใหม่ไปแล้วน้าค่อนข้างยุ่ง น่าจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมไม่ก็มิถุนายน"
ใบหน้าของเฮ่ออวี้เสียงเปล่งประกายขึ้นมาทันที ในที่สุดพวกเขาก็จะแต่งงานกันเสียที บ้านหลังเล็กๆ ที่อบอุ่นของพวกเขาจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
"ผมเข้าใจแล้วครับ"
ถ้าเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน เขาก็ยังมีเวลาเก็บเงินเพิ่มได้อีกหน่อย
เมื่อได้คำตอบที่พอใจแล้ว เฮ่ออวี้เสียงก็กลับเข้าห้องไปทำธุระส่วนตัวต่อ
"เขาดูโตเกินวัยไปหน่อยไหม" เฉินชิงหันไปถามเฮ่อหย่วน
"บางทีฉันก็รู้สึกว่าเขาไม่เหมือนเด็ก 7 ขวบ แต่เหมือนคนอายุ 70 มากกว่า"
เฮ่อหย่วนไม่ได้สนใจคำถามของเธอเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของเขายังคงทอประกายระยิบระยับ "เราจะแต่งงานกันเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนจริงๆ ใช่ไหมครับ"
เฉินชิง "..."
เขาได้ยินที่เธอพูดบ้างไหมเนี่ย ช่างเถอะ ตอบคำถามของเขาก่อนแล้วกัน
"ใช่ค่ะ"
เฮ่อหย่วนโผเข้ากอดเธอด้วยความดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ "แต่งงานแล้ว เราจะได้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตเลยนะ"
เฉินชิงไม่ได้พูดทำลายบรรยากาศด้วยการบอกว่าคนเราสามารถหย่ากันได้ เธอทำเพียงแค่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะยืนยาวไปได้นานแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด ในวินาทีนี้ เธอก็ปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับผู้ชายที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขจนดูทึ่มๆ คนนี้ไปตลอดกาล
[จบบท]