บทที่ 31: ธุรกิจเสริมส้น
ณ สหกรณ์การค้าและการตลาดอันเป็นหัวใจของชุมชนคนงาน กำแพงอิฐสีเขียวถูกแต่งแต้มด้วยตัวอักษรสีแดงสดเป็นคำขวัญปลุกใจ ‘พัฒนาเศรษฐกิจ รับประกันอุปทาน’
บรรยากาศด้านหน้าคึกคักไปด้วยผู้คนที่เดินสวนกันไปมา แต่จุดที่คึกคักที่สุดคงหนีไม่พ้นแผงขายเนื้อหมู ที่ซึ่งผู้คนยอมต่อแถวยาวเหยียดเพียงเพื่อจะได้เนื้อสดๆ สักชิ้นไปประทังชีวิต
เฉินชิงเองก็อยากจะลิ้มรสเนื้อหมูเหมือนคนอื่น แต่เมื่อนึกถึงฝีมือการทำอาหารที่เข้าขั้นหายนะของตัวเองแล้ว
เธอก็ได้แต่ถอนใจ การซื้อวัตถุดิบชั้นดีไปก็คงมีแต่จะทำให้เสียของเปล่าๆ เธอจึงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในตัวอาคารแทน
เฮ่ออวี้เสียงและเฮ่ออวี้ถิงเคยมาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งก็ทำได้เพียงเดินตามผู้ใหญ่เงียบๆ
ไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองมองสินค้าชิ้นไหนนานเป็นพิเศษ ด้วยรู้ดีว่าหากแสดงความสนใจมากเกินไป อาจถูกพนักงานบริการสายตาคมกริบไล่ออกจากร้านได้ และนั่นคงเป็นเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิตของเด็กตัวเล็กๆ
หลังจากที่เฉินชิงจัดการซื้อของใช้ที่จำเป็นเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว หันกลับมาก็พบร่างเล็กๆ สองร่างยืนแนบชิดอยู่ด้านหลังไม่ห่าง เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“วันนี้น้าได้เงินพิเศษมานิดหน่อย ถือว่าเป็นเงินของพวกเธอที่น้าคืนให้ก็แล้วกัน มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษไหม เลือกได้คนละอย่างเลยนะ”
ดวงตาของเฮ่ออวี้ถิงเป็นประกายขึ้นมาทันที
“อะไรก็ได้เลยเหรอคะน้า”
“ได้สิ”
เฉินชิงยิ้ม “แต่ต้องไม่เกินหนึ่งหยวนนะ”
ใช่แล้ว โลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้เอง
คำพูดของเธออาจดูเหมือนมีเงื่อนไข แต่สำหรับเด็กคนอื่นๆ ที่บังเอิญได้ยินบทสนทนานี้ มันกลับเป็นเรื่องน่าอิจฉาจนลูกตาแทบจะทะลักออกมาจากเบ้า หนึ่งหยวนไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยสำหรับพวกเขา
เฮ่ออวี้ถิงไม่รอช้า เธอรีบวิ่งตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่วางขายแผ่นรองรองเท้า แล้วเลือกซื้อมาหนึ่งคู่ ทิ้งให้เฉินชิงยืนงุนงงอยู่กับที่
เธอแปลกใจไม่น้อย เพราะเมื่อครู่ยังเห็นหลานสาวตัวน้อยเกาะตู้กระจกใสแจ๋ว สายตาจับจ้องไปยังกระดาษห่อลูกอมลายเกลียวหลากสีที่สะท้อนแสงวิบวับ
ริมฝีปากเล็กๆ ขมุบขมิบไล่ชื่อสีที่ใจปรารถนา ‘สีส้มเหมือนผลส้ม สีแดงเหมือนแอปเปิล แล้วก็สีเขียวสดชื่นเหมือนใบมินต์’ แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจจากของหวานแสนอร่อยมาเป็นแผ่นรองรองเท้าธรรมดาๆ ได้
ทางด้านเฮ่ออวี้เสียงเองก็ดูจะไม่เข้าใจการตัดสินใจของน้องสาวเช่นกัน แต่หลังจากใช้เวลาครุ่นคิดและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
เขาก็ตัดสินใจเลือกกระเป๋านักเรียนสีฟ้าสดใสมาหนึ่งใบ ก่อนจะนำมาคล้องคอให้น้องสาวอย่างเหมาะเจาะ
เฉินชิงในฐานะผู้ใหญ่ ไม่อาจหยั่งถึงความคิดอันซับซ้อนของเด็กๆ ได้ แต่เมื่อรับปากแล้วก็ต้องทำตาม เธอจ่ายเงินสำหรับของทั้งสามชิ้น แล้วพากันถือของกลับบ้านพัก
ระยะทางจากสหกรณ์ฯ ไปยังบ้านพักในซอยนั้นไม่ไกลเลย การวางผังเมืองของที่นี่ถูกคิดมาอย่างดีให้สหกรณ์ฯ ตั้งอยู่ใจกลางของย่านที่พักอาศัย
เพื่อให้เหล่าคนงานสามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างสะดวกสบายที่สุด ด้วยเหตุนี้เอง การเดินไปมาในบริเวณนี้จึงมักจะได้พบเจอคนรู้จักอยู่เสมอ
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อหยางซิวจิ่นปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับดวงตาที่สว่างวาบเมื่อเห็นเธอ
“เสี่ยวชิง มาทำอะไรที่นี่น่ะ บังเอิญจริงๆ เลยนะ”
“นั่นสินะคะ บังเอิญดี”
รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของเฉินชิงดูเหมือนจะเป็นเพียงการยกมุมปากขึ้นตามมารยาทเท่านั้น
สายตาของเธอเลื่อนผ่านเขาไปจับจ้องอยู่ที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยืนอยู่ข้างกาย ‘นี่สินะ นางเอกของเรื่อง’ เด็กหญิงมีผิวขาวละเอียดราวกับน้ำนม คางเรียวแหลมได้รูปสวยงาม สะท้อนแววของความงามในอนาคตออกมาอย่างเด่นชัด
หยางซิวจิ่นสังเกตเห็นสายตาของเฉินชิง จึงก้มลงกระซิบกับลูกสาว “คนสวยของพ่อ รีบทักทายน้าชิงสิลูก”
“สวัสดีค่ะน้าชิง” หยางอี้เหอส่งยิ้มบางๆ อย่างเขินอาย
“สวัสดีจ้ะ” เฉินชิงพยักหน้ารับอย่างสุภาพ
ก่อนจะหาทางปลีกตัว “พอดีฉันยังมีธุระต่อน่ะ ขอตัวก่อนแล้วกันนะคะ”
ท่าทีที่เย็นชาและห่างเหินของเธอทำให้หยางซิวจิ่นรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ เขายังจำได้ดีถึงช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังเบ่งบานจนใกล้จะสุกงอมถึงขั้นแต่งงาน แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เธอกลายเป็นคนเย็นชา ห่างเหิน หรือไม่ก็เกรี้ยวกราดพร้อมจะลงไม้ลงมือกับเขาได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกรักที่มีให้จึงปนเปไปกับความน้อยใจ
“เสี่ยวชิง เราไม่มีเยื่อใยต่อกันมากพอที่จะหยุดคุยกันสักสองสามประโยคเลยหรือ”
ยังไม่ทันที่เฉินชิงจะได้ตอบ เด็กหญิงตัวน้อยข้างกายเธอก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“คุณลุงไม่เห็นเหรอคะว่าคุณน้าของหนูถือของหนักขนาดนี้ จะให้หยุดคุยได้ยังไงกันคะ” เฮ่ออวี้ถิงฉีกยิ้มหวาน แต่แววตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย
เธอไม่ชอบผู้ชายคนนี้เลยจริงๆ
สายตาที่เขามองเธอกับพี่ชายมันช่างแปลกประหลาด ไหนจะความพยายามที่จะเข้ามาพัวพันกับน้าของเธออีก แม้เธอจะยังเด็ก
แต่การได้คลุกคลีอยู่กับยายที่ปากซอย ทำให้เธอซึมซับและเข้าใจเรื่องราวของผู้ใหญ่ได้มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ชายที่ดูมีอายุขนาดนี้ กลับยังคิดจะมาเกาะแกะน้าสาวของเธอ มันน่ารังเกียจสิ้นดี
“น้าคะ หนู...หนูปวดฉี่จะราดแล้ว” เฮ่ออวี้ถิงแสร้งทำหน้าเหยเก พร้อมกับดึงมือของเฉินชิงให้รีบเดินจากไป
เฉินชิงที่เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี อดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“โอเคๆ งั้นเรารีบกลับบ้านกันเถอะ”
หลานสาวคนนี้ช่างเป็นเกราะกำบังชั้นเยี่ยมจริงๆ จะมีใครน่ารักและรู้ใจได้เท่านี้อีกนะ
เฮ่ออวี้เสียงรีบก้าวเท้าเดินตามไปอย่างรู้งาน
หยางอี้เหอได้แต่มองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของเฮ่ออวี้เสียงจนลับสายตา ก่อนจะสะดุ้งเมื่อถูกบิดาดึงแขนอย่างแรง
“ต่อไปนี้จำไว้นะ ต้องสุภาพและเชื่อฟังครอบครัวของแม่เลี้ยงให้มากๆ เข้าใจที่พ่อพูดไหม” หยางซิวจิ่นเอ่ยเสียงเข้ม
“เข้าใจแล้วค่ะ...”
“ดีมาก แล้วก็เลิกทำตัวงอแงเอาแต่ใจได้แล้ว เดี๋ยวพ่อจะพาไปซื้อลูกอมเป็นการปลอบใจก็แล้วกัน คราวหน้าคราวหลังถ้าเจ็บตัวอีก ก็ไม่ต้องถ่อมาถึงโรงงานเครื่องจักรให้วุ่นวาย พ่อกำลังทำงานยุ่งๆ อยู่ ถ้าพ่อไม่หาเงิน แล้วจะเอาอะไรมาให้ลูกกินดีอยู่ดีล่ะ”
เสียงบ่นว่าของหยางซิวจิ่นดังต่อเนื่องไปตลอดทาง โดยที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่า ดวงตาของลูกสาวที่เดินตามต้อยๆ นั้นเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เฉินชิงก็นำข้าวของที่ซื้อมาไปจัดเก็บให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับกองเสื้อผ้าที่รอการดัดแปลงอยู่
เฮ่ออวี้เสียงรับหน้าที่เป็นพ่อครัว เข้าไปง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นในครัว
ส่วนเฮ่ออวี้ถิงนั้น หลังจากหยิบกระดาษกับดินสอได้ เธอก็นอนคว่ำลงกับพื้น เริ่มต้นขีดเขียนวาดภาพอย่างตั้งอกตั้งใจ
เธอมีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการออกแบบรองเท้า
เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะพี่ชายของเธออยากจะตัวสูงขึ้น และวิธีที่จะทำให้เขาสูงขึ้นได้ในทันทีก็คือการเสริมอะไรบางอย่างเข้าไปในรองเท้า
เธอมีเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เก็บสะสมมาจากน้าสาว ซึ่งน่าจะพอนำมาใช้ทำไส้เสริมส้นได้ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ก็จำเป็นต้องมีรองเท้าที่ใหญ่และมีพื้นที่มากพอ
เด็กหญิงขมวดคิ้วมุ่น พยายามจินตนาการถึงรองเท้าในอุดมคติ ที่สามารถยัดวัสดุเสริมความสูงเข้าไปได้มากๆ โดยที่ไม่ดูเทอะทะผิดปกติ จนกระทั่งรู้สึกถึงแรงดึงที่คอเสื้อด้านหลัง
เฮ่ออวี้เสียงอุ้มน้องสาวขึ้นมาแล้วใช้มือปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าให้อย่างอ่อนโยน
“พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามานอนเล่นบนพื้นแบบนี้ เดี๋ยวก็เป็นหวัดกันพอดี”
“หนูทราบแล้วค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงรับคำ ก่อนจะยื่นผลงานชิ้นเอกของเธอให้พี่ชายดูด้วยความภาคภูมิใจ
“พี่ดูนี่สิคะ ฝีมือหนูเป็นยังไงบ้าง”
บนแผ่นกระดาษ ปรากฏภาพร่างของรองเท้าสามสไตล์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอย่างน่าทึ่งคือพื้นรองเท้าที่หนาและสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ เส้นสายที่เธอวาดก็ยังดูสวยงามและลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
เฮ่ออวี้เสียงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“นี่น้องวาดรูปเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็...หนูแอบดูน้าวาดบ่อยๆ ก็เลยพอจะวาดได้นิดหน่อยค่ะ”
เฮ่ออวี้ถิงตอบอย่างถ่อมตัว สำหรับเธอแล้ว การใช้กิ่งไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดินเป็นกิจกรรมที่ทำมาตั้งแต่จำความได้ จึงไม่คิดว่ามันจะเป็นพรสวรรค์ที่พิเศษอะไร เธอยื่นกระดาษเข้าไปใกล้พี่ชายอีกนิด
“แล้วพี่ชอบคู่ไหนมากที่สุดล่ะ”
“น้องจะทำรองเท้าให้พี่เหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิคะ พี่เคยบ่นว่าอยากตัวสูงๆ ไม่ใช่เหรอ หนูก็เลยอยากจะทำรองเท้าให้ แต่หนูไม่รู้วิธีทำรองเท้าให้มันสูงขึ้นจากเดิม ก็เลยคิดว่าจะทำเป็นแผ่นรองเสริมส้นสูงๆ แทน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะยัดมันเข้าไปในรองเท้าธรรมดาได้ยังไง หนูก็เลยลองวาดรองเท้าแบบใหม่ขึ้นมา พี่ลองดูสิคะว่าชอบแบบไหน” เฮ่ออวี้ถิงส่งยิ้มกว้างอย่างน่ารัก
เธอดันกระดาษแผ่นนั้นเข้าหาอกของพี่ชายอีกครั้ง ราวกับกำลังมอบสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้
ความรู้สึกอบอุ่นและภาคภูมิใจราวกับเป็นพ่อคนแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของเฮ่ออวี้เสียง เขารับกระดาษแผ่นนั้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง
และในขณะที่สายตากำลังไล่ไปตามเส้นสายบนภาพวาดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว เขาวิ่งพรวดเข้าไปในห้องของน้าสาวทันที
“น้าครับ แถวบ้านเรามีผู้ชายที่อยากตัวสูงขึ้นเยอะไหมครับ”
ไม่ต้องมองไปไหนไกล แค่ ‘อ่ายตงกวา’ เพื่อนบ้านของพวกเขาก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดแล้ว เขาทั้งไปหาหมอนวดให้ช่วยจัดกระดูก ทั้งพยายามทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อจะให้ตัวเองดูสูงขึ้นอีกสักนิด
เฉินชิงซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับการเย็บผ้าสะดุ้งสุดตัว จนเกือบจะปักเข็มลงบนนิ้วของตัวเอง
“อะไรของเธอ น้าตกใจหมด”
“ผมมีความคิดจะทำแผ่นรองเพิ่มความสูงขายน่ะครับ ขั้นตอนมันดูไม่ซับซ้อน ผมน่าจะทำได้ แล้วตอนนี้ก็น่าจะมีคนต้องการของแบบนี้เยอะด้วย อย่างพี่ชายคนหนึ่งที่บ้านพักหลวงหมายเลข 01”
“เขาจะไปดูตัว แต่ก็โดนปฏิเสธเพราะว่าตัวเตี้ยเกินไป ถ้าผมทำให้รองเท้าของเขาสูงขึ้นได้ คิดว่าจะมีคนสนใจมาซื้อแผ่นรองของผมไหมครับ”
“พระเจ้าช่วย!”
เฉินชิงถึงกับอุทานออกมา ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเด็กคนนี้ถึงสามารถสร้างอาณาจักรทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ในอนาคต สัญชาตญาณในการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจแบบนี้ มันเป็นพรสวรรค์ที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมีได้เลยจริงๆ
เธอวางงานในมือลงทันที แล้วหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่
“น้าเห็นด้วยนะว่ามันมีตลาดรองรับอยู่แน่นอน แต่ปัญหาคือ ถ้าเราผลิตแล้วนำไปขายเอง มันจะเข้าข่ายการค้ากำไรเกินควร ซึ่งผิดกฎหมายนะ”
“เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหาครับ” เฮ่ออวี้เสียงตอบอย่างฉะฉาน
“สถานะของน้าตอนนี้อาจจะไม่สะดวกที่จะไปติดต่อใคร แต่ผมทำได้ ผมจะลองไปสืบดูว่าเพื่อนบ้านคนไหนมีญาติที่ฐานะยากจนมากๆ”
“โดยเฉพาะพวกที่กำลังร้อนเงิน ผมจะแอบไปเจรจากับเขา ให้เขาเป็นคนนำของไปขายในตลาดมืดแทน เรามีหน้าที่แค่ผลิตสินค้า ส่วนเขาก็รับความเสี่ยงไป แบบนี้เราก็ได้เงินโดยที่ไม่ต้องเสี่ยงเอง”
[จบบท]