บทที่ 314: เหมาเหมาตั้งใจเรียน
พ่อกับแม่พร่ำพูดกรอกหูเขาอยู่ทุกวันว่าเขาเป็นเด็กไม่เอาไหน หัวสมองก็ทึบ ตอนแรกเหมาเหมาก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ แต่พอได้มาเปรียบเทียบกับเฮ่ออวี้เสียงและเสี่ยวอวี้ เขาก็เพิ่งตระหนักว่าตัวเองโง่อย่างที่ท่านว่าไว้จริงๆ
กลับกันเด็กชายไม่ได้รู้สึกอิจฉาเฮ่ออวี้เสียงหรือน้องสาวของเขาเลยแม้แต่น้อย เขากำลังยอมรับความจริงข้อนี้
หัวใจของทาเลียราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจนพรุนไปหมด "ทำไมลูกถึงคิดแบบนั้นหละ"
"ก็เพราะคุณกับพ่อพูดแบบนั้นมาตลอดนี่ครับ" เหมาเหมาเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ของเขา น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นจริงใจไร้การปรุงแต่ง ดวงตาสีฟ้าบริสุทธิ์คู่นั้นยังคงใสกระจ่างอย่างที่สุด
ทาเลียรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในอก "จะเป็นไปได้ยังไง ในสายตาของพ่อกับแม่ ลูกคือเด็กที่ฉลาดที่สุดแล้ว"
"แม่ครับ อย่าหลอกผมเลย" เหมาเหมาส่ายนิ้วชี้ไปมา
ขอบตาของทาเลียเริ่มแดงก่ำ รู้สึกจุกในลำคอราวกับมีก้อนอะไรมาอุดไว้
เมื่อเห็นว่าแม่เงียบไป เหมาเหมาจึงหมุนตัวกลับเข้าห้องไปนั่งทำการบ้าน เขาเขียนไปได้สักพักก็รู้สึกเหนื่อยล้า
ทำไมอักษรแค่ตัวเดียวถึงต้องคัดถึงสองหน้ากระดาษด้วย มันไม่เปลืองกระดาษแย่เหรอ เหมาเหมาไม่เข้าใจเลยจริงๆ เขาจึงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เขียนการบ้านในท่าที่ไม่ถูกระเบียบนักจนเสร็จ
เป็นจังหวะเดียวกับที่เหมาเจี้ยนกั๋วเพิ่งตื่นนอน พอเห็นท่าทางนั่งขีดเขียนของลูกชาย ความโมโหก็พุ่งขึ้นมาทันที "ใครสอนให้ลูกนั่งเขียนหนังสือท่าทางแบบนั้น"
"ผมเขียนเสร็จแล้วครับ" เด็กชายเก็บสมุดการบ้านยัดใส่กระเป๋าทันที
"พ่อเพิ่งเดินเข้ามา ลูกก็บอกว่าเขียนเสร็จแล้ว นี่ลูกตั้งใจเขียนดีหรือเปล่า หรือว่ากำลังโกหกพ่ออยู่" เหมาเจี้ยนกั๋วตวาดเสียงดังอย่างฉุนเฉียว
เขานึกย้อนไปถึงสมัยที่ตัวเองต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อถีบตัวเองจากชนบทขึ้นมา ต้องอดทนเรียนหนังสือทั้งวันทั้งคืน แต่ทำไมลูกชายที่เกิดมาถึงได้ขี้เกียจแบบนี้
"ผมไม่ได้โกหก" เหมาเหมาเถียงกลับทั้งที่คางยังสั่นด้วยความน้อยใจ
"ถ้างั้นก็เอาสมุดการบ้านออกมาให้พ่อดูเดี๋ยวนี้"
เหมาเจี้ยนกั๋วคว้าสมุดมาตรวจดูก็พบว่าลูกชายเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วจริงๆ เหมาเหมาทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ ก่อนจะเดินหนีไปอาบน้ำ
เหมาเจี้ยนกั๋วไม่ได้ว่าอะไรต่อ เขาหันไปมองภรรยาที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงในห้องนั่งเล่นราวกับรูปปั้น จนเขารู้สึกตกใจ "ที่รัก ทำไมคุณมานั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่ที่ห้องนั่งเล่นแบบนี้"
ทาเลียเงียบไปนานหลายอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา "เหมาเจี้ยนกั๋ว คุณไปหาผู้หญิงคนอื่น แล้วมีลูกกับเธออีกสักคนเถอะ"
ย้อนกลับไปก่อนที่ร่างกายของเธอจะสูญเสียอิสรภาพ ทาเลียไม่เคยเข้มงวดกับเหมาเหมาถึงขนาดนี้
ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของเธอคือการได้เห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุข แต่ดูเหมือนว่าความต้องการของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ เธอเริ่มคาดหวังให้เหมาเหมาเป็นได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าทั้งเฮ่ออวี้เสียงและเสี่ยวอวี้ต่างก็ฉลาดหลักแหลม แม้ปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ลึกๆ ในใจ เธอก็อยากให้เหมาเหมาพยายามทำผลการเรียนให้ได้ทัดเทียมกับเด็กทั้งสองคน
แต่สิ่งที่เธอไม่ต้องการเห็นที่สุด คือการที่ลูกชายต้องมารู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าแบบนี้ พื้นฐานนิสัยของเขาคือเด็กที่ร่าเริงและสดใส เมื่อต้องเลือกระหว่างผลการเรียนที่ได้คะแนนเต็มกับความสุขของลูก ทาเลียถามใจตัวเองแล้ว เธอยังคงปรารถนาให้ลูกมีความสุขมากกว่าอยู่ดี
คำพูดนั้นทำให้เหมาเจี้ยนกั๋วเหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ "คุณพูดเรื่องอะไรของคุณ หรือว่ามีใครแอบมาตีท้ายครัวผมตอนที่ผมกำลังยุ่งอยู่กับงาน”
“ผมขอบอกคุณไว้เลยนะทาเลีย ชาตินี้ผมไม่มีวันหย่ากับคุณเด็ดขาด"
"แนวทางการเลี้ยงลูกของเรามันต่างกัน ต่อจากนี้ไป ฉันไม่อยากบังคับให้ลูกต้องเรียนหนักอีกแล้ว ขอแค่เขาโตไปเป็นคนดี ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ฉันก็พอใจมากแล้ว"
"ผมก็แค่ดุเขาไปไม่กี่คำ ไม่ได้ลงไม้ลงมือสักหน่อย คุณถึงกับต้องมาขอหย่ากับผมเลยเหรอ ถ้าต่อไปเขาทำเรื่องที่มันเลวร้ายกว่านี้ คุณก็คงจะเข้าข้างเขาไม่ลืมหูลืมตา เด็กจะถูกคุณตามใจจนเสียคนหมด"
"ฉันถึงได้บอกให้คุณไปมีลูกอีกคนยังไงล่ะ คุณจะได้ไปเคี่ยวเข็ญลูกคนอื่นแทน อย่ามาทรมานเหมาเหมาเลย"
"นี่เฉินชิงไปเป่าหูอะไรคุณมาอีก เธอพูดอะไรคุณก็เชื่อไปซะหมด เขาเลี้ยงแค่หลานชายหลานสาว แค่เลี้ยงดูให้เติบโตอย่างดี”
“คนนอกก็มองว่าเธอเป็นน้าที่ดีแล้ว เธอไม่ต้องมารับผิดชอบอนาคตของเด็กพวกนั้นด้วยซ้ำ แต่เรามีลูกแค่คนเดียว สถานการณ์มันเทียบกันได้ที่ไหน"
เหมาเจี้ยนกั๋วบ่นอย่างหัวเสีย นานทีปีหนจะได้หยุดพักผ่อนกับเขาสักวัน แต่พอกลับมาบ้านก็ต้องมาเจอแต่เรื่องปวดหัวไม่หยุด
ทาเลียหมดความอดทน เธอคว้าแก้วน้ำเคลือบที่วางอยู่ใกล้ๆ ขว้างใส่ร่างของสามี
"คุณพอได้แล้ว"
เหมาเจี้ยนกั๋วเบี่ยงตัวหลบแต่ก็ยังโดนเข้าที่ไหล่จนรู้สึกเจ็บ "คุณเป็นอะไรของคุณอีก ช่วงนี้ผมงานยุ่งจะตายอยู่แล้ว ไม่มีเวลามานั่งทะเลาะกับคุณหรอกนะ"
เหมาเหมายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้อง เขาเม้มปากแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่น้ำตาก็ยังไหลออกมาไม่ขาดสาย เขาตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้เขาจะตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อที่พ่อกับแม่จะได้เลิกทะเลาะกันเสียที
เด็กชายยืนรออยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน จนกระทั่งเสียงโต้เถียงข้างนอกเงียบลง เขาจึงค่อยๆ กลับเข้าห้องของตัวเองไปเงียบๆ ปิดประตูขังตัวเองไว้ข้างใน เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงอยู่นาน กว่าจะข่มตาให้หลับลงได้
พอถึงเวลาไปโรงเรียน เหมาเหมาก็ตรงไปหาเฮ่ออวี้เสียงทันที เขาเอ่ยปากขอร้องเพื่อนอย่างจริงจัง "ฉันอยากสอบได้ 100 คะแนนเต็มเหมือนพวกนาย"
เฮ่ออวี้เสียงมองเพื่อน "ได้สิ"
เขารับปาก และเริ่มติวหนังสือให้เหมาเหมาหลังเลิกเรียน
จริงๆ แล้วเหมาเหมาไม่ใช่เด็กโง่ เขาแค่เกลียดการเรียนหนังสือเข้าไส้ แต่เมื่อเขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะตั้งใจเรียน
เขาก็ไม่เคยปริปากบ่นว่าเหนื่อยหรือลำบากเลย แม้แต่ตอนที่เสี่ยวอวี้มาชวนเขาเล่นหลังเลิกเรียนเหมือนเคย เขาก็ปฏิเสธที่จะไปเล่นด้วย
เสี่ยวอวี้รู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่เมื่อพี่ชายบอกว่าเหมาเหมาต้องทบทวนบทเรียน เธอก็เข้าใจและไม่รบกวนเขาอีก หันไปชวนเสี่ยวเหอออกไปเล่นแทน
ช่วงนี้หงหงเองก็ขาดเรียนบ่อย ทำให้เสี่ยวอวี้ขาดเพื่อนเล่นไปพร้อมกันถึงสองคน แต่ถึงแม้จะขาดเพื่อนสนิทไปสองคน เสี่ยวอวี้ก็ไม่ได้เศร้าเสียใจนานนัก เพราะเธอยังมีเพื่อนคนอื่นๆ อีกมากมาย
ระหว่างที่กำลังท่องหนังสือ เหมาเหมาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเสี่ยวอวี้กำลังกระโดดยางเล่นอย่างสนุกสนาน
ในแววตาของเขาฉายแววอิจฉาอย่างปิดไม่มิด แต่เขารู้ดีว่าถ้าเขายังไม่ตั้งใจเรียน พ่อกับแม่ก็จะต้องหย่ากัน เขาไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องแยกทางกันจริงๆ เหมาเหมาจึงก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือต่อไป
ท่าทีการเรียนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันของเขา ทำให้คุณครูหลินรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ถึงกับเอ่ยชื่อชมเชยเขาหน้าชั้นเรียนอยู่หลายครั้ง
"นักเรียนทุกคนเห็นกันหรือยัง ว่าเหมาเหมามีทัศนคติในการเรียนที่กระตือรือร้นแค่ไหน ต่อไปพวกเธอทุกคนต้องเอาอย่างเหมาเหมาให้มากๆ เข้าใจไหม"
"ทราบครับ/ค่ะ"
เสียงตอบรับดังขึ้นมาเบาบางจากนักเรียนในห้อง เหมาเหมาทำเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างไม่ใส่ใจ
เฮ่ออวี้เสียงมองท่าทางแบบนั้นของเพื่อนแล้วรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ แต่เมื่อเหมาเหมาตั้งใจอยากให้ผลการเรียนดีขึ้น เขาก็ไม่คิดจะขัดขวาง ตรงกันข้าม เขากลับตั้งใจช่วยสอนการบ้านเพื่อนอย่างเต็มกำลัง
เหมาเหมาตั้งอกตั้งใจเรียนทั้งที่โรงเรียน พอกลับมาถึงบ้าน เขาก็ยังคงมุมานะอ่านหนังสือต่อ ภาพที่เห็นทำให้เหมาเจี้ยนกั๋วรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง
"ต้องแบบนี้สิ มันถึงจะสมกับเป็นลูกชายของเหมาเจี้ยนกั๋ว"
ทาเลียกลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอจึงเอ่ยปากให้เหมาเหมาไปเล่นที่บ้านของเฉินชิง
แต่เหมาเหมากลับปฏิเสธ "ไม่เป็นไรครับ"
เขาไม่อยากไป เพราะการไปอยู่ที่บ้านลานหลังนั้นมันทำให้เขามีความสุขง่ายเกินไป เขาไม่อยากให้การเรียนต้องเสีย อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พ่อของเขาไม่ชอบน้า ทุกครั้งที่เขาเกียจคร้านเรื่องเรียน พ่อก็จะโทษว่าเป็นความผิดของน้าเสมอ
น้าดีกับเขามากขนาดนี้ แถมยังเป็นคนช่วยชีวิตแม่ของเขาไว้ เขาไม่อยากให้น้าต้องมาถูกตำหนิเพราะเรื่องของเขาอีก
ขณะเดียวกัน เฉินชิงที่อยู่บ้านพักก็กำลังนึกถึงเหมาเหมาอยู่พอดี "นี่ทำไมเหมาเหมาถึงไม่มาเล่นที่บ้านเรานานขนาดนี้แล้วล่ะ"
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ตอบกลับมา "เขาไม่มาอีกแล้วล่ะครับ"
เฉินชิงขมวดคิ้วมุ่น "เธอพูดจาเหลวไหลอะไรของเธอ"
"พ่อกับแม่ของเหมาเหมากำลังกวดขันเรื่องเรียนเขาอย่างหนักเลยครับ" เฮ่ออวี้เสียงอธิบาย
เฉินชิงถึงกับพูดอะไรไม่ออก เรื่องการเคี่ยวเข็ญลูกให้เรียนเก่งๆ มันมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ เธอนึกถึงตอนที่ยังทำงานอยู่ที่เมืองไห่ซื่อ พวกเพื่อนร่วมงานต่างพากันส่งลูกไปเรียนพิเศษและเรียนกิจกรรมเสริมกันอย่างบ้าคลั่ง
ตอนนั้นเธอเคยเห็นเด็กอายุแค่ 5 ขวบพูดภาษาอังกฤษได้ไฟแลบ ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือความอิจฉา
ถ้าหากการเคี่ยวเข็ญนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและเป็นไปอย่างมีหลักการ มันก็ย่อมส่งผลดีต่ออนาคตของเด็ก แต่กรณีของเหมาเจี้ยนกั๋วที่ทำกับเหมาเหมา มันดูเหมือนจะเป็นการเลี้ยงดูแบบกดขี่มากกว่า
เฉินชิงถอนหายใจออกมา "เด็กสมัยนี้ก็ลำบากกันจังนะ"
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้าเห็นด้วย "จริงครับน้า เพราะฉะนั้นมื้อเที่ยงนี้น้ากินโจ๊กมันเทศไปก่อนก็แล้วกัน อย่าทรมานเด็กเลย"
เฉินชิงทำท่าจะแย้ง "ทำไมต้องเป็นโจ๊กมันเทศอีกแล้วล่ะ"
"ก็เพราะผมอยากหาเงิน ไม่มีเวลาว่างมาทำกับข้าวหรอกครับ"
"จ้า เอางั้นก็ได้" เฉินชิงยอมจำนน มีอะไรให้กินก็ยังดีกว่าไม่มี เฉินชิงเลยตักพริกสับดองมาคลุกเคล้ากับโจ๊กมันเทศร้อนๆ รสชาติทั้งร้อนทั้งเผ็ดซี้ดซ้าดไปทั้งปาก
[จบบท]