บทที่ 297: คุณครูผู้ตามหาเพื่อนเล่น
เสี่ยวอวี้รีบชูมือเล็กๆ ของตัวเองขึ้นสุดแขน อาสาเป็นทัพหน้าในภารกิจจับคู่ครั้งสำคัญนี้ด้วยความกระตือรือร้น
“ลองดูหน่อยสิคะน้า! ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว เดี๋ยวหนูไปเจรจาให้เองค่ะ!”
รองผู้จัดการโรงงานเถียนเห็นความมุ่งมั่นของหลานสาวตัวน้อยแล้วก็อดจะคล้อยตามไม่ได้ “ก็ได้ ลองดู”
ปฏิบัติการของแม่สื่อตัวน้อยยี่ห้อเสี่ยวอวี้ได้กลับมาเขย่าวงการอีกครั้ง!
เฉินชิงจึงวางแผนร่วมกับทุกคนอย่างรวดเร็ว ข้อสรุปคือถ้านัดสำเร็จ ทั้งสองฝ่ายจะได้ดูตัวกันแบบเป็นกันเองที่ร้านอาหารของรัฐ แต่หากการเจรจาไม่เป็นผล ก็ให้ถือว่ามื้อนั้นเป็นการเลี้ยงฉลองปีใหม่ล่วงหน้าของสองครอบครัวไป จะได้ไม่มีใครต้องเสียหน้า
เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้น เฉินชิงก็ยืมจักรยานคันเก่งของเถียนเมิ่งหย่ามาเป็นพาหนะ โดยมีเสี่ยวอวี้นั่งซ้อนท้ายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ ทั้งสองมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านพักของหัวหน้าหลินทันที
ณ บ้านพักตระกูลหลิน บรรยากาศกลับไม่ค่อยจะสดใสนัก หัวหน้าหลินกำลังนั่งกุมขมับ กลุ้มอกกลุ้มใจกับเรื่องของลูกชายสุดที่รัก ที่จริงแล้วเธอไม่ได้คิดจะเร่งรัดให้เขาต้องรีบเป็นฝั่งเป็นฝา
แต่เจ้าตัวดีนั่นแหละที่ดิ้นรนอยากจะมีครอบครัวกับเขาบ้าง ในฐานะแม่ เธอก็ทุ่มสุดตัวช่วยจัดแจงหาคนที่เหมาะสมให้ แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ออกมาน่าผิดหวังทุกครั้ง
ลูกอมนมตรากระต่ายขาวของดีมีราคาที่ใช้เป็นของกำนัล ถูกส่งต่อไปให้สาวๆ ไม่ต่ำกว่าสิบห่อแล้ว ค่าอาหารที่ร้านอาหารของรัฐแต่ละมื้อที่นัดดูตัวกัน ก็รวมๆ แล้วเกือบจะเท่ากับเงินเดือนครึ่งเดือนของลูกชายเธอเห็นจะได้
สุดท้ายนอกจากจะเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์แล้ว ยังได้ชื่อเสียงในทางลบติดตัวลูกชายกลับมาอีกต่างหาก เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าลูกชายคนนี้กำลังคิดอะไรของเขาอยู่ “ลูกเชื่อไหมว่าแม่จะฟาดลูกให้หลังลาย!”
คุณครูหลิน หรือชื่อเต็มคือหลินฉงผิง คือต้นเหตุของความกลัดกลุ้มทั้งหมด เขามีความฝันอันแรงกล้าว่าอยากจะเป็นครูมาตั้งแต่จำความได้ แม้พ่อกับแม่จะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถึงขั้นปูทางหางานดีๆ ในโรงงานเครื่องจักรไว้ให้
แต่เขาก็มุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเองจนหาโอกาสย้ายสลับตำแหน่งกับคุณครูที่โรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักรได้สำเร็จ และกระโจนเข้าสู่โลกแห่งการศึกษาที่เขารักอย่างเต็มตัว
ตลอดครึ่งปีของการทำหน้าที่พ่อพิมพ์ของชาติ หลินฉงผิงโชคดีได้ประจำชั้นในห้องที่เพื่อนครูต่างลงความเห็นว่าเป็นห้องที่เรียบร้อยและสอนง่ายที่สุด ทำให้ชีวิตการเป็นครูของเขาราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยความสุข
วันๆ หนึ่งเขามีเวลาว่างเหลือเฟือหลังเลิกงาน ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ จนน่าอิจฉา แต่ความสบายนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกเหงา เวลาจะชวนเพื่อนฝูงไปไหนมาไหน พวกนั้นก็ติดภารกิจครอบครัวกันหมดแล้วหรือไม่ก็ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด
เขาจึงเริ่มโหยหาใครสักคนที่จะมาเป็น ‘เพื่อนเล่น’ คู่ใจของเขาโดยเฉพาะ เมื่อความคิดตกตะกอน เขาก็สรุปกับตัวเองได้ง่ายๆ ว่าถึงเวลาต้องแต่งงานเสียที
ทว่าปัญหาใหญ่คือเขาไม่เคยเจอใครที่รู้สึกว่าใช่เลย แล้วแบบนี้เขาจะไปต่อได้อย่างไร หลินฉงผิงได้แต่ถอนหายใจกับชะตาชีวิตของตัวเอง
“สวัสดีค่ะหัวหน้าหลิน” เสียงของเฉินชิงดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเธอและห่อลูกอมนมตรากระต่ายขาวที่ยืมมาจากเถียนเมิ่งหย่า
หัวหน้าหลินพอเห็นห่อลูกอมยี่ห้อดังก็ถึงกับเบ้หน้า “อ้าว เสี่ยวชิง เธอมาได้ยังไงกันเนี่ย...อุ๊ย! เสี่ยวอวี้ก็มาด้วยเหรอจ๊ะ โอ๊ยๆๆ น่ารักน่าชังจริงๆ มามะ มาให้ป้าอุ้มหน่อยเร็ว”
เสี่ยวอวี้รู้งาน อ้าแขนน้อยๆ ให้หัวหน้าหลินอุ้มแต่โดยดี หัวหน้าหลินช้อนตัวเด็กหญิงขึ้นมาด้วยความเอ็นดู “ดูสิเนี่ย สูงขึ้นอีกแล้วนะเรา หน้าตาก็สดใสแข็งแรงขนาดนี้ โตขึ้นต้องเป็นเด็กดีแน่ๆ เลย มาๆ เดี๋ยวป้าไปหาของอร่อยๆ มาให้กิน”
เฉินชิงถูกปล่อยให้ยืนเก้ออยู่ตรงนั้น เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาเป้าหมายหลักของภารกิจนี้โดยตรง “คุณยังโสดอยู่หรือเปล่าคะ”
เธอเปิดประเด็นกับหลินฉงผิงแบบไม่อ้อมค้อม ชายหนุ่มดูประหลาดใจเล็กน้อยกับคำถาม “ครับ...โสดครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอแนะนำผู้หญิงคนหนึ่งให้คุณรู้จัก จะสนใจไหมคะ”
หลินฉงผิงเริ่มมีแววตาสนใจขึ้นมาบ้าง “จริงเหรอครับ เธอนิสัยเป็นยังไงเหรอครับ”
เฉินชิงจึงเล่ารายละเอียดของเถียนเมิ่งหย่าให้เขาฟังทั้งหมด ก่อนจะปิดท้ายด้วยเงื่อนไขสำคัญ “มีเรื่องหนึ่งที่ต้องตกลงกันก่อน คือถ้าพวกคุณมีลูกคนแรก ลูกจะต้องใช้นามสกุลของเถียนเมิ่งหย่า แต่ถ้ามีคนที่สอง คนเล็กถึงจะใช้นามสกุลของคุณได้ เงื่อนไขนี้คุณรับได้ไหม”
“ไม่มีปัญหาเลยครับ” หลินฉงผิงตอบรับทันที สำหรับเขาที่เติบโตมาโดยมีแม่เป็นถึงหัวหน้าหญิงฝ่ายสตรี การให้ลูกใช้นามสกุลแม่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือน่าต่อต้านแม้แต่น้อย
เฉินชิงได้ยินดังนั้นก็หันไปมองหัวหน้าหลินเพื่อขอความเห็น หัวหน้าหลินปรายตามองเธอ “ตำแหน่งของฉันคือหัวหน้าหญิงฝ่ายสตรีนะ”
“โอเคค่ะ ฉันเข้าใจผิดไปเอง” เฉินชิงรีบยิ้มเจื่อนๆ
“ในเมื่อไม่มีปัญหา งั้นให้สองคนนี้ไปเจอกันที่ร้านอาหารของรัฐเลยดีไหมคะ ถือเป็นโอกาสให้ผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านได้ทำความรู้จักกันไปในตัวเลย”
หัวหน้าหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอเชื่อในสายตาของเฉินชิงว่าคนที่แนะนำมาต้องไม่ธรรมดาแน่ จึงพยักหน้าตกลงอย่างง่ายดาย จากนั้นเธอก็อุ้มเสี่ยวอวี้เดินนำออกไปพลางชวนคุยอย่างอ่อนโยน
“เสี่ยวอวี้จ๊ะ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรเหรอ”
“หนูยังไม่รู้เลยค่ะ แต่คุณน้าวาดรูปอาชีพต่างๆ ให้หนูดูเยอะแยะไปหมดเลยค่ะ คุณน้าบอกว่าอนาคตของหนูมีความเป็นไปได้ตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นจะต้องรีบตัดสินใจเลย”
เด็กหญิงตอบขณะเคี้ยวข้าวเกรียบกุ้งแผ่นโตจนแก้มตุ่ย ดวงตาเล็กหยีลงเป็นเสี้ยวพระจันทร์ พี่ชายตัวดีไม่ยอมให้เธอกินขนมพวกนี้ ฮึม! คราวนี้ล่ะสมใจอยาก พอออกมาข้างนอกแบบนี้ ใครๆ ก็ตามใจเธอไปหมด ข้าวเกรียบกุ้งนี่มันอร่อยที่สุดในโลกเลย
หัวหน้าหลินลูบกลุ่มผมดำขลับของเด็กหญิงเบาๆ “น้าของหนูนี่ดีกับหนูจริงๆ เลยนะ”
“หนูทราบค่ะ” เสี่ยวอวี้ตอบรับพร้อมกับก้มหน้าก้มตากินข้าวเกรียบกุ้งในมือต่ออย่างมีความสุข
หัวหน้าหลินมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่หวังว่าเด็กน้อยคนนี้จะจดจำความรักความเอาใจใส่เหล่านี้ไว้ได้เมื่อเธอโตขึ้น
ทั้งหมดนัดเจอกันที่ร้านอาหารของรัฐ หลังจากรอได้ไม่นาน เถียนเมิ่งหย่าก็เดินทางมาถึง วันนี้เธอตั้งใจแต่งตัวมาในชุดใหม่เอี่ยมเพื่อเป็นการให้เกียรติแม่สื่อและฝ่ายตรงข้าม
หญิงสาวมีรูปร่างสูงโปร่ง แม้จะดูบอบบางแต่ก็สง่างาม ใบหน้ารูปไข่และผิวขาวละเอียดของเธอยิ่งดูโดดเด่น วันนี้แก้มของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ด้วยความประหม่า เธอก้มหัวทักทายหัวหน้าหลินอย่างนอบน้อม
หัวหน้าหลินเองก็ลุกขึ้นทักทายรองผู้จัดการโรงงานเถียน ทั้งสองต่างก็ไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งร่วมโต๊ะเจรจาเรื่องวิวาห์ของลูกๆ แบบนี้
เถียนเมิ่งหย่าลอบมองหลินฉงผิง เขาอาจจะไม่ใช่คนสูงเด่น แต่ท่วงท่ากลับดูมั่นคง รูปร่างสมส่วนไม่ผอมบางจนเกินไป เครื่องหน้าทุกอย่างดูลงตัว โดยเฉพาะหางคิ้วที่โค้งลงเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนและเป็นมิตร
เมื่อเขารู้ตัวว่าถูกมอง หลินฉงผิงก็หันมายิ้มกว้างให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ เขายิ้มจนตาหยีเผยให้เห็นริ้วรอยเล็กๆ ที่หางตา ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้ออย่างน่าเอ็นดู
เถียนเมิ่งหย่าเบือนหน้ากลับมาแล้วกระซิบกับเฉินชิง “เขาก็ดูดีเหมือนกันนะ”
“แน่นอนสิ ฝีมือการเลือกของเสี่ยวอวี้เลยนะ” เฉินชิงเองก็ทึ่งในพรสวรรค์การเป็นแม่สื่อของหลานสาวคนนี้จริงๆ
การเจรจาในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะเสี่ยวอวี้ไม่ได้ทำหน้าที่ดำเนินรายการ เนื่องจากฝ่ายผู้ใหญ่ได้เปิดฉากพูดคุยในประเด็นสำคัญกันตั้งแต่แรกแล้ว
หัวหน้าหลินเป็นฝ่ายเริ่มก่อน “ต้องบอกตามตรงว่าลูกชายของฉันไม่ใช่คนมีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงานอะไรนัก เขาบอกว่าอยากจะสอนหนังสือไปตลอดชีวิต อาจจะไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตอะไร”
รองผู้จัดการโรงงานเถียนพยักหน้ารับฟัง “การสร้างคนก็เป็นงานที่มีเกียรติและได้บุญอย่างหนึ่ง ผมว่าดีมากแล้วครับ” แค่การที่หัวหน้าหลินยอมพาลูกชายมาพบในวันนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกยินดีมากแล้ว
ปกติเขาจะพยายามมองหาผู้ชายที่โปรไฟล์ด้อยกว่าลูกสาวเสมอ ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาเจอกับครอบครัวที่มีระดับเดียวกัน หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ บรรดาคู่ดูตัวคนก่อนๆ ของลูกสาว
อย่าว่าแต่ลูกสาวเขาที่ติเลย ขนาดตัวเขาเองยังแอบรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ลึกๆ หลินฉงผิงคนนี้นับว่ายอดเยี่ยม ทั้งหน้าตาและฐานะครอบครัวล้วนไร้ที่ติ
ส่วนเรื่องไม่มีความทะเยอทะยานก็ยิ่งดี จะได้ไม่คิดมาฮุบกิจการของเขาในอนาคต ตัวเขาก็ยังแข็งแรงพอที่จะดูแลหลานๆ ต่อไปได้
“เอ่อ...แล้วเรื่องนามสกุลของหลานในอนาคต...”
“เรื่องนั้นเฉินชิงแจ้งให้ฉันทราบหมดแล้วค่ะ ในฐานะที่ฉันเป็นหัวหน้าหญิงฝ่ายสตรี ฉันไม่ถือสาเรื่องนี้เลย ส่วนพ่อของเขาก็ตามใจฉันอยู่แล้ว สรุปคือบ้านเราไม่มีปัญหาถ้าเด็กจะใช้นามสกุลเถียน”
หัวหน้าหลินประกาศจุดยืนชัดเจน เธอไม่นิยมการพูดอย่างทำอย่างอยู่แล้ว ลูกสะใภ้ของเธอมีสิทธิ์เต็มที่ในการตัดสินใจเรื่องของลูกตัวเอง
รองผู้จัดการโรงงานเถียนยิ้มอย่างพึงพอใจ “ถ้าอย่างนั้นเรื่องสินสอดทองหมั้นจะว่าอย่างไรดีครับ”
“ทางเราเตรียมเงินสดไว้ 188 หยวน พร้อมด้วยจักรยาน จักรเย็บผ้า นาฬิกาข้อมือ และวิทยุค่ะ”
“โอ้ ไม่ต้องเลยครับ ของพวกนั้นเรามีครบหมดแล้ว เงินทองเด็กๆ ก็ไม่ได้ขัดสน ถึงหลินฉงผิงจะไม่ได้แต่งเข้าบ้านเรา แต่การที่หลานใช้นามสกุลเราก็ถือว่าเราได้เปรียบมากแล้ว”
“ผมว่าเอาอย่างนี้ดีกว่าไหมครับ เราสองบ้านต่างก็มอบเงินให้ลูกๆ ของอีกฝ่ายคนละ 188 หยวน ให้พวกเขาได้มีเงินทุนตั้งตัวกัน คุณว่าดีไหมครับ”
“เป็นความคิดที่ดีมากค่ะ” หัวหน้าหลินเห็นด้วย ก่อนจะกล่าวเสริมอย่างตรงไปตรงมา
“แต่ฉันมีเรื่องต้องแจ้งให้ทราบเหมือนกัน คือฉันมีลูกสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังทำงานการเมืองอยู่ ทรัพยากรของที่บ้านอาจจะต้องเทไปสนับสนุนทางนั้นมากกว่า”
“แต่คุณวางใจได้เลยค่ะว่าทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกแบ่งครึ่งอย่างยุติธรรมแน่นอน ส่วนหนึ่งให้ลูกชาย อีกส่วนก็ให้ลูกสาว”
รองผู้จัดการโรงงานเถียนเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเก่งกาจของลูกสาวเธอมาบ้าง เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ผมเข้าใจดีครับ สมัยนี้ผู้หญิงเก่งไม่แพ้ผู้ชาย ถ้าในอนาคตมีอะไรให้ผมช่วยเหลือก็บอกได้ทุกเมื่อนะครับ”
เขาคิดในใจว่าถ้าไม่ใช่ครอบครัวที่รักและให้เกียรติลูกสาวจริงๆ คงไม่มีทางยอมให้หลานมาใช้นามสกุลอื่นแน่
เขาเองก็ไม่ได้หวังพึ่งพาทรัพยากรอะไรจากตระกูลหลิน แค่การที่ลูกสาวได้แต่งงานกับลูกชายของหัวหน้าหลินและหลานได้สืบสกุลเถียน เขาก็หมดห่วงและพอใจอย่างที่สุดแล้ว
บทสนทนาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายดำเนินไปอย่างราบรื่นและเปี่ยมด้วยความเข้าใจ มีเพียงเถียนเมิ่งหย่าและหลินฉงผิงที่ได้แต่นั่งมองหน้ากันปริบๆ
[จบบท]