บทที่ 322: เฉินชิงกล่อม
เฮ่ออวี้เสียงเข็นจักรยานกลับมาจอดเก็บที่บ้านเรียบร้อย ส่วนเฉินชิงก็อุ้มเฮ่ออวี้ถิงกลับเข้าห้องนอน เธอช่วยหลานสาวถอดรองเท้ากับถุงเท้าออก ก่อนจะค่อยๆ วางร่างเล็กๆ ลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา
ภาพของเด็กน้อยที่นอนตะแคง แก้มยุ้ยๆ ถูกหมอนกดทับจนนุ่มนิ่มดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ทำเอาเฉินชิงรู้สึกใจอ่อนยวบขึ้นมา
เธอยกมือขึ้นช่วยปัดผมที่ปรกหน้าผากให้หลานสาวเบาๆ แล้วจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ ก่อนจะย่องเท้าออกจากห้องไปเงียบๆ
ค่ำคืนที่แสนจะวุ่นวายผ่านพ้นไป พอถึงตอนเช้า หน้าบ้านก็มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกัน ลุงใหญ่ซึ่งเป็นคนมาถึงก่อน เอ่ยปากถามไถ่อาการของอ่ายเจี่ยวหู่ด้วยความเป็นห่วง
"เมื่อวานเด็กคนนั้นโดนตีซะจนเขาเห็นแล้วยังเจ็บแทน"
เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับไปสั้นๆ แต่ได้ใจความ "ครึ่งเป็นครึ่งตายครับ"
พวกคนแก่ที่ได้ฟังต่างก็ส่ายหัวพากันถอนหายใจไปตามๆ กัน บ้างก็บ่นด่าอ่ายตงกว่าว่าทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง หุนหันพลันแล่นเกินไป
ส่วนเฮ่ออวี้ถิงนั้นเล่าได้ออกรสออกชาติที่สุด ทั้งใช้มือใช้ไม้ประกอบท่าทาง แถมยังทำสีหน้าจริงจัง เล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ทำเอาคนที่มุงฟังรู้สึกใจคอไม่ดีตามไปด้วย คนเฒ่าคนแก่ที่อารมณ์อ่อนไหวหน่อยถึงกับน้ำตาซึม
เด็กน้อยสรุปปิดท้ายอย่างภูมิใจ "ทั้งหมดนี่ต้องขอบคุณน้าของหนูเลยนะคะ คุณน้าของหนูเป็นคนพาอ่ายเจี่ยวหู่ไปโรงพยาบาลเองกับมือเลย"
ลุงใหญ่พยักหน้ารับคำ "ใช่ๆ ต้องขอบคุณน้าของหนูจริงๆ นั่นแหละ"
แต่แล้วแม่เฒ่าฉินกลับเบะปากพูดแทรกขึ้นมา "ก็เขามีเงินนี่ ไม่เห็นแปลก ให้ผู้ชายยังกล้าใช้ตั้ง 150 หยวน อยู่ซอยเดียวกันแท้ๆ แค่ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ก่อนจะเป็นอะไรไป"
เฮ่ออวี้ถิงได้ยินแบบนั้นก็โกรธจนแก้มป่อง "หนูจะไปฟ้องคุณน้า ว่าคุณย่ากำลังว่าคุณน้า!"
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าไม่ดีรีบเปลี่ยนสีหน้าทันควัน "โอ๊ย ฮ่าๆ ย่าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละ"
"เชอะ" เฮ่ออวี้ถิงเชิดคางใส่ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านไป แม่เฒ่าฉินคนนี้นิสัยไม่ดีจริงๆ ทีหลังเธอจะไม่เล่านิทานให้ฟังอีกแล้ว เฮ่ออวี้ถิงหมายมั่นไว้ในใจ ก่อนจะเดินไปรดน้ำผักในแปลงผักส่วนตัว แล้วเลยไปให้อาหารลูกเจี๊ยบต่อ
"พวกแกต้องรีบโตไวๆ นะ เราจะได้ประหยัดเงินค่าไข่ไก่" เด็กหญิงบ่นพึมพำอยู่คนเดียวกับลูกเจี๊ยบสองตัวที่ดูจะโตขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
พอเฮ่ออวี้เสียงทำอาหารเช้าเสร็จ เขาก็เรียกน้องสาว "ไปเรียกน้าของน้องให้ตื่นได้แล้ว"
เฮ่ออวี้ถิงแอบพึมพำเสียงเบา "ก็คุณน้าของพี่เหมือนกันนั่นแหละ"
เธอค่อยๆ ผลักประตูห้องน้าเข้าไป แล้วทิ้งตัวท่อนบนฟุบลงบนเตียง ก่อนจะตะโกนเรียก "คุณน้าคะ วันนี้พี่ทำไข่ตุ๋นเส้นหมี่ รีบตื่นมาทานเร็วคุณน้า"
"จ้ะ" เฉินชิงตอบรับทั้งที่ยังหลับตา เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง แล้วสวมรองเท้าอย่างงัวเงียเต็มที
ระหว่างที่เธอล้างหน้าแปรงฟัน เฮ่ออวี้ถิงก็จัดการล้างชาม พอเธอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เส้นหมี่ร้อนๆ ก็ถูกยกมาวางรอไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่เฉินชิงกำลังกินเส้นหมี่ หนังตาของเธอก็หนักอึ้งแทบจะปิดลงตลอดเวลา เธอขยับเข้าไปมองหน้าเฮ่ออวี้เสียงใกล้ๆ แล้วเอ่ยถาม "เธอไม่ง่วงเหรอ? นี่พวกเรานอนกันไปแค่หกชั่วโมงกว่าเองนะ"
"ไม่ครับ" เฮ่ออวี้เสียงตอบ เขาก็สงสัยอยู่เหมือนกัน
"ทำไมน้าถึงง่วงได้ทุกวันเลยล่ะครับ?" เขาตื่นตีห้ากว่าหรือไม่ก็หกโมงเช้าทุกวัน แต่น้ากลับตื่นตั้งเจ็ดโมงกว่า ทำไมถึงยังง่วงขนาดนี้ได้อีก?
เฉินชิงถลึงตาใส่เขา "ก็เพราะน้าเป็นคนปกติน่ะสิ"
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่เงียบไป ดูท่าทาง่วงแค่ไหนก็หยุดเธอไม่ให้แขวะคนไม่ได้จริงๆ
เฉินชิงจัดการกินเส้นหมี่อย่างโมโหหิวจนเกลี้ยงชาม ก่อนจะไปโรงงานเครื่องจักร เธอก็แวะใช้น้ำเย็นล้างหน้าซ้ำอีกรอบเพื่อเรียกสติ พอลืมตาตื่นได้เต็มที่ เฉินชิงก็เดินเอื่อยๆ มุ่งหน้าไปยังคณะกรรมการโรงงาน
เธอนั่งเหม่ออยู่ที่โต๊ะทำงานนานถึงสองชั่วโมง พอรู้สึกว่าเก็บพลังงานสำรองไว้เต็มที่แล้ว ก็เริ่มลงมือเขียนแผนงานที่ร่างค้างไว้
หลังจากร่างแผนงานเสร็จเรียบร้อย ช่วงบ่ายเฉินชิงก็ตรงไปหาเหมาเจี้ยนกั๋วทันที
เหมาเจี้ยนกั๋วถึงกับตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นเธอ "คุณ... คุณมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่า?"
"มีเรื่องจะคุยด้วยค่ะ" เฉินชิงยื่นแผนงานที่เธอเพิ่งร่างเสร็จส่งให้เขา
เหมาเจี้ยนกั๋วรับมาถือไว้ด้วยความสงสัย เมื่อก้มลงมองหัวข้อแผนงานก็เห็นว่าเขียนไว้ว่า ‘โรงเรียนภาคค่ำของสถาบันวิจัย’
เหมาเจี้ยนกั๋วเงยหน้าขึ้น "ก็เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ? ว่าสิบอันดับแรกจะเป็นของสถาบันวิจัย"
"ใช่ค่ะ แต่ข้อสอบที่ฉันเป็นคนร่าง ถึงแม้จะได้หัวหน้าแผนกต่างๆ มาร่วมออกข้อสอบด้วย แต่สัดส่วนคะแนนของคำถามที่เป็นวิชาการจริงๆ มันค่อนข้างต่ำ”
“ฉันเลยอยากแนะนำให้ทางสถาบันวิจัยทำการทดสอบ 30 อันดับแรกด้วยตัวเองอีกครั้ง โดยมีระยะเวลาทดสอบสามเดือน"
"ในนี้คุณเขียนว่า ถ้าทดสอบไม่ผ่านถือว่าคัดออกงั้นเหรอ?" เหมาเจี้ยนกั๋วถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
"ถ้าเป็นแบบนั้น พวกคนที่ไม่ผ่านก็คลั่งตายกันพอดีสิ?"
"แต่มันเป็นวิธีที่เหมาะกับการคัดเลือกคนเก่งจริงๆ มากกว่านี่คะ" เฉินชิงเลิกคิ้วถามกลับ
"ส่วนคนที่ไม่ผ่าน ฉันก็มีแผนอื่นรองรับไว้แล้ว หรือคุณไม่อยากได้คนเก่งๆ เข้ามาทำงานในสถาบันวิจัยล่ะ?"
เหมาเจี้ยนกั๋วเริ่มคล้อยตาม เขาเองก็ยอมรับว่าพนักงานใหม่ที่เข้ามาในสถาบันวิจัยช่วงหลังๆ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ฉลาดหลักแหลมอะไรมากมาย โดยเฉพาะการฝึกอบรมในช่วงแรกนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบากมากจริงๆ
"แล้ว... ผู้จัดการเสิ่นว่ายังไงบ้างครับ?"
"ผู้จัดการเสิ่นไม่มีความเห็นค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้น ผมก็ไม่มีปัญหา"
"ดีค่ะ งั้นคงต้องรบกวนคุณช่วยเลือกสมาชิกในสถาบันวิจัยที่เหมาะกับการสอนงานคนใหม่ ให้พวกเขาช่วยดูแลนักเรียน 30 คนนั้นอย่างเต็มที่ด้วยนะคะ" เมื่อกำชับเรื่องนี้เสร็จ เฉินชิงก็หยิบเอกสารของเธอแล้วมุ่งหน้าไปหาหูเถี่ยซานต่อ
"หัวหน้าหูคะ คือทางสถาบันวิจัยเขาต้องการคัดเลือกคนเพิ่มน่ะค่ะ เขาเลือกไป 30 คน ทีนี้ เพื่อให้แผนกใหม่ของเรายังดำเนินงานได้ตามปกติ เราควรจะขยายโควตารับคนเพิ่มอีกสักกี่คนดีคะ?"
"คัดเลือกโดยสถาบันวิจัย?" หูเถี่ยซานทวนคำ
"ใช่ค่ะ พอดีโครงการล่าสุดของสถาบันวิจัยได้รับความสำคัญจากระดับประเทศมากๆ เพื่อให้การคัดเลือกได้คนเก่งที่มีสมองจริงๆ เลยจำเป็นต้องมีการคัดเลือกรอบสอง”
“ฉันเองก็เพิ่งได้รับแจ้งมากะทันหันเหมือนกันค่ะ สรุปว่าทางแผนกยังต้องการคนเพิ่มอีกเท่าไหร่คะ?"
"เดิมทีแผนกของเราตกลงกันไว้ที่ 290 คน ถ้าตอนนี้จะเพิ่มอีก 20 คนก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาคือ แล้วคนกลุ่มนั้นที่ถูกสถาบันวิจัยคัดออกทีหลังล่ะ? ถ้าส่งกลับมาที่แผนกเราอีก แบบนั้นคนงานในแผนกของเราก็ล้นเกินจำนวนสิ"
หูเถี่ยซานใช้นิ้วเคาะขอบโต๊ะไปมาอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกว่าไอ้ 20 คนที่ว่านี่จะเป็นปัญหาในอนาคต
เฉินชิงแกล้งทำเป็นกุมขมับ "นั่นสิคะ งั้นทำยังไงดี... คุณลองคิดดูอีกทีได้ไหมคะว่าแผนกต่างๆ พอจะยัดคนเพิ่มได้อีกมากสุดกี่คน ส่วนที่เหลือฉันจะลองหาทางจัดการดู"
หูเถี่ยซานครุ่นคิดถึงอัตรากำลังคนที่แต่ละแผนกต้องการอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "อย่างมากที่สุดก็แค่สิบคน"
"ตกลงค่ะ สิบคนก็ได้ ส่วนที่เหลือ ฝ่ายบุคคลของเราจะรับผิดชอบจัดการเอง"
เฉินชิงเดินออกจากห้องทำงานของหูเถี่ยซาน แล้วมุ่งหน้าไปยังสหพันธ์สตรีต่อ ช่วงนี้ใกล้วันสตรี 8 มีนาคมเต็มที
เหล่าสหายในสหพันธ์สตรีต่างก็ยุ่งกันจนหัวหมุน ขนาดที่ว่าปกติเวลาเฉินชิงแวะมาที่นี่ ทุกคนจะให้การต้อนรับอย่างดี แต่ตอนนี้เธอกลับถูกเมิน เพราะทุกคนยุ่งจนไม่มีเวลากระทั่งจะทักทาย
เฉินชิงเคาะประตูห้องของหัวหน้าหลินเบาๆ "หัวหน้าหลินคะ ฉันขอเข้าไปได้ไหมคะ?"
หัวหน้าหลินเงยหน้าขึ้นจากกองงานที่ยุ่งเหยิงตรงหน้า พอดีกับที่เห็นเฉินชิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มพาดผ่านหางตาที่ดูเหมือนไม่ยี่หระต่อสิ่งใด
แสงแดดอ่อนๆ จากภายนอกส่องลอดเข้ามาต้องใบหน้าของเธอพอดิบพอดี ในจังหวะของแสงและเงาที่สลับกันนั้น ยิ่งขับเน้นความงามอันร้ายกาจของเธอให้เด่นชัดขึ้น
หัวหน้าหลินคิดในใจ 'เด็กคนนี้ คิดจะมายั่วเสน่ห์เธองั้นเหรอ?'
"เข้ามาสิจ้ะ"
เฉินชิงทรุดตัวนั่งลงเก้าอี้ตรงข้าม "ฉันมามอบความอบอุ่นให้หัวหน้าค่ะ"
หัวหน้าหลินเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ เธอต้องก้มหน้าก้มตาทำงานมานาน ถือโอกาสนี้ยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อยล้าไปในตัว "เหรอจ๊ะ?"
"แน่นอนอยู่แล้วค่ะ คำพูดของฉันเคยมีปลอมที่ไหนกัน" เฉินชิงเริ่มหว่านล้อม
"ใครๆ เขาก็ว่าแผนกรักษาความปลอดภัยคอยดูแลความปลอดภัยในชีวิตของพนักงานโรงงานเครื่องจักร ส่วนสหพันธ์สตรีของเราก็ทำหน้าที่พิทักษ์ความสงบสุขในครอบครัวของพนักงาน ถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญมากๆ เลยนะคะ"
"โรงงานเครื่องจักรรอบที่แล้วรับพนักงานใหม่ 300 คน รอบนี้ก็รับอีก 300 คน เท่ากับว่าเรามีเลือดใหม่ไหลเวียนเข้ามาตั้ง 600 คน”
“ไม่ว่าจะมองมุมไหน เราก็จำเป็นต้องจัดหาคนใหม่มาช่วยงานเพิ่ม ไม่อย่างนั้นพวกพี่น้องในสหพันธ์สตรีของเราจะทำงานกันหัวหมุนไหวได้ยังไง คุณว่าจริงไหมคะ?"
"แล้วเธอคิดจะจัดมาสักกี่คนล่ะ?"
"หกคนค่ะ!"
"เยอะไป"
"งั้นห้าคน!"
"ก็ยังเยอะไป"
"สี่คน! ฉันขอร้องล่ะค่ะหัวหน้า น้อยกว่านี้ไม่ได้จริงๆ นะคะ" เฉินชิงรีบอ้อนวอน
"แล้วอีกอย่าง สายงานของสหพันธ์สตรีเราไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ภายในโรงงานเครื่องจักรก็ได้นี่คะ เราขยายขอบเขตงานบริการของเราไปสู่ภายนอกด้วยก็ได้ การป้องกันปัญหาไว้ก่อนย่อมดีกว่าการตามแก้ทีหลังไม่ใช่เหรอคะ?"
"ถ้าอย่างนั้น เธอก็เอาแผนงาน 'ป้องกันไว้ก่อน' ที่ว่านั่นมาเสนอให้ฉันดูหน่อยสิ ถ้าแผนดี ฉันรับห้าคนก็ได้"
เฉินชิงชะงักไปเล็กน้อย เธอดูเจื่อนลงไปถนัดตา
หัวหน้าหลินมองท่าทางนั้นแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างใจดี
เฉินชิงทำหน้ามุ่ย "ก็ได้ค่ะ ตกลง งั้นก่อนเดือนมิถุนายนฉันจะเอาแผนงานมาส่งให้นะคะ"
"ดีมากจ้ะ ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน"
[จบบท]