บทที่ 299: กลลวง
ห้องสี่เหลี่ยมอับทึบมีเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ เฉินชิงนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง
ฝั่งตรงข้ามคือชายสองคน คนหนึ่งดูมีอายุ อน่าจะเข้าวัย 50 โครงหน้าคมคายราวกับสลักเสลามาอย่างดี แต่โหนกคิ้วที่นูนสูงกลับทำให้ดวงตาของเขาจมอยู่ในเงามืดจนยากจะอ่านความรู้สึกใดๆ
ข้างๆ กันนั้นคือเสี่ยวจาง หนุ่มน้อยวัยยี่สิบต้นๆ ในแว่นตากรอบดำ เขาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่จดบันทึก ปากกาหมึกซึมในมือจ่ออยู่เหนือแผ่นกระดาษ พร้อมจะตวัดลงไปบันทึกทุกถ้อยคำ
เฉินชิงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยขบ ก่อนจะประสานสายตากับคนทั้งคู่
"ไหนล่ะคะ หลักฐานที่บอกว่าฉันรับสินบน เอามาให้ฉันดูหน่อยสิ"
เหล่าโจวผู้ผ่านประสบการณ์โชกโชนเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ตลอดชีวิตการทำงาน เขาเจอพวกที่คิดว่าตัวเองมีดีหนุนหลังแล้วทำปากแข็งมานักต่อนัก เขาจึงเพียงแค่พยักพเยิดหน้าไปทางเสี่ยวจางเป็นเชิงสั่ง
เสี่ยวจางรีบลุกขึ้นยืน แล้วยื่นจดหมายร้องเรียนฉบับหนึ่งส่งให้เธอ
เฉินชิงรับมาเปิดอ่านอย่างไม่เร่งร้อน ลายมือที่บิดเบี้ยวจนแทบอ่านไม่ออกนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าคนเขียนจงใจใช้มือข้างที่ไม่ถนัดเขียนขึ้นมา
เนื้อหาในจดหมายกล่าวหาว่าเธอใช้อำนาจในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ข่มขู่บังคับให้พนักงานชั่วคราวมอบเงินสินบนให้เป็นจำนวนสูงถึง 3,600 หยวน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขบขันเพราะตัวเลขมันตรงกับจำนวนเงินที่เธอได้มาจากคน 12 คนนั้นพอดิบพอดี
"ข้อกล่าวหานี้ คุณยอมรับหรือเปล่า" เหล่าโจวเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีแววล้อเล่น
"ไม่ยอมรับค่ะ เพราะฉันไม่ได้ทุจริต" เฉินชิงตอบกลับอย่างเรียบง่าย ก่อนจะปล่อยจดหมายฉบับนั้นร่วงลงบนโต๊ะราวกับมันเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า
ท่าทีของเธอทำให้เหล่าโจวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ใช้สองมือยันขอบโต๊ะไว้แล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้ "คุณรู้หรือเปล่าว่าที่นี่มันที่ไหน"
พร้อมกันนั้น สายตาของเขาก็เริ่มไล่สำรวจเรือนร่างของเฉินชิงอย่างไม่คิดจะปิดบัง หลายปีที่ผ่านมามีคนมากมายพยายามเอาใจเขาด้วยการส่งผู้หญิงมาบรรณาการ
แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีใครเทียบเท่าผู้หญิงตรงหน้าได้เลยแม้แต่คนเดียว ความงามของเธอมีทั้งมุมที่เย้ายวนและแฝงความคมกริบอยู่ในที บุคลิกที่สดใสเปิดเผยนั้นช่างท้าทายและปลุกสัญชาตญาณดิบของผู้ชายที่อยากจะครอบครอง
เฉินชิงไม่หลบสายตา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ความอบอุ่นที่เคยมีในแววตาได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่า
เธอกำหมัดแน่นเตรียมจะสั่งสอนบทเรียนให้เขา แต่ยังไม่ทันที่กำปั้นจะกระทบเป้าหมาย ความเย็นเฉียบของโลหะก็สัมผัสเข้าที่กลางหน้าผากของเธอเสียก่อน
"คุณจะลองดูก็ได้นะ" เหล่าโจวเอ่ยออกมา
เสี่ยวจางที่นั่งอยู่ข้างๆ แข็งทื่อไปราวกับกลายเป็นรูปปั้น ได้แต่จ้องมองไปเบื้องหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลังของเฉินชิง แต่เธอกลับยกยิ้มที่มุมปาก
"คุณเองก็ลองดูได้เหมือนกัน"
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นยืน ทำให้ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในระดับสายตาเดียวกันพอดี เฉินชิงอาศัยจังหวะที่เขาเผลอ ปล่อยหมัดที่รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเข้าใส่ใบหน้าของชายตรงหน้าอย่างจัง
เสียงหมัดกระทบเนื้อดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ
เสี่ยวจางถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เหล่าโจวใช้หลังมือเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาของเขาหรี่ลงเป็นประกายอันตราย
"เธออยากตายหรือไง!"
สิ้นเสียงคำราม เขาก็ขึ้นนกปืนเตรียมจะลั่นไก แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง คมมีดสั้นก็มาจ่ออยู่ที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอของเขาแล้ว
เฉินชิงยังคงยิ้ม "จะลองแข่งกันดูไหมล่ะคะ ว่าระหว่างปืนของคุณกับมีดของฉัน ใครจะเร็วกว่ากัน"
มีดสั้นเล่มงามนี้เป็นของขวัญจากเฮ่อหย่วน แม้จะมีขนาดเล็กกะทัดรัดแต่ก็คมกริบชนิดที่ว่าหากได้ลิ้มเลือดแล้วย่อมไม่มีทางรอด
สถานการณ์ที่พลิกผันทำให้เสี่ยวจางหายใจติดขัด
เหล่าโจวกำด้ามปืนไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เสียงของเขาแหบพร่า "คุณรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่"
"คุณไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถามกับฉัน" เฉินชิงตวัดสายตาไปยังเสี่ยวจางที่ยังคงนั่งตัวแข็งทื่อ
"ไปตามหัวหน้าของคุณมานี่ บอกเขาไปด้วยนะว่าถ้ามาช้า ก็เตรียมรอรับของขวัญเป็นคำสั่งย้ายไปแผนกอื่นได้เลย"
คำขู่ของเธอทำให้เสี่ยวจางสะดุ้งสุดตัว เขาทำงานที่นี่มา 2 ปีเต็ม ยังไม่เคยเจอใครที่กล้ามาทำตัวอวดดีถึงขนาดนี้มาก่อน เขารีบลุกขึ้นยืน แต่แล้วก็ชะงักเมื่อคิดได้ว่าตัวเองไม่ควรจะทำตามคำสั่งของผู้ต้องหา
เฉินชิงเหลือบมองเขาด้วยหางตา "อยากลองดีหรือไง"
เพียงเท่านั้น เสี่ยวจางก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาวิ่งออกจากห้องไปทันที
"ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณมันตัวแสบ แต่ไม่คิดเลยว่าจะบ้าดีเดือดขนาดนี้" เหล่าโจวพยายามข่มขวัญ
"คุณคิดจริงๆ เหรอว่าจะเดินออกจากที่นี่ไปได้แบบสวยๆ"
เฉินชิงทำเป็นหูทวนลมกับคำพูดของเขา "ให้ฉันเดาดีกว่าว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หม่าเซี่ยงเฉียน หรือว่าเป็นหยางซิวจิ่น"
แววตาที่สั่นไหวของเหล่าโจวคือคำตอบ เฉินชิงจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ยอมรับเถอะค่ะว่าฝีมือคุณมันอ่อนหัดจริงๆ"
"เธออยากตายแน่! อ๊าก! หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้!!!"
ความเจ็บแปลบพร้อมกับของเหลวอุ่นๆ ที่ไหลซึมลงมาตามลำคอทำให้เหล่าโจวหน้าถอดสี
เขากลัวจนตัวสั่น อยากจะเหนี่ยวไกปืนให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเขารู้ดีว่าเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาที่เขจะแตะต้องได้ หากเขาล้ำเส้นแม้แต่ก้าวเดียว ไม่เพียงแต่ตัวเขาเอง แต่ครอบครัวทั้งหมดจะต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
จังหวะนั้นเอง ประตูก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของหลี่จงเจิ้งและซุนอ้ายกั๋ว ซุนอ้ายกั๋วถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า พอเห็นเฉินชิงยอมลดมีดลงแล้วกลับไปนั่งที่เดิม เขาก็รีบตะโกนเรียกให้คนเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลเหล่าโจวทันที
หลี่จงเจิ้งรู้จักเฉินชิงเป็นอย่างดี เขาเคยเห็นเธอในบทบาทพิธีกรบนเวทีที่ดูสง่างามและมั่นใจ ทั้งยังได้ยินกิตติศัพท์ความไม่ธรรมดาของเธอมานับครั้งไม่ถ้วน แต่การที่เธอลงมือทำร้ายคนของเขาในถิ่นของเขาเอง ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่ดี
"รองหัวหน้าเฉิน นี่คุณกำลังทำบ้าอะไรอยู่ รู้ตัวหรือเปล่า" หลี่จงเจิ้งตวาดลั่น
ซุนอ้ายกั๋วยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างกายผู้เป็นนาย
เฉินชิงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทำให้ซุนอ้ายกั๋วที่ยังขวัญหนีดีฝ่อกับเหตุการณ์เมื่อครู่รีบขยับไปยืนขวางหน้าเจ้านายโดยอัตโนมัติ
เฉินชิงเห็นดังนั้นก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างไม่ไยดี
"เดี๋ยวก่อน! จะไปไหน กลับมานี่นะ!" หลี่จงเจิ้งตะโกนตามหลังอย่างหัวเสีย
เขายังคงสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น "เธอจะเล่นไม้ไหนกันแน่" เขาหันไปถามซุนอ้ายกั๋ว
เขาเคยได้ยินมานานแล้วว่าเฉินชิงเป็นคนฉลาดและมีวาทศิลป์เป็นเลิศ สามารถหว่านล้อมและต้อนคู่สนทนาให้จนมุมได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าตำแหน่งของเขาจะมั่นคงจนยากที่จะสั่นคลอน
แต่ประวัติของเฉินชิงที่สามารถโค่นผู้บริหารระดับสูงของโรงงานเครื่องจักรถึง 2 คนตั้งแต่ยังไม่มีอำนาจใดๆ
แถมยังส่งคนอีก 7 คนให้ลงจากตำแหน่งหลังจากที่เธอได้เป็นรองหัวหน้า ก็ทำให้เขาไม่อาจประมาทได้ ไหนจะคำเตือนที่เสี่ยวจางนำมาบอกอีก เขาจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ
"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ" ซุนอ้ายกั๋วตอบตามความจริง ในใจของเขากำลังทึ่งในความนิ่งและเยือกเย็นของเฉินชิงยามเผชิญหน้ากับอันตราย มันเป็นเสน่ห์ที่น่าค้นหาและอันตรายในเวลาเดียวกัน
หลี่จงเจิ้งรีบเดินตามเฉินชิงออกไปทันที เขาตามเธอขึ้นไปจนถึงชั้นสอง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
เฉินชิงกำลังใช้ให้เจ้าหน้าที่หญิงรุ่นน้องคนหนึ่งไปซื้อกระติกน้ำเคลือบใบใหม่ให้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สาวคนนั้นก็ดูจะเต็มใจรับใช้เป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของเธอแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุกเมื่อได้สบตากับคนสวย และเดินจากไปอย่างว่าง่าย
"เฉินชิง อย่ากำเริบให้มันมากไปนักนะ!" หลี่จงเจิ้งตวาด
"คุณเต็มใจช่วยฉันเองนี่คะ" เฉินชิงเพียงยักไหล่
เธอเดินไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานว่างตัวหนึ่งซึ่งอยู่มุมห้องอย่างถือวิสาสะ
"อย่าลืมสิว่าคุณกำลังถูกสอบสวนอยู่!" หลี่จงเจิ้งเตือน
"ฉันรู้ค่ะ แต่ฉันก็ยังไม่ได้หนีไปไหนนี่คะ" เฉินชิงสวนกลับพร้อมกับเหลือบมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
หลี่จงเจิ้งถึงกับพูดไม่ออก นี่มันถิ่นของใครกันแน่ ทำไมเธอถึงทำตัวราวกับเป็นเจ้าของที่นี่ได้ขนาดนี้
แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงมีดสั้นเล่มนั้น การที่เธอเดินออกมาจากห้องสอบสวนอย่างอิสระแบบนี้ เท่ากับว่าเธอมีเวลามากพอที่จะนำของกลางไปซ่อน การจะหาวัตถุพยานมามัดตัวเธอคงเป็นเรื่องยากแล้ว
"ถึงไม่มีของกลาง แต่ผม ซุนอ้ายกั๋ว แล้วก็เสี่ยวจางก็เป็นพยานบุคคลได้!"
"อ๋อเหรอคะ งั้นก็หมายความว่าพวกคุณทั้งหมดมีส่วนรู้เห็นและอาจจะเป็นคนวางแผนฆ่าเหล่าโจว โดยใช้ฉันเป็นเครื่องมือก็ได้สินะคะ" เฉินชิงเลิกคิ้วถามกลับ
"อย่ามาพูดจาไร้สาระ!" หลี่จงเจิ้งโกรธจนหน้าแดง
"แล้วใครจะพิสูจน์ได้ล่ะคะว่าฉันพูดไร้สาระ ในเมื่อฉันไม่เคยทำผิดกฎระเบียบวินัยมาก่อน แล้วจะไปทำร้ายคนอื่นโดยไม่มีสาเหตุได้ยังไง"
"ก็คุณมันทุจริต!"
"หลักฐานล่ะคะ การทุจริตมันต้องทำกันเป็นขบวนการ มีขั้นตอนและมีผู้สมรู้ร่วมคิด แล้วไหนล่ะคะคนที่ร่วมมือกับฉัน คุณควรจะไปสืบหามาให้ได้ก่อนไม่ใช่เหรอคะ หัวหน้าหลี่ ไม่ใช่มากล่าวหากันลอยๆ แบบนี้"
[จบบท]