บทที่ 296: เสี่ยวอวี้กลับมาเป็นแม่สื่อ
รองผู้จัดการโรงงานเถียนมองหน้าหยางซิวจิ่น เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร การมาเยือนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทักทายธรรมดา แต่เป็นการทวงถามถึงข้อตกลงที่เคยคุยกันไว้กับเลขาธิการพรรคหยาง
แน่นอนว่าเขารู้ แต่ในใจก็มีเรื่องที่บอกใครไม่ได้ ความลับที่กัดกินความเป็นชายของเขามานานหลายปี
‘ผู้ชายที่ใช้การไม่ได้’
เพียงประโยคสั้นๆนี้ก็เหมือนตราบาปที่ประทับอยู่กลางหน้าผาก เป็นความอัปยศที่เขาต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง ทุกครั้งที่มีคนแปลกหน้าหรือเพื่อนร่วมงานถามไถ่เรื่องทายาท เขาก็จะเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆ
"ภรรยาผมเคยท้องลูกคนที่สอง แต่โชคร้ายที่แท้งไป หลังจากนั้นสุขภาพเธอก็ไม่แข็งแรงอีกเลย ไม่สามารถมีลูกได้อีก"
เรื่องเล่าที่น่าเศร้านี้กลับสร้างภาพลักษณ์สามีผู้ประเสริฐให้กับเขา ทุกคนต่างชื่นชมในความมั่นคงของเขา แม้ตำแหน่งการงานจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่เคยคิดนอกใจภรรยา หรือไปรับเด็กที่ไหนมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
แต่ใครจะรู้ความจริงอันขมขื่น มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ว่าการรับเลี้ยงลูกคนอื่นมันเป็นไปไม่ได้สำหรับเขา การทุ่มเทแรงกายแรงใจและเงินทองเพื่อเลี้ยงดูลูกที่ไม่ใช่สายเลือดของตัวเอง มันต่างอะไรกับการเอาเงินไปโยนทิ้งให้คนอื่นใช้?
ความหวังทั้งหมดของเขาจึงฝากไว้ที่เถียนเมิ่งหย่า ลูกสาวคนเดียว เขาเฝ้าฝันว่าเธอจะได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ มีชีวิตที่สุขสบายและเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก เลขาธิการพรรคหยางดันล่วงรู้ความลับสุดยอดของเขาเข้าจนได้ และนั่นกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้อีกฝ่ายกุมชะตาชีวิตของเขาไว้
หากต้องการจะปิดปากอีกฝ่ายและรักษาหน้าตาของตัวเองไว้ ทางเดียวคือต้องยอมสละชีวิตแต่งงานของลูกสาว ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะพอต่อรองได้ แต่คู่กรณีคือหยางซิวจิ่น ชายที่เขาไม่เคยไว้ใจ
เขายังจำเรื่องราวของภรรยาเก่าของหยางซิวจิ่นได้ดี เธอคนนั้นก็เป็นลูกสาวคนเดียวเหมือนกัน แต่ชีวิตหลังแต่งงานกลับดิ่งลงเหว แถมลูกชายที่อ้างว่าเป็นสายเลือดก็เป็นแค่เด็กที่รับมาเลี้ยง
สุดท้ายครอบครัวก็ถูกลูกเลี้ยงข่มเหง เพียงเพื่อหวังให้มีคนดูแลตอนแก่เฒ่า
รองผู้จัดการโรงงานเถียนกลัวเหลือเกินว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย แต่เมื่อมีตำแหน่งที่สูงกว่าเป็นเครื่องล่อใจ บวกกับความลับที่พร้อมจะถูกเปิดโปงได้ทุกเมื่อ เขาก็จำต้องยอมกล้ำกลืนฝืนทน
เมื่อเลขาธิการพรรคหยางรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงยื่นข้อเสนอที่คิดว่ารัดกุมที่สุด
"ลูกที่เกิดมาต้องใช้นามสกุลเถียนเท่านั้น"
"หยางซิวจิ่นห้ามมีใจเป็นอื่นเด็ดขาด" และ "ต้องเชื่อฟังลูกสาวของผมทุกอย่าง"
ซึ่งเลขาธิการพรรคหยางก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย แม้จะไม่ไว้ใจหยางซิวจิ่น แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นในตัวลูกสาวของตัวเอง
เถียนเมิ่งหย่าอาจจะดูอ่อนแอไปบ้าง แต่พื้นฐานจิตใจของเธอดีงาม คงไม่ทำร้ายพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าเหมือนที่ลูกเลี้ยงคนนั้นทำกับครอบครัวหยางซิวจิ่นเป็นแน่
เขาทอดสายตามองลูกสาวที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆ "พ่อเคยบอกแล้วไง ว่าให้ลูกเลือกเอา จะเลือกหยางซิวจิ่น หรือจะเลือกผู้ชายคนก่อนหน้านี้ ตัดสินใจมาสักทาง"
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด เสียงเล็กๆ ของเสี่ยวอวี้ที่กำลังแกะลูกอมนมยี่ห้อกระต่ายขาวก็ดังขึ้น เธอยกนิ้วชี้เล็กๆ ขึ้นมาส่ายไปมา "คุณลุงคะ คนพวกนี้ใช้ไม่ได้สักคนเลยค่ะ"
รองผู้จัดการโรงงานเถียนแม้จะพร้อมปะทะคารมกับเฉินชิงได้ทุกเมื่อ แต่ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำพอที่จะไปขึ้นเสียงใส่เด็กหญิงตัวน้อยวัย 5 ขวบ เขาจึงก้มลงถามอย่างอ่อนโยน
"ทำไมถึงใช้ไม่ได้ล่ะ หนูบอกลุงหน่อยสิ"
"ก็พี่เถียนเป็นลูกสาวของคุณลุงนะคะ คุณลุงเป็นถึงรองผู้จัดการโรงงาน เก่งตั้งขนาดนี้" เสี่ยวอวี้กางแขนออกกว้างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเก่งแค่ไหน
"แต่ผู้ชายพวกนั้นไม่เห็นจะเก่งเหมือนคุณลุงเลยสักนิดเดียว"
คำพูดไร้เดียงสาแต่แฝงไปด้วยคำเยินยอทำให้รองผู้จัดการโรงงานเถียนยิ้มออกมาอย่างพอใจ เขาลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ แล้วหยิบซองอั่งเปาอีกซองออกจากกระเป๋าเสื้อ
"หนูนี่ช่างพูดจริงๆ เลยนะ รับไปสิ"
เสี่ยวอวี้รับอั่งเปามาถือไว้ในมือเล็กๆ แล้วยิ้มหวาน "ขอบคุณค่ะคุณลุง"
หยางซิวจิ่นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปรับสีหน้าและน้ำเสียง พยายามหันไปพูดกับเถียนเมิ่งหย่าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
"สหายเถียน ผมยอมรับว่าเรื่องที่ผ่านมาอาจจะทำให้คุณเข้าใจผมผิดไปบ้าง แต่ผมอยากให้คุณรู้ไว้ว่าความรู้สึกที่ผมมีให้คุณเป็นของจริงนะครับ"
ยังไม่ทันที่เถียนเมิ่งหย่าจะตอบอะไร เสี่ยวอวี้ก็ชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาก่อน "คุณลุงหยางมีเงินเก็บเท่าไหร่คะ"
คำถามตรงไปตรงมาของเด็กหญิงทำเอาหยางซิวจิ่นหน้าเหวอ เขามองเด็กคนนี้อย่างไม่พอใจที่กล้ามาขัดจังหวะสำคัญของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
"ก็...น่าจะราวๆ พันหยวน" เขาตอบอย่างไม่เต็มใจนัก
"งั้นคุณลุงหยางก็เอาเงินทั้งหมดมาให้น้าเถียนสิคะ"
สิ้นเสียงของเสี่ยวอวี้ สีหน้าของหยางซิวจิ่นก็เปลี่ยนจากความไม่พอใจเป็นความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยวอวี้เห็นปฏิกิริยานั้นก็รีบหันไปฟ้องรองผู้จัดการโรงงานเถียนทันที "คุณลุงดูเขาสิคะ! เงินแค่ 1000 หยวนยังไม่ยอมให้เลย แบบนี้แสดงว่าไม่ได้ชอบน้าเถียนจริงนี่นา"
คราวนี้รองผู้จัดการโรงงานเถียนเองก็ชักจะหมดความอดทน แม้ว่าเงิน 1000 หยวนสำหรับครอบครัวส่วนใหญ่ในยุคนี้จะถือเป็นเงินก้อนโต แต่สำหรับคนในตำแหน่งอย่างเขา
มันเป็นจำนวนเงินที่สามารถเก็บออมได้ในแต่ละปีอยู่แล้ว ที่สำคัญ เขารู้ดีว่าเงินที่หยางซิวจิ่นเคยยักยอกไปในอดีตมีไม่ต่ำกว่า 5000 หยวนแน่นอน แต่นี่อะไรกัน แค่ 1000 หยวนยังทำท่าจะบิดพลิ้ว
ไม่ยอมควักออกมาเพื่อแสดงความจริงใจให้ลูกสาวเขาเห็น คิดว่าบ้านเถียนเป็นพวกเห็นแก่เงินหรืออย่างไร ชายคนนี้ช่างขี้เหนียวและไม่รู้จักลงทุนเอาเสียเลย
เขาขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง "สหายหยาง ครอบครัวเราต้องการลูกเขยที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ไม่ใช่ต้องการเงินของคุณ”
“แต่ในฐานะสามีภรรยา หากมัวแต่คิดเล็กคิดน้อย แบ่งแยกเรื่องเงินทองชัดเจนเกินไป มันก็อดทำให้คนอื่นรู้สึกผิดหวังไม่ได้"
เสี่ยวอวี้รีบปรบมือแปะๆ "ใช่เลยค่ะ! คุณลุงเถียนฉลาดที่สุด!"
หยางซิวจิ่นทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาหันไปตวาดเด็กหญิง "เด็กอย่างเธอจะไปรู้อะไร!"
เขาไม่เคยพบเคยเห็นเด็กที่ไหนจะไร้มารยาทและสอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้ใหญ่ได้ขนาดนี้มาก่อน!
เฉินชิงที่นั่งเงียบอยู่นานตวัดสายตาคมกริบไปที่เขา "อยากตายหรือไง"
"นี่มันเรื่องของผม หรือว่าคุณยังอาลัยอาวรณ์ผมอยู่ ถึงได้พยายามทำลายโอกาสดีๆ ในชีวิตของผมแบบนี้" หยางซิวจิ่นหันมากล่าวหาเฉินชิงอย่างหน้าไม่อาย
เฉินชิงเบ้ปากอย่างรังเกียจ ก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าตัดเฉือน "ถ้ายังพล่ามไม่หยุด ฉันจะเอามีดมาส่งคุณไปเป็นขันทีให้รู้แล้วรู้รอด"
คำขู่ของเฉินชิงทำเอารองผู้จัดการโรงงานเถียนถึงกับเสียวสันหลังวาบ ส่วนหยางซิวจิ่นก็โกรธจนหน้าเขียว กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกไม่หยุด
แต่คนที่โกรธที่สุดดูเหมือนจะเป็นเถียนเมิ่งหย่า "คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงมีค่าพอให้เฉินชิงต้องมาเสียดายหา! ฟังไว้นะ ถ้าพ่อยังดึงดันจะให้ฉันแต่งงานกับคุณ ฉันยอมเอาหัวโขกกำแพงให้ตายไปซะดีกว่า!"
"เสี่ยวหย่า!" ผู้เป็นแม่ร้องห้ามลูกสาวด้วยความตกใจ
"พูดจาเหลวไหลอะไร! เรื่องเป็นเรื่องตายเอามาพูดเล่นได้ยังไง พ่อกับแม่พยายามหาคู่ครองที่ดีที่สุดให้ลูกมาตลอด เคยไปบังคับจิตใจลูกสักครั้งหรือไง" รองผู้จัดการโรงงานเถียนดุลูกสาวเสียงดัง
"หนูไม่สน! ถ้าพ่อกับแม่ยังบังคับให้หนูต้องแต่งงานกับคนคนนี้ วันแต่งงานถ้าหนูหายาเบื่อหนูมากินไม่ได้ หนูก็จะโขกหัวตายอยู่ตรงนั้นแหละ”
“หนูยอมไปเจอพญายมดีกว่าต้องมาทนให้สัตว์เดรัจฉานอย่างเขามาแตะต้องตัว!" เถียนเมิ่งหย่าประกาศกร้าวอย่างเด็ดเดี่ยว
รองผู้จัดการโรงงานเถียนโกรธจนปวดขมับ เขาไม่ได้กังวลว่าเลขาธิการพรรคหยางจะกล้าแฉเรื่องของเขาจริงๆ เพราะเชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่โง่พอที่จะทำลายสะพานเชื่อมสัมพันธ์นี้
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือลูกสาวของเขา นับวันยิ่งดื้อรั้นและอารมณ์รุนแรงขึ้นทุกที
เขาโบกมือไล่ให้หยางซิวจิ่นกลับไปก่อน แล้วจะหาทางพูดคุยเกลี้ยกล่อมลูกสาวเอง
เมื่อหยางซิวจิ่นเดินออกจากบ้านไปแล้ว บรรยากาศก็ยังคงอึดอัด รองผู้จัดการโรงงานเถียนหันมาถามลูกสาวอย่างอ่อนใจ
"บอกพ่อมาตามตรงเถอะ ตกลูกอยากได้ผู้ชายแบบไหนกันแน่ หรือว่ายังตัดใจจากมู่เจี้ยนกั๋วไม่ได้ พ่อบอกแล้วไงว่าเขาไม่มีทางยอมมาเป็นลูกเขยเข้าบ้านเราเด็ดขาด ลูกก็รู้ดีนี่"
"หนูรู้ค่ะ" เถียนเมิ่งหย่าตอบเสียงอ่อย เธอก็รู้สึกกลัดกลุ้มไม่แพ้กัน ทำไมผู้ชายดีๆ ถึงหายากหาเย็นขนาดนี้
ผู้ชายที่พ่อหามาให้แต่ละคนมีแต่พวกไม่ได้เรื่องทั้งนั้น เธอทึ้งผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ปวดหัวไปหมดแล้ว
"พ่อว่าคนที่สองที่ลูกเคยบอกว่าพอใช้ได้ เขาก็ดูเป็นคนซื่อๆ ดีไม่ใช่เหรอ ลูกก็แค่มีลูกกับเขาไปก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นจะต้องไปใส่ใจอะไรเขามากมาย มันจะไปยากอะไร"
เถียนเมิ่งหย่าโผเข้าซบเฉินชิงอย่างหมดแรง "หนูไม่ชอบคนแบบนั้นนี่นา"
"แล้วเธอชอบแบบไหนล่ะ" เฉินชิงลูบหลังปลอบใจเพื่อน
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" เถียนเมิ่งหย่าส่ายหน้า
ในบรรดาผู้ชายที่เธอเคยไปดูตัวมา มีทั้งคนที่หน้าตาดีแต่สมองกลวงโบ๋ คุยกันไม่รู้เรื่อง ส่วนคนที่ไม่หล่อ เธอก็ไม่คิดจะเสียเวลาคุยด้วยอยู่แล้ว เธอไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่
"ฉันไม่อยากแต่งงานแล้ว ฉันอยากอยู่เป็นโสดไปจนแก่"
"ถ้าอย่างนั้นก็แต่งกับคนที่สองไปซะ!" รองผู้จัดการโรงงานเถียนตัดสินใจเสียงแข็ง เขาวุ่นวายกับเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว
ปีใหม่นี้คือเส้นตายสุดท้ายจริงๆ เขายังมีเรื่องงานที่เฉินชิงมอบหมายมาให้จัดการ ไหนจะเรื่องอื่นๆ อีกจิปาถะ เขาไม่มีเวลามาเล่นเกมจับคู่กับลูกสาวอีกต่อไปแล้ว
เถียนเมิ่งหย่าอ้าปากจะเถียง แต่เมื่อคิดถึงตัวเลือกทั้งสามทางที่มีอยู่ ก็ดูเหมือนว่าคนที่สองจะเป็นตัวเลือกที่เลวร้ายน้อยที่สุด
ทันใดนั้น เสี่ยวอวี้ก็ยกมือเล็กๆ ขึ้นสูง "หนูมีคนจะแนะนำให้ค่ะ!" ดูท่าว่าเธอจะได้กลับมารับบทแม่สื่ออีกครั้ง
รองผู้จัดการโรงงานเถียนหันไปมองอย่างแปลกใจ "ใครกันเหรอ"
"คุณครูหลินที่สอนอยู่ห้องของหนูเองค่ะ ตอนนี้เขาอายุ 21 ปีแล้ว เขาเป็นคนใจดีมากๆ เลยนะคะ อดทนกับพวกเราเด็กๆ ตลอด ไม่เคยดุเลย"
เสี่ยวอวี้พูดถึงคุณครูที่โรงเรียนด้วยแววตาชื่นชม โดยเฉพาะคุณครูหลินและคุณครูหลิวที่สอนประจำชั้นของเธอ แม้ว่าคุณครูหลิวจะแต่งงานไปแล้ว แต่คุณครูหลินยังโสดสนิท แถมเธอยังแอบได้ยินมาด้วยว่าช่วงปีใหม่นี้เขาก็ต้องไปดูตัวเหมือนกัน
คำพูดของเสี่ยวอวี้ทำให้เฉินชิงนึกขึ้นได้ "อ๋อ นั่นลูกชายคนโตของหัวหน้าหลินฝ่ายสตรีของเรานี่เอง เท่าที่ฉันเคยคุยด้วยอยู่สองสามครั้ง เขาเป็นคนหนุ่มที่ใช้ได้เลยนะ"
ทว่ารองผู้จัดการโรงงานเถียนกลับขมวดคิ้วมุ่น "เขาเป็นถึงลูกชายของหัวหน้าหลิน แถมพ่อของเขาก็เป็นรองหัวหน้าคณะอีกต่างหาก ครอบครัวมีหน้ามีตาขนาดนั้น จะยอมให้ลูกชายมาเป็นลูกเขยเข้าบ้านคนอื่นได้ยังไงกัน"
[จบบท]