บทที่ 321: เฮ่ออวี้เสียงผู้หวาดกลัว
อ่ายตงกวาไม่คิดจะใยดีลูกชายที่นอนกองอยู่เลย เขาแค่ทิ้งเด็กชายไว้บนพื้นตรงนั้น แล้วรีบวิ่งแจ้นกลับเข้าไปในบ้านเพื่อดูภรรยาตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือต้องไปฟังว่าหมอตำแยจะว่ายังไงบ้าง เผื่อจะได้ความหวังสำหรับลูกคนต่อไป
พวกเพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่เห็นสภาพของอ่ายเจี่ยวหู่ที่โดนตีมาอย่างหนักหนาสาหัส แม้ว่าปกติทุกคนจะเอือมระอากับเด็กคนนี้ที่สร้างเรื่องวุ่นวายไม่เว้นวัน แต่พอเห็นสภาพนี้ก็อดสงสารไม่ได้ เริ่มจับกลุ่มคุยกันว่าจะไปหายาอะไรมาทาให้พอประทัง
เฉินชิงขมวดคิ้วแน่น "โดนขนาดนี้แล้ว คงต้องพาไปโรงพยาบาลนะคะ"
พอคำว่า "โรงพยาบาล" หลุดออกมา วงสนทนาเมื่อครู่ก็เงียบกริบไปทันตา ผู้คนเริ่มสลายตัว พูดกันตามจริง เด็กนี่ก็สมควรโดนตีอยู่เหมือนกัน โตจนป่านนี้แล้วยังกล้าผลักแม่ตัวเองที่กำลังตั้งท้อง เรื่องแบบนี้มันก็พวกไม่เต็มเต็งชัดๆ!
เฮ่ออวี้ถิงกระตุกแขนเสื้อของเฉินชิงเบาๆ "คุณน้าคะ เราพาเขาไปหาหมอสักหน่อยเถอะค่ะ"
"ได้เลยจ้ะ" เฉินชิงถอนหายใจเบาๆ รู้สึกจนปัญญาเหมือนกัน
เฮ่ออวี้เสียงเดินเข้าไปมองสภาพอ่ายเจี่ยวหู่ที่นอนหายใจรวยริน "นายไปก่อเรื่องอะไรมาอีก"
"ฉันเปล่านะ..." อ่ายเจี่ยวหู่ตอบเสียงสั่นเครือ เขาอาจจะดูซื่อบื้อไปบ้าง แต่เรื่องที่พ่อแม่บอกว่าในท้องนั่นคือน้องสาว เขาจำได้ดี เขาอยากมีน้องสาวใจจะขาด แล้วเขาจะไปผลักแม่ตัวเองทำไมกัน
"หัวหน้าห้อง...ฉันเจ็บจะแย่แล้ว ช่วยฉันที"
เฮ่ออวี้เสียงสีหน้ายังคงเคร่งขรึม เขาหันไปทางน้าสาว "น้าขี่จักรยานพาเขาไปโรงพยาบาลเถอะครับ เดี๋ยวผมกับน้องจะวิ่งตามไปเอง"
"โอเค วิ่งตามมาดีๆ ล่ะ อย่าวิ่งเร็วนัก" เฉินชิงเห็นปริมาณเลือดของอ่ายเจี่ยวหู่แล้วก็ใจคอไม่ดีเหมือนกัน กลัวว่าเด็กคนนี้จะเป็นอะไรหนักไปเสียก่อน เธอรีบคว้าเงินติดตัว แล้วจัดการอุ้มอ่ายเจี่ยวหู่ขึ้นจักรยานรีบปั่นไปยังโรงพยาบาล
พอมาถึงโรงพยาบาล คุณหมอที่เข้าเวรเห็นสภาพเด็กที่ถูกตีมาก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี "เด็กทำผิด ตีสั่งสอนสักทีสองทีก็พอแล้ว นี่มัน..."
"ฉันเป็นแค่เพื่อนบ้านเขาค่ะ" เฉินชิงรีบอธิบายสถานะ
อ่ายเจี่ยวหู่ที่ใบหน้าซีดเผือดพยักหน้าสนับสนุน "เขา... เขาเป็นผู้ปกครองของหัวหน้าห้องผมครับ"
คุณหมอชะงักไปเล็กน้อย ก็คงจริงอย่างว่า พ่อแม่ที่ไหนตีลูกได้ปางตายขนาดนี้ ก็คงไม่เสียเวลาพามาโรงพยาบาลเองหรอก
หมอจึงเริ่มลงมือทำแผล ห้ามเลือด และพันผ้าก๊อซ จังหวะนั้นเอง เฮ่ออวี้ถิงกับเฮ่ออวี้เสียงก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมาถึงพอดี
อ่ายเจี่ยวหู่ร้องลั่นเหมือนหมูโดนเชือด "โอ๊ย! ผมเจ็บ... หมอครับเบาๆมือหน่อยได้มั้ยครับ..."
เฉินชิงอยากจะบอกให้เฮ่ออวี้ถิงหลับตาหรือไม่ต้องมองภาพนั้น เพราะขนาดเธอเองยังรู้สึกว่าแผลมันน่าสยดสยองเกินไป ส่วนเฮ่ออวี้เสียง แค่ชำเลืองมองแวบเดียวก็รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมา
แต่เฮ่ออวี้ถิงกลับทำในสิ่งที่เฉินชิงคาดไม่ถึง เด็กหญิงเดินเข้าไปใช้มือเล็กๆ ของเธอช่วยคุณหมอกดตัวอ่ายเจี่ยวหู่ไว้แน่นเพื่อให้หมอทำงานได้สะดวกขึ้น
"นายนิ่งๆ สิ อย่าดิ้น หมอบอกแล้วว่ากระดูกไม่เป็นอะไร ไม่ตายหรอกน่า อย่าโวยวาย"
อ่ายเจี่ยวหู่เจ็บจนชาไปทั้งท้ายทอย "แต่ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะตายจริงๆ นะ"
"หมอก็อยู่ตรงนี้ทั้งคน ไม่ตายง่ายๆ หรอก" เฮ่ออวี้ถิงตบไหล่เพื่อนเบาๆ ทำท่าทางสุขุมเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ
ถึงตัวจะเล็ก แต่เธอกลับมีแรงเยอะเกินคาด สามารถช่วยหมอกดตัวอ่ายเจี่ยวหู่ไว้ได้นิ่งสนิท
แผ่นหลังของอ่ายเจี่ยวหู่ตอนนี้ปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกเหล็กเผาไฟมานาบลงบนผิวหนัง ความเจ็บปวดทำให้เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ไหลลงมาจนแสบตาไปหมด
แต่น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุด เขาไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ เพราะแค่ขยับแขนเพียงนิดเดียว ความเจ็บปวดจากบาดแผลก็จะแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง
เฮ่ออวี้ถิงเหลือบไปเห็นม้วนผ้าก๊อซสะอาด จึงหยิบมันยัดใส่มืออ่ายเจี่ยวหู่ "กัดผ้าไว้นะ ปากจะได้ไม่แตกเพราะกัดฟัน"
เฉินชิงมองหลานสาวตาโต เด็กน้อยไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนกัน
แม้แต่คุณหมอยังอดแปลกใจในความช่างสังเกตของเด็กหญิงคนนี้ไม่ได้ "ดีมากหนู"
เฮ่ออวี้ถิงเพียงแค่เม้มริมฝีปากนิดๆ สายตาเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของอ่ายเจี่ยวหู่
เธอเห็นชัดว่าผิวหนังบริเวณนั้นมันแตกยับเยิน มีเลือดซึมออกมาตลอดเวลา รอบๆ รอยแตกคือรอยช้ำสีม่วงเข้มเป็นวงกว้าง แผลที่ดูแย่ที่สุดอยู่ตรงกลางหลัง มันเป็นรอยเปิดที่เห็นเนื้อด้านใน
ภาพนั้นทำให้เฉินชิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ขนแขนพากันลุกชันขึ้นมาอีกรอบ
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงทนดูต่อไม่ไหว เขาเผ่นพรวดออกไปอาเจียนอยู่ด้านนอก มันน่ากลัวเกินไปสำหรับเขา เขาทนรับภาพแบบนั้นไม่ไหวจริงๆ
เสื้อผ้าของอ่ายเจี่ยวหู่แห้งกรังติดหนึบไปกับบาดแผล ทุกครั้งที่หมอพยายามดึงมันออก อ่ายเจี่ยวหู่ก็จะสูดลมหายใจลึก น้ำตาพรั่งพรูออกมาอีกระลอก "ฮือออ..." ร่างกายของเขาบิดเกร็งและดิ้นรนอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณของความเจ็บปวด
เฉินชิงจึงต้องเข้าไปช่วยหลานสาวกดตัวเด็กชายไว้อีกแรง
เมื่อคุณหมอเห็นสองน้าหลานช่วยกันจับคนไข้อย่างแข็งขัน เขาก็สามารถลงมือจัดการกับบาดแผลได้อย่างเต็มที่
เส้นเลือดที่ลำคอของอ่ายเจี่ยวหู่ปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว และในที่สุด เขาก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว สลบไป
แต่ขั้นตอนทั้งหมดนั่นเป็นเพียงการถอดเสื้อที่ติดแผลออกเท่านั้น คุณหมอยังต้องลงมือเย็บแผลที่ฉีกขาดอีกหลายจุด
เฉินชิงและหลานๆ ต้องวุ่นวายอยู่ที่โรงพยาบาลนานกว่าสองชั่วโมง
อ่ายเจี่ยวหู่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขากวาดตามองไปรอบๆ แต่กลับไม่เห็นวี่แววของพ่อกับแม่เลย น้ำตาเม็ดโตเริ่มคลออยู่ที่ขอบตา... ตอนแรกเขาดีใจมากที่จะได้น้องสาว แต่ตอนนี้ เขาไม่อยากได้อีกต่อไปแล้ว
อ่ายเจี่ยวหู่หันไปเห็นเฮ่ออวี้เสียงยืนหน้าซีดๆ อยู่ไม่ไกล "นายเป็นอะไรหรือเปล่า"
"แค่... หิวน้ำน่ะ ฉันขอออกไปดื่มน้ำก่อน" เฮ่ออวี้เสียงตอบเสียงแข็งๆ แล้วรีบเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง
นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในโรงพยาบาล นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาออกไปอาเจียน
พอเฉินชิงรู้เรื่องนี้ก็รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ตามเนื้อหาในนิยายที่เธอเคยอ่าน เฮ่ออวี้เสียงคนนั้นถูกเลี้ยงดูมาแบบลูกหมาป่าตัวจริง เขาต่อยตีกับคนอื่นแบบไม่กลัวตาย
พอโตขึ้นก็เข้าไปพัวพันกับธุรกิจสายมืด มีเรื่องฆ่าฟันนองเลือดไม่หยุดหย่อน แต่เฮ่ออวี้เสียงที่อยู่ตรงหน้าเธอนี่น่ะเหรอ กลับคลื่นไส้จนอาเจียนแค่เพราะเห็นภาพบาดแผลสยดสยอง
เฉินชิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารเด็กชายคนนี้จับใจ ในโลกที่ไม่มีน้องสาวคอยอยู่เคียงข้าง การที่เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดและรอวันแก้แค้นเพียงลำพัง มันคงเป็นเส้นทางที่ยากลำบากเกินจินตนาการ
อ่ายเจี่ยวหู่ก้มลงมองร่างกายตัวเองที่ตอนนี้มีผ้าก๊อซพันอยู่เต็มไปหมด แค่ขยับตัวนิดเดียวก็เจ็บแปลบไปทั้งร่าง เขาหันไปถามเฮ่ออวี้ถิงด้วยความหวาดหวั่น "ทำไมฉันขยับตัวนิดเดียวก็เจ็บไปหมดเลย"
"ก็นายกำลังบาดเจ็บอยู่นี่นา"
"แล้วถ้าขยับตัวก็เจ็บ ฉันจะทำยังไงดีล่ะ"
"ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า หมอเขาทายาให้หมดแล้ว รับรองว่าไม่ตายหรอก!" เฮ่ออวี้ถิงปีนขึ้นไปนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงปลายเตียง ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่เปี๊ยบ
เฉินชิงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าครอบครัวสี่คนของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอ เฮ่อหย่วน หรือเด็กทั้งสองคน ต่างก็มีจุดร่วมอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน
นั่นคือมักจะติดปากพูดว่า ‘แค่ไม่ตายก็พอแล้ว’ มันราวกับว่าสำหรับพวกเขาแล้ว นอกจากเรื่องความเป็นความตาย เรื่องอื่นๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งสิ้น
เมื่อลองนับดูดีๆ ตัวเธอเองก็ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง (ถึงจะได้เกิดใหม่ก็เถอะ) เฮ่ออวี้ถิงในโลกของนิยายก็ไม่มีชีวิตรอด เฮ่ออวี้เสียงในนิยายก็อายุสั้น
ส่วนเฮ่อหย่วน... คนที่ต้องแบกรับสถานะอันหนักอึ้งแบบนั้น เขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายทางจิตวิญญาณมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แถมยังต้องเป็นคนส่งพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดไปสู่ความตายด้วยมือของตัวเอง
พอคิดมาถึงจุดนี้ การที่เธอมัวแต่วิตกกังวลยึดติดอยู่กับเรื่องเงินเดือน 99 หยวนของตัวเอง มันช่างเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
เฉินชิงตบมือตัวเองเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวไปหอมแก้มหลานสาวฟอดใหญ่ "เสี่ยวอวี้ น้ารักหนูที่สุดเลย"
เฮ่ออวี้ถิงเบิกตากว้างด้วยความดีใจจนเนื้อตัวบิดไปมาอย่างเขินอาย สองมือเล็กๆ รีบยกขึ้นมาประคองแก้มตัวเอง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างที่สุด
"หนูก็รักคุณน้าที่สุดในโลกเลยค่ะ"
อ่ายเจี่ยวหู่ได้แต่นอนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอิจฉาตาร้อน ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนที่มีทั้งพ่อและแม่ครบถ้วน แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพช สู้เด็กที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่แบบเฮ่ออวี้ถิงไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
เวลาล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่ม เฉินชิงต้องอุ้มเฮ่ออวี้ถิงที่หลับไปแล้วโยกตัวกล่อมเบาๆ อ่ายตงกวาถึงเพิ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงโรงพยาบาล พอเขาเห็นสภาพลูกชายที่นอนซมอยู่บนเตียง ก็มีทั้งอารมณ์โกรธและรู้สึกผิดปนเปกันไป
"นี่... ผมต้องจ่ายไปเท่าไหร่"
เฉินชิงตอบกลับไปเสียงค่อย "เจ็ดหยวนกับอีกห้าเหมาค่ะ"
"อะไรนะ! แพงขนาดนี้เลยเหรอ!"
อ่ายตงกวาควักเงินออกมาส่งให้เฉินชิงด้วยสีหน้าเจ็บปวดราวกับโดนเชือด แต่เฮ่ออวี้เสียงเป็นคนยื่นมือออกไปรับเงินนั้นมาแทน
เฉินชิงตัดสินใจพูดขึ้น "ฉันลองถามลูกชายคุณดูหลายครั้งแล้วนะคะ เขาดูไม่เหมือนคนที่กำลังโกหกเลย บางทีมันอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันก็ได้ ข้อหาพยายามฆ่าน้องตัวเองนี่มันร้ายแรงเกินไป คุณกลับไปใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ ทบทวนดูอีกทีดีกว่า"
"แต่ผมเห็นกับตาตัวเองชัดๆ เลยนะ!"
"บางครั้งสิ่งที่เห็นกับตาก็อาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด มันมีคำที่เรียกว่า ‘การฉวยโอกาสตามน้ำ’ อยู่นะคะ"
เฉินชิงเตือนสติได้เพียงเท่านี้ พรุ่งนี้เธอเองก็ต้องไปทำงาน ส่วนเด็กๆ ก็ต้องไปโรงเรียน พวกเขาจึงไม่สามารถอยู่เฝ้าต่อได้
เฮ่ออวี้เสียงรับหน้าที่เข็นจักรยานอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย ส่วนเฉินชิงก็อุ้มเฮ่ออวี้ถิงที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน
ทั้งสามชีวิตค่อยๆ เดินกลับบ้านพักไปด้วยกันช้าๆ ภายใต้แสงไฟสลัวบนถนนยามค่ำคืน
เฉินชิงหันไปถามหลานชาย "ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง"
"ครับ" เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับคำ ใบหน้าของเขาแดงก่ำขึ้นมาด้วยความรู้สึกอับอาย
เฉินชิงเห็นว่าหลานชายเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก เธอก็เลยไม่ซักไซ้ต่อ "ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วล่ะ"
เด็กชายยังคงก้มหน้าก้มตาเข็นจักรยานต่อไป ล้อรถที่บดไปบนก้อนกรวดเล็กๆ บนพื้นส่งเสียงดังกรอบแกรบเบาๆ ในความเงียบ
[จบบท]