บทที่ 298: เงามืดที่มาเยือน
บทสนทนาที่อาจตัดสินอนาคตของคนสองคนเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย หลินฉงผิงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามในสิ่งที่เขากังวลใจที่สุด
“ถ้าผมเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้มีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงาน คุณจะมองผมในแง่ลบหรือเปล่าครับ”
เถียนเมิ่งหย่าส่ายศีรษะตอบแทบจะในทันที ก่อนจะถามกลับในมุมของเธอบ้าง
“แล้วถ้าฉันเป็นผู้หญิงที่มุ่งมั่นกับการทำงาน คุณจะอึดอัดใจไหมคะ”
“ไม่เลยครับ” หลินฉงผิงตอบอย่างจริงใจ
“ที่บ้านผมทั้งแม่และน้องสาวก็เป็นผู้หญิงทำงาน พวกท่านมีพลังในการทำงานล้นเหลือ ผมชื่นชมด้วยซ้ำ”
เมื่อกำแพงแห่งความกังวลในเรื่องเส้นทางชีวิตพังทลายลง อากาศที่เคยตึงเครียดอยู่บ้างก็พลันผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ความเข้าใจที่มีต่อกันได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
เรื่องราวดูเหมือนจะลงเอยด้วยดีตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเท้าออกจากร้านอาหารของรัฐ เมื่อหนุ่มสาวทั้งสองต่างแสดงออกอย่างชัดเจนว่ายินดีที่จะสานสัมพันธ์และทำความรู้จักกันให้มากขึ้น
ภาพนั้นทำให้หัวใจของรองผู้จัดการโรงงานเถียนพองโตด้วยความยินดี เขารู้สึกเบิกบานใจเสียจนอยากจะหาประทัดมาจุดฉลองให้ดังลั่นไปทั่วบริเวณ ให้บรรดาคนที่เคยปรามาสว่าลูกสาวของเขาคงไม่มีวันได้แต่งงานกับคนดีๆ ได้เห็นกับตาตัวเอง
ว่าท้ายที่สุดแล้วเธอก็ได้พบเจอกับครอบครัวที่แสนวิเศษ
ความคิดนั้นทำให้เขานึกถึงแม่สื่อตัวน้อยขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เขาเคยให้ซองอั่งเปาแก่เฮ่ออวี้ถิงเป็นเงิน 1 หยวน แต่ครั้งนี้ความสุขมันล้นอกจนเขาตัดสินใจควักเงิน 10 หยวนใส่ซองให้ พร้อมกับกล่าวคำมั่น
“ถ้าเรื่องของทั้งสองคนลุล่วงไปด้วยดี ลุงมีรางวัลพิเศษเป็นซองใหญ่กว่านี้ให้อีกนะ”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” เฮ่ออวี้ถิงรับซองอั่งเปามากอดไว้แนบอก
ดวงตาคู่เล็กยิ้มหยีเป็นประกาย วันนี้ถือเป็นวันที่เธอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างงดงาม ทั้งจากคุณลุงเถียน น้าเถียน รวมถึงหัวหน้าหลินและคุณครูหลิน นับรวมกันแล้วได้มาถึง 7 ซอง การฉลองปีใหม่นี่ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังเปี่ยมสุข เถียนเมิ่งหย่าก็เดินมาควงแขนเฉินชิงพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก “เกือบไปแล้ว ถ้าไม่ได้เสี่ยวอวี้ช่วยไว้ ฉันคงต้องไปเจอกับเรื่องแย่ๆ แน่เลย”
“นั่นก็เพราะพวกเธอสองคนมีดวงสมพงศ์กันน่ะสิ” เฉินชิงพูดพลางมองขอบตาแดงๆ ของเพื่อนด้วยความรู้สึกยินดีจากใจจริง
“ฉันขอให้ชีวิตคู่ของเธอราบรื่นและมีความสุขนะ อย่างน้อยที่สุดก็ขออย่าให้ต้องไปเจอความลำบากอะไรอีกเลย”
คำอวยพรนั้นทำให้เถียนเมิ่งหย่าเม้มริมฝีปากเป็นรอยยิ้มบางเบา ขณะที่แอบยกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาที่เอ่อคลอ เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจในตอนนี้คือ การมีเพื่อนแท้คอยอยู่เคียงข้างเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว “วันนี้ต้องขอบใจเธอมากนะ”
“พูดอะไรแบบนั้นล่ะ เราเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ” เฉินชิงแสร้งทำตาขวางใส่ ก่อนจะเอ่ยลาเมื่อเดินมาถึงปากซอยที่ต้องแยกกัน
“ฉันกลับก่อนนะ”
เธอจูงมือเฮ่ออวี้ถิงเดินกลับบ้านอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยความที่ลืมแจ้งข่าวกับเฮ่อหย่วนไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่กลับไปกินมื้อค่ำด้วย
จึงอดหวั่นใจไม่ได้ว่าจะถูกตำหนิเอาได้ ส่วนเฮ่ออวี้ถิงนั้นก็เดินย่องตามน้าสาวไปติดๆ แต่เป้าหมายของเธอคือการตรงไปหาพี่ชายเพื่ออวดผลงาน
เธอเทเงินทั้งหมดจากซองอั่งเปาให้พี่ชายดู ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวการเป็นแม่สื่อจำเป็นครั้งที่สองของเธออย่างตื่นเต้น “ดูสิ วันนี้หนูหาเงินได้อีกแล้วนะ”
“เก่งมาก” เฮ่ออวี้เสียงรับเงินมาเก็บไว้ให้ เขารู้สึกว่าอาชีพจับคู่ดูท่าจะมีแววรุ่งไม่น้อยเลยทีเดียว
อีกด้านหนึ่งในห้องโถง เฉินชิงกำลังลอบสังเกตคนที่นั่งทำงานอยู่อย่างเงียบๆ เฮ่อหย่วนในยามที่จดจ่ออยู่กับงานเขียนนั้นดูมีสมาธิอย่างยิ่ง
ดวงตาคมภายใต้แพขนตางอนยาวจับจ้องอยู่บนหน้ากระดาษ สันกรามได้รูปรับกับใบหน้าคมคายอย่างลงตัว แขนเสื้อเชิ้ตผ้าเต็กเหลียงสีขาวที่ถูกพับขึ้นอย่างเป็นระเบียบเผยให้เห็นข้อมือแกร่งและลำแขนที่ดูแข็งแรง
มือเรียวยาวที่จับด้ามปากกาอย่างมั่นคงนั้นมีเส้นเลือดปูดนูนขึ้นจางๆ สะท้อนถึงพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน รูปลักษณ์ทั้งหมดของเขาในขณะนั้นช่างดูสงบนิ่ง สุขุม และแฝงไปด้วยเสน่ห์อันลึกลับน่าค้นหา จนเธอเผลอมองเพลินไปชั่วขณะ
ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอพอดิบพอดี ดวงตาหงส์คู่งามฉายแววยินดีระคนกับความอ่อนโยน
“กลับมาแล้วเหรอ กินอะไรมารึยัง”
สายตาที่จ้องมองมาตรงๆ อย่างไม่ปิดบังนั้น ทำให้หัวใจของเฉินชิงเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ เธอนั่งลงดื่มน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะตอบกลับไป
“อื้ม ฉันกินมาเรียบร้อยแล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฮ่อหย่วนก็ดูจะวางใจ เขากลับไปจัดการกับกองจดหมายบนโต๊ะ เฉินชิงจึงเอ่ยถามขึ้น
“คุณยังหารายได้พิเศษอยู่เหรอ”
“ใช่ อีกไม่นานผมก็ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นแล้ว คราวนี้ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับเมื่อไหร่ เลยคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้อีกพักใหญ่” เขาพูดขณะพับกระดาษจดหมายใส่ซองอย่างบรรจง แล้วจัดเก็บทุกอย่างบนโต๊ะให้เข้าที่
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของคนทั้งคู่พร้อมกัน นั่นคือควรจะใช้เวลาว่างที่หาได้ยากนี้อยู่ด้วยกันให้นานที่สุด ทั้งสองจึงย้ายตัวเองไปนั่งเล่นบนชิงช้าในสวน เฮ่อหย่วนหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ส่วนเฉินชิงก็เพลิดเพลินกับการอ่านข่าวสารในหนังสือพิมพ์
เฮ่ออวี้ถิงเห็นภาพนั้นก็เลือกที่จะไม่เข้าไปรบกวนช่วงเวลาส่วนตัวของพวกเขา เธอตัดสินใจลากรถสามล้อคันจิ๋วของเธอออกไปหน้าบ้าน แล้วตะโกนเรียกเพื่อนๆ ในซอย “มีใครอยากเล่นรถสามล้อบ้างไหม”
เสียงตอบรับดังกระหึ่มมาจากเด็กๆ ทั่วทั้งซอย “อยากเล่น!!!”
บ่ายวันนั้นจึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานของเฮ่ออวี้ถิงและผองเพื่อน เฮ่ออวี้เสียงที่ออกมาดูเป็นครั้งคราวเห็นน้องสาวกำลังมีความสุขก็ยิ้มบางๆ แล้วปล่อยให้เธอได้เล่นต่อไป
แต่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนมักผ่านไปเร็วเสมอ เมื่อเฉินชิงต้องกลับมาสู่โลกแห่งการทำงานอีกครั้ง เธอยังรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจปรับตัวไม่ทันด้วยซ้ำ 3 วันมันช่างสั้นเหลือเกิน
ทำไมวันหยุดปีใหม่ถึงได้มีน้อยขนาดนี้ เธอบ่นอุบอยู่ในใจแต่ไม่กล้าปริปากพูด ได้แต่ยกสมุดขึ้นมาบังหน้า ทำทีเป็นครุ่นคิดถึงเรื่องงาน แต่ใจจริงอยากจะกลับไปนอนต่อที่บ้าน
ทว่าวันแรกของการทำงานกลับไม่ได้เริ่มต้นอย่างราบรื่น เมื่อมีกลุ่มคนที่ไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงว่าเธอทุจริตและรับสินบน มิหนำซ้ำยังพาเจ้าหน้าที่มาเพื่อทำการสอบสวนเธอโดยเฉพาะ
เถียนเมิ่งหย่าที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับใจหายใจคว่ำ ขณะที่หัวหน้าหลิวก็ตกใจจนต้องรีบวิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นจากเพื่อนร่วมงานรอบข้าง
ท่ามกลางความตึงเครียดนั้น มีเพียงเฉินชิงคนเดียวที่ยังคงสงบนิ่ง เธอเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ นิ้วเรียวควงปากกาหมึกซึมในมือเล่นราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้สลักสำคัญอะไร
ซุนอ้ายกั๋ว ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมสอบสวนในครั้งนี้ สบเข้ากับแววตาที่ดูไม่ทุกข์ร้อนและเจือความขบขันของเธอพอดี ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในใจของเขาทันที
“สหายเฉิน คุณเป็นคนที่เคยเปิดโปงการทุจริตมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้คุณกลับก้าวลงมาในวังวนอันโสมมนี้เสียเอง การกระทำแบบนี้เข้าข่ายรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังฝ่าฝืน”
“ใครเป็นคนแจ้งความฉันคะ” เฉินชิงถามกลับเรียบๆ
“เราให้เกียรติคุณในฐานะเจ้าหน้าที่จึงยังไม่ได้เข้าตรวจค้นที่บ้านพักของคุณในตอนนี้ แต่ขอให้คุณเดินทางไปให้ปากคำกับเรา”
“หากคุณพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองไม่ได้ เราจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะต้องพักงานคุณ และคุณอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น” ซุนอ้ายกั๋วชี้แจงตามกระบวนการ
เฉินชิงจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดลิ้นชักหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา แล้วลุกขึ้นยืน เสียงขาเก้าอี้ที่ครูดไปกับพื้นซีเมนต์ดังก้องไปทั่วห้อง
ทำเอาหัวหน้าทีมหม่าที่แอบสังเกตการณ์อยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ทั้งที่อากาศในต้นฤดูใบไม้ผลิไม่ได้ร้อนอบอ้าว แต่แผ่นหลังของเขากลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
หัวหน้าหลิวพยายามจะช่วยเหลือสถานการณ์ เขาเดินเข้าไปหาซุนอ้ายกั๋วพร้อมกับยื่นบุหรี่ให้
“สหายครับ เด็กคนนี้อาจจะดูกระด้างไปบ้าง แต่ผมรับประกันได้ว่าเธอไม่มีทางทรยศต่อประเทศชาติด้วยการรับสินบนแน่นอน ขอความกรุณาพวกคุณช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนด้วย”
“เราไม่รับของกำนัลจากประชาชน” ซุนอ้ายกั๋วปฏิเสธอย่างสุภาพ
หัวหน้าหลิวจึงเปลี่ยนแผน เขายัดธนบัตรต้าถวนเจี๋ย 3 ใบใส่มือของเจ้าหน้าที่แทน
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือของสหายทุกท่าน”
หลังจากที่กลุ่มเจ้าหน้าที่พาตัวเฉินชิงจากไป หัวหน้าหลิวก็กระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติดที่
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วโรงงานอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างตกตะลึง เพราะในสายตาของพวกเขา เฉินชิงคือสหายที่ตรงไปตรงมาและต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเสมอมา
ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าเธอจะพัวพันกับเรื่องทุจริตได้เลย บรรยากาศในการทำงานวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความเงียบงันผิดปกติ
เฉินชิงเดินตามซุนอ้ายกั๋วมายังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย มันคืออาคารสไตล์ตะวันตกสามชั้นที่ดูภูมิฐาน
เธอกวาดสายตามองป้ายคำขวัญเหนือประตูที่สีสันเริ่มซีดจางไปตามกาลเวลา ‘เราจะต่อต้านการคอร์รัปชันทุกรูปแบบอย่างถึงที่สุด’ ตัวอักษรสีแดงที่เคยสดใส บัดนี้กลับดูคล้ายคราบเลือดที่แห้งเกรอะกรัง
ทางเดินที่ทอดยาวเบื้องหน้าทั้งแคบและมืดทึบ แสงจากภายนอกไม่อาจเล็ดลอดเข้ามาได้ มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดไฟที่เต็มไปด้วยฝุ่นบนเพดานเท่านั้นที่ส่องทาง บรรยากาศโดยรอบให้ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
ปลายสุดของทางเดินคือห้องสอบสวนที่ประตูถูกแง้มทิ้งไว้ เผยให้เห็นลำแสงเย็นเยียบที่ส่องลอดออกมา
“เชิญเข้าไปข้างใน” ซุนอ้ายกั๋วผายมือ
“สารภาพแต่โดยดีโทษหนักจะได้เป็นเบา แต่ถ้าคิดจะต่อต้านก็เตรียมรับโทษสถานหนักได้เลย สหายเฉิน หวังว่าคุณจะตัดสินใจได้ถูกต้อง”
ภายในห้องมีเพียงโต๊ะไม้ยาวหนึ่งตัวและเก้าอี้เหล็กสองตัว บนโต๊ะมีโคมไฟโป๊ะสีเขียวตั้งอยู่ แสงของมันสาดส่องลงมายังตำแหน่งที่นั่งของผู้ถูกสอบสวนโดยตรง
เฉินชิงปฏิบัติตามขั้นตอน นั่งลงอย่างสงบ ตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่สอบสวนทั้งสองนายที่รอเธออยู่ก่อนแล้ว
[จบบท]