บทที่ 311: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มจะคุกรุ่นขึ้นมาทันที เมื่อประเด็นเรื่องงบประมาณถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง แผนกจัดซื้อจัดจ้างกับแผนกพลาธิการนั้น แม้จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ดูคล้ายคลึงกัน แต่เนื้อแท้ของงานกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แผนกหนึ่งเปรียบดังมือซ้ายที่คอยกุมบังเหียนด้านการผลิต จัดหาวัตถุดิบสำคัญเพื่อให้โรงงานเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนอีกแผนกก็เปรียบเสมือนมือขวาที่คอยดูแลทุกข์สุขและสวัสดิภาพของพนักงานทุกคนในโรงงาน
ผู้ที่คุมอำนาจในแผนกจัดซื้อจัดจ้างครานี้คือ หลงเฟิ่งอิง หญิงร่างเล็กสูงราวเมตรครึ่ง รูปร่างผอมบาง แว่นสายตาที่สวมอยู่ไม่ได้ช่วยบดบังรอยย่นลึกกลางหน้าผากที่ขมวดเข้าหากันจนเป็นปกติ ใบหน้าของเธอเรียบเฉย ไม่เคยปรากฏรอยยิ้มให้ใครได้เห็น
สำหรับเธอแล้ว การเลื่อนตำแหน่งของเฉินชิงก็เป็นเพียงเรื่องหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป ไม่ว่าใครจะได้ดีมีหน้ามีตาในโรงงานแห่งนี้ ตราบใดที่มันไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ส่วนตน เธอก็ไม่เคยคิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้เสียเวลา
แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้ เฉินชิงจะก้าวล้ำเส้นของเธอมากจนเกินไป
“โรงงานเครื่องจักรของเราคือหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมหนัก มีหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า”
“แต่แผนงานที่คุณนำเสนอนี่มันอะไรกัน ต้องผลาญเงินไปมากมายมหาศาลขนาดนั้น ความปลอดภัยที่พูดถึงจะเกิดขึ้นจริงได้แค่ไหนก็ยังไม่รู้”
‘แถมยังจะมาดึงงบประมาณจากฝั่งฉันไปอีก ถ้าการผลิตต้องหยุดชะงักลง คุณคิดว่าจะรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นไหวหรือ”
ปกติหลงเฟิ่งอิงมักจะทำตัวเงียบๆ ไม่ต่างอะไรกับอากาศธาตุ แต่วันนี้การที่เธอระเบิดอารมณ์ออกมากลางที่ประชุม ทำให้ทุกคนถึงกับประหลาดใจไปตามๆ กัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเฉินชิง รอคอยว่าเธอจะตอบโต้สถานการณ์นี้อย่างไร
เฉินชิงหันไปหาจ้าวโส่วหยางที่นั่งอยู่ไม่ไกล “ทำไมแผนกพลาธิการจะซื้อของให้คนงานในแผนก ต้องไปขอเงินจากแผนกจัดซื้อจัดจ้างด้วยล่ะคะ”
จ้าวโส่วหยางมีท่าทีอ้ำอึ้งอย่างเห็นได้ชัด เขาหลบสายตา ไม่กล้าสบตากับใครในห้องประชุม
“พูดมาสิคะ” เฉินชิงยังคงคาดคั้นเอาคำตอบ
“คือ...ก่อนหน้านี้สหายหยางซิวจิ่นเห็นว่ากำลังการผลิตของเรายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ เขาเลยอาสาลดค่าใช้จ่ายในส่วนของแผนกพลาธิการลง”
“ทำให้งบประมาณส่วนหนึ่งที่ควรจะเป็นของเรา ถูกโอนย้ายไปให้กับทางแผนกจัดซื้อจัดจ้างครับ”
จ้าวโส่วหยางก้มหน้าตอบเสียงอ่อย หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำด้วยความกังวลว่าเฉินชิงจะพาลมาลงที่เขา
แต่เฉินชิงไม่ได้สนใจจะหาเรื่องเขาเลยสักนิด เธอหันกลับไปเผชิญหน้ากับหลงเฟิ่งอิงโดยตรง
“หัวหน้าหลงคะ ในยามที่โรงงานลำบาก แผนกพลาธิการยอมสละงบประมาณของตัวเองเพื่อให้ความช่วยเหลือ”
“แต่มาวันนี้เมื่อแผนกพลาธิการมีความจำเป็นต้องใช้เงิน การขอเงินส่วนที่ควรจะเป็นของเราคืน มันไม่ใช่การเบียดเบียน แต่มันคือการทวงของที่เป็นของเราคืนมาค่ะ”
“ฉันรู้ดีว่าคุณเป็นคนเถียงเก่ง ฉันไม่อยากจะต่อปากต่อคำด้วยหรอกค่ะ” หลงเฟิ่งอิงขยับแว่นที่สวมอยู่
“เงินก้อนนั้นฉันคืนให้พวกคุณได้ แต่ถ้าหากการผลิตเกิดความล่าช้าขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว จนส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงงาน ฉันจะเชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกับคุณเอง”
“ได้เลยค่ะ แล้วถ้าหากมีคนงานคนไหนต้องมาเสียชีวิตในแผนกเพราะความปลอดภัยไม่เพียงพอ ฉันก็จะเชิญครอบครัวของเขาไปพูดคุยกับคุณที่บ้านเหมือนกัน”
เฉินชิงวางปากกาลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เต็มที่ ท่าทีของเธอดูสบายๆ ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับสถานการณ์ตรงหน้าเลยสักนิด
ดวงตาคู่เล็กแต่แหลมคมของหลงเฟิ่งอิงจ้องเขม็งมาที่เฉินชิง “นี่คุณกำลังข่มขู่ฉันอยู่อย่างนั้นเหรอ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่...เอาคืนนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง”
หัวหน้าหลินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากแทบไม่ทัน เธออยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็ทำได้แค่กลั้นเอาไว้จนตัวสั่น ความรู้สึกอัดอั้นแบบนี้มันช่างทรมานจริงๆ
ผู้จัดการเสิ่นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระแอมไอก่อนจะเอ่ยขึ้น “พวกเราทุกคนต่างก็เป็นสหายที่ดีต่อกัน ทำงานเพื่อความก้าวหน้าของโรงงานเหมือนกัน มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันดีกว่า อย่าให้ต้องมีเรื่องบาดหมางกันเลย”
“ใครทะเลาะกันเหรอคะ พวกเราไม่ได้ทะเลาะกันสักหน่อย” เฉินชิงแสร้งทำเป็นประหลาดใจ ทั้งที่เธอยังไม่ได้เริ่มทำอะไรอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ
หลงเฟิ่งอิงขมวดคิ้วมุ่น “รองหัวหน้าเฉิน ฉันขอถามคุณคำสุดท้าย คุณยืนยันว่าจะต้องเอาเงินก้อนนั้นไปให้ได้ใช่ไหม”
“คุณจะไม่ให้ก็ได้นี่คะ” เฉินชิงยิ้มมุมปาก ท่าทีที่ดูไม่ทุกข์ร้อนของเธอยิ่งทำให้คนมองรู้สึกขัดใจ
คิ้วของหลงเฟิ่งอิงขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปมได้ เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าเฉินชิงเป็นคนฝีปากกล้า
การปะทะกันซึ่งๆ หน้าคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เธอจึงตัดสินใจยุติสงครามประสาทนี้ไว้เพียงเท่านี้ การลอบขัดขาอยู่เบื้องหลังดูจะเป็นทางออกที่ฉลาดกว่า
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมถอย เฉินชิงก็ไม่ได้ตอแยอะไรต่อ เธอหันกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องการปฏิรูปแผนกตามเดิม โดยใช้ทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แผนการทั้งหมดถูกร่างขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
ที่เหลือก็แค่รอให้แต่ละแผนกนำไปปฏิบัติใช้จริงเท่านั้น ซึ่งหูเถี่ยซานเองก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
เฉินชิงสรุปการประชุมอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด “ช่วงบ่ายวันนี้ฉันจะนัดประชุมหัวหน้าแผนกกับทีมบริหารของแต่ละแผนกอีกครั้ง เพื่อหารือในรายละเอียดต่างๆ ให้ชัดเจน”
“เราจะเริ่มใช้แผนปฏิรูปใหม่นี้ภายใน 5 วัน ปีใหม่แล้ว ก็ต้องมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง หวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เลิกประชุมได้ค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงของเฉินชิง บรรดาหัวหน้าแผนกต่างก็ทยอยลุกออกจากห้องประชุม เฉินชิงเองก็พาถูซินตงเดินออกมาด้วยกัน
“รองหัวหน้าคะ ฉันว่าหัวหน้าหลงคนนั้นต้องไม่ยอมรามือแค่นี้แน่ๆ” ถูซินตงกระซิบข้างหูเฉินชิงด้วยความเป็นห่วง
“ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฝ่ายบริหารแผนกของพวกเธอต้องทำงานให้รัดกุม ปฏิบัติตามแผนปฏิรูปอย่างเคร่งครัด อย่าเปิดโอกาสให้เธอหาเรื่องได้เด็ดขาด” เฉินชิงกำชับ
“คุณวางใจได้เลยค่ะ ฉันจะดูแลเรื่องนี้อย่างดีที่สุด” ถูซินตงรับคำอย่างหนักแน่น
“ดีมาก” เฉินชิงยิ้มให้กำลังใจพร้อมกับตบไหล่เธอเบาๆ
“ไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้เธอทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากอยู่แล้ว การปฏิรูปครั้งนี้ก็เป็นแค่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่เท่านั้น ฉันเชื่อมั่นในตัวเธอนะ”
“ฉันจะพยายามให้เต็มที่ค่ะ” คำพูดของเฉินชิงทำให้ถูซินตงมีกำลังใจขึ้นมาอีกมาก การปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญ หากเธอทำสำเร็จ ตำแหน่งหัวหน้าทีมในคณะกรรมการโรงงานที่เธอใฝ่ฝันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
เมื่อกลับมาถึงฝ่ายบริหารแผนก ทั้งสองคนก็ง่วนอยู่กับการเตรียมเอกสารสำหรับการประชุมในช่วงบ่าย ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าที่คาดไว้มาก
เนื่องจากต้องลงรายละเอียดในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่หน้าที่ความรับผิดชอบของหัวหน้าแผนกแต่ละคน ไปจนถึงกระบวนการทำงานใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทีมบริหารแผนก
แน่นอนว่าเมื่อผลประโยชน์ส่วนตนถูกกระทบ เสียงบ่นก็ตามมาเป็นธรรมดา หลายคนเริ่มแสดงความไม่พอใจและอยากจะล้มเลิกแผนการนี้
เฉินชิงเข้าใจดีถึงความรู้สึกของทุกคน “ฉันรู้ว่าช่วงแรกมันอาจจะยากลำบากสักหน่อย แต่ฉันรับรองได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่พวกคุณปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ได้แล้ว ทุกอย่างจะง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก”
“เพราะเรามีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน ไม่ต้องมานั่งเดาใจกันอีกต่อไปว่าแบบไหนถึงจะถูกกฎระเบียบ พองานเข้าที่เข้าทางแล้ว รับรองว่าพวกคุณจะทำงานได้เร็วและสบายขึ้นกว่าเดิมแน่นอน”
“แต่ที่แน่ๆ คือพวกเราต้องโดนด่ายับแน่เลยครับ” หวังเจี่ยฟ่างโพล่งขึ้นมา การเปลี่ยนแปลงกะทันหันย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับคนงานส่วนใหญ่อยู่แล้ว
“ไม่เป็นไร ถ้าพวกเขาจะด่า ก็ให้มาด่าที่ฉันนี่” เฉินชิงตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน สำหรับเธอแล้ว คำนินทาว่าร้ายก็เหมือนเห็บเหาที่เกาะอยู่ตามตัว มีเยอะแค่ไหนก็ไม่รู้สึกคัน
คนอื่นๆ ในทีมมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะพยักเพยิดให้หวังเจี่ยฟ่างลองเกลี้ยกล่อมเฉินชิงดูอีกสักครั้ง แต่หวังเจี่ยฟ่างกลับลังเล เขายังจำวันที่ได้ร่วมร่างแผนปฏิรูปนี้กับเฉินชิงได้ดี
ภาพที่เธอพูดถึงอนาคตของโรงงานด้วยแววตาเป็นประกายยังคงติดตาตรึงใจเขาอยู่ ความรู้สึกฮึกเหิมที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลายสิบปีกลับมาอีกครั้ง เขาไม่สามารถทำลายความตั้งใจที่ดีของเธอลงได้ จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ
เมื่อหวังเจี่ยฟ่างซึ่งเป็นที่นับถือของทุกคนไม่คัดค้าน คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครกล้าปริปากอะไรอีก แผนการปฏิรูปจึงได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ
ทุกคนแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยมีถูซินตงเป็นผู้ให้การอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานใหม่ และมีเฉินชิงคอยให้คำปรึกษาอยู่ไม่ห่าง
“เฉินชิง” เสียงเรียกของหัวหน้าหลิวทำให้เฉินชิงต้องละจากงานตรงหน้า
“มีอะไรเหรอคะ หัวหน้า” เธอเดินออกไปถาม
“เรื่องที่เธอจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค เธอต้องไปเข้าเรียนที่คณะกรรมการปฏิวัตินะ ที่นั่นเขาจัดโรงเรียนภาคค่ำไว้ให้ มีสมาชิกพรรคคอยให้คำแนะนำเป็นการส่วนตัว เธอต้องพัฒนาแนวคิดของตัวเองให้ก้าวหน้า ถึงจะมีคุณสมบัติพร้อม”
“ต้องเรียนทั้งหมดกี่ครั้งเหรอคะ”
“จำนวนครั้งไม่สำคัญเท่ากับว่าพวกเขาต้องเห็นถึงความตั้งใจและแนวคิดทางการเมืองที่ถูกต้องของเธอ ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาส่งสัญญาณว่าเธอผ่านแล้ว เธอก็ไม่ต้องไปอีก”
“เข้าใจแล้วค่ะ งั้นสัปดาห์หน้าถ้ามีเวลาว่าง ฉันจะรีบไปเข้าเรียนเลยค่ะ”
“ดีมากที่เข้าใจ ยังไงตอนเลิกงานก็อย่าลืมแวะไปเอาทังหยวนที่ฉันเตรียมไว้ให้ด้วยล่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
เฉินชิงกลับเข้ามาในห้องทำงานเพื่ออบรมทีมต่อจนกระทั่งเสียงกริ่งเลิกงานดังขึ้น เธอจึงเก็บของและนำทังหยวนที่ได้รับกลับบ้านไป
[จบบท]