บทที่ 325: ประกาศผล
ถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เธอก็ยังพอจะบุกไปที่ห้องกระจายเสียงแล้วตะโกนให้ลั่นเพื่อล้างมลทินให้ตัวเองได้
แต่ถ้าจะให้เธอไปที่ห้องกระจายเสียงเพื่อประกาศว่า ‘ฉันไม่ได้ร้องไห้’ นั่นมันก็ไม่เท่ากับว่ายิ่งพูดยิ่งน่าสงสัยหรอกหรือ เฉินชิงรู้สึกว่าชื่อเสียงที่อุตส่าห์สั่งสมมาทั้งชีวิตมันพังไม่เป็นท่าก็คราวนี้เอง
เถียนเมิ่งหย่าได้แต่แอบขำ
หวงซินเผิงจากฝ่ายบุคคลเดินมาหาเธอ “รองหัวหน้าเฉิน 10 โมงแล้วครับ พวกเราไปติดประกาศกันเถอะ”
“ได้ ไปกัน”
เฉินชิงเดินตามเขาไปยังหน้าประตูโรงงานเครื่องจักร
“ประกาศผลแล้ว! เร็วเข้า!”
ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใครที่ตะโกนขึ้นมา แต่ฝูงชนที่รออยู่ก็แตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง เบียดเสียดดันกันไปข้างหน้าอย่างโกลาหล ชายหนุ่มร่างสูงสองสามคนใช้ความได้เปรียบเรื่องความสูงเขย่งปลายเท้าจนสุด
ยืดคอหรี่ตาพยายามกวาดสายตาหาชื่อตัวเองบนกระดาน ส่วนคนที่อยู่แถวหลังก็กระวนกระวายจนแทบจะเหยียบเท้ากัน ตะโกนโหวกเหวกว่า
“เฮ้! คนข้างหน้าอย่าบัง! หลีกทางหน่อยสิ!”
ระหว่างที่ลูกน้องกำลังแปะประกาศ หวงซินเผิงก็อธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
“เดิมทีเราจะรับแค่คนงานในแผนกการผลิตครับ แต่เพราะช่วงนี้มีคนงานใหม่เข้ามาเยอะ แผนกอื่นๆ ในโรงงานก็เลยต้องการคนเพิ่มเหมือนกัน ครั้งนี้เลยกลายเป็นการรับสมัครพร้อมกันทีเดียว ซึ่งมีตำแหน่งเพิ่มขึ้นมาอีกตั้ง 23 ตำแหน่งครับ”
พอได้ยินแบบนั้น เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที ทุกคนรู้สึกเหมือนมีความหวังเพิ่มขึ้นอีกเยอะ
และทันทีที่กระดานประกาศแปะเข้าที่เรียบร้อย ทุกคนก็กรูเข้าไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
“มีชื่อฉัน! มีชื่อฉันด้วย!” ชายหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งกระโดดตัวลอยพร้อมกับชูกำปั้นขึ้นฟ้า
ขณะที่หญิงสาวสองคนที่น่าจะเป็นเพื่อนกันก็จับมือกันไว้แน่น จ้องกระดานตาไม่กะพริบ พอเห็นชื่อของตัวเองทั้งคู่ พวกเธอก็กระโดดโลดเต้นแล้วโผเข้ากอดกันกลมด้วยความดีใจ
แน่นอนว่ามีคนสมหวัง ก็ต้องมีคนผิดหวัง ในบริเวณนั้นจึงมีทั้งเสียงไชโยโห่ร้องปนเปไปกับเสียงสะอื้นไห้และเสียงบ่นพึมพำอย่างเจ็บใจ
บรรดาคนงานเก่าที่ตามมาดูลูกหลานก็สังเกตเห็นว่า บริเวณนั้นมีระดับผู้นำยืนอยู่ไม่กี่คน แต่เสียงร้องด้วยความดีใจของคนรอบข้างกลับดังขึ้นไม่หยุด ยิ่งพอได้เห็นรายชื่อที่เพิ่มขึ้นมาอีก 23 ตำแหน่ง พวกเขาก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่เฉินชิง ซึ่งกำลังพยายามปลอบใจบรรดาวัยรุ่นที่กำลังตื่นเต้นดีใจกันอย่างสุดขีด พวกเขารู้ดีว่าการที่เธออยู่ที่นี่ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการรับประกันว่ากระบวนการนี้มีความยุติธรรมเป็นพื้นฐาน
เด็กสาวที่ได้ลำดับที่ 323 ยืนจ้องชื่อตัวเอง ขอบตาของเธอแดงก่ำ และในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมาไม่ยอมหยุด ยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหล
เธอเป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่บ้านไม่เคยสนับสนุนให้เธอเรียนหนังสือ พวกเขาอยากให้เธอรีบแต่งงานมีลูกมีเต้าไปเสีย แถมยังกรอกหูตลอดว่าพวกที่เรียนสูงๆ สุดท้ายก็ต้องถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบทอยู่ดี จะเรียนไปให้เหนื่อยเปล่าทำไม
แต่เธอไม่คิดแบบนั้น เธอรู้ดีว่าโรงงานเครื่องจักรรับคนต้องใช้วุฒิการศึกษา เธอเลยตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บคะแนนงานอย่างหนัก แบ่งครึ่งหนึ่งให้ที่บ้าน ส่วนอีกครึ่งเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียน
ครอบครัวของเธอแม้จะไม่ใช่ครอบครัวที่อบอุ่นอะไรนัก แต่พอเห็นเธอโหมทำงานหนักขนาดนั้นก็เลยเลิกเซ้าซี้ไปเอง อาจเพราะพวกเขาจนปัญญาจะเกลี้ยกล่อม และเห็นว่าสิ่งที่เธอทำก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอะไร เลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
พอเธอได้ยินข่าวว่าครั้งนี้โรงงานเปิดสอบโดยรับทั้งวุฒิ ม.ปลาย และอาชีวะ แถมยังไม่จำกัดทะเบียนบ้านด้วย เธอจึงรีบมาสมัครทันที
ตอนเรียนมัธยมปลาย เธอแทบไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนทุกวัน อย่างมากก็ได้ไปแค่อาทิตย์ละสองวัน
ความรู้จึงไม่แน่นเท่าคนอื่น ต้องอาศัยการอ่านทบทวนและเรียนด้วยตัวเองที่บ้านเป็นหลัก แต่พอรู้ว่าจะมีการสอบครั้งนี้ เธอก็ทุ่มสุดตัว อัดความรู้ทุกอย่างเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม
แน่นอนว่าที่บ้านของเธอมองว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน
‘งานในเมืองน่ะ ตำแหน่งเดียวเขาซื้อขายกัน 500 หยวนเลยนะ เขาจะปล่อยให้แกสอบติดง่ายๆ เหรอ? ยังไงเขาก็ต้องเลือกพวกลูกหลานคนในโรงงาน หรือไม่ก็ลูกท่านหลานเธออยู่แล้ว ใครมันจะบ้าเอาโอกาสดีๆ แบบนี้มาให้เด็กบ้านนอกอย่างแก ต่อให้แกสอบติดจริงๆ เขาก็แค่ยัดเงินใต้โต๊ะแล้วเขี่ยแกทิ้งอยู่ดีนั่นแหละ!’
คำพูดเหล่านั้นทำให้เธอเกือบจะถอดใจ
แต่แล้วเธอก็ได้ยินมาว่า คนที่คุมการสอบครั้งนี้คือเฉินชิง คนที่เคยต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนธรรมดาๆ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
นั่นทำให้เธอตัดสินใจว่า อย่างน้อยก็จะขอลองดูสักตั้ง
เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออย่างเดียวโดยไม่สนใจเสียงรอบข้างอีกเลย ตอนอ่านหนังสือ ใจเธอนิ่งและจดจ่อได้ดีมาก แต่พอสอบเสร็จ ความวิตกกังวลสารพัดก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด
เธอไม่มีเงินพอจะไปเปิดห้องที่บ้านพักรับรองด้วยซ้ำ คืนก่อนวันประกาศผล เธอจึงต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดแล้วเดินเท้ามาที่โรงงานเครื่องจักร
การได้เห็นชื่อตัวเอง แม้จะเป็นลำดับสุดท้ายบนกระดาน ทำให้น้ำตาเธอไหลออกมา นึกถึงวันที่เธอจะได้สวมชุดทำงานสีน้ำเงินกลายเป็นคนงานอย่างเต็มภาคภูมิ มันเหมือนฝันไปจริงๆ
“ฉันสอบได้แล้ว ฉันสอบได้จริงๆ!” เธอปิดหน้าร้องไห้จนตัวโยน
เฉินชิงเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะตื่นเต้นกันเกินไปแล้ว จึงหันไปเร่งหวงซินเผิงให้ประกาศเรื่องต่อไป
หวงซินเผิงมองฝูงชนที่ยังคงส่งเสียงดังอื้ออึง เขาพยายามตะโกนไปหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ผล สุดท้ายเลยต้องวิ่งไปยืมโทรโข่งจากแผนกรักษาความปลอดภัย
“นักเรียน 30 อันดับแรก! ช่วง 3 เดือนแรก พวกคุณจะต้องไปเรียนรู้งานที่สถาบันวิจัย ถ้าใครผ่านการประเมิน 10 อันดับแรก ก็จะได้บรรจุที่สถาบันวิจัยเลย ส่วนอีก 20 คนที่เหลือ เราจะจัดสรรไปตามแผนกอื่นในภายหลัง เข้าใจกันไหม?”
เสียงตะโกนตอบรับว่า “เข้าใจแล้วค่ะ/ครับ” ดังมาจากหลายๆ มุม
ทุกคนรู้ดีว่าสถาบันวิจัยคือแผนกที่สวัสดิการดีที่สุดในโรงงานทั้งหมด พอได้ยินว่าจะได้ไปที่นั่น ทุกคนเลยยิ่งตื่นเต้นกันใหญ่
หวงซินเผิงกระแอมเคลียร์คออีกครั้ง ก่อนจะตะโกนผ่านโทรโข่งเสียงดังลั่น “สหายที่ได้รับการคัดเลือกทุกคน ฟังทางนี้! พรุ่งนี้เช้า 8 โมงตรง ให้เอาทะเบียนบ้านกับจดหมายแนะนำตัว มาที่ฝ่ายบุคคลเพื่อรายงานตัวด้วย!”
เหล่าสหายที่สอบผ่านต่างก็ยิ้มหน้าบานกันถ้วนหน้า
หวงซินเผิงกับเฉินชิงรีบปลีกตัวออกมาจากตรงนั้นก่อน แต่ฝูงชนก็ยังไม่สลายตัวไปไหน บางคนยังยืนชื่นชมชื่อตัวเองบนกระดาน บางคนก็กำลังช่วยญาติกับเพื่อนมองหาชื่อ
ช่วงกลางวัน จางตงเหมยฉวยโอกาสวิ่งออกมาดูประกาศบ้าง ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เธอสอบไม่ผ่าน
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่แล้วก็เหลือบไปเห็นร่างที่คุ้นตา “จางเอ้อร์ฮวา”
จางเอ้อร์ฮวายังคงยืนจ้องกระดานอย่างเหม่อลอย พอได้ยินคนเรียกชื่อ เธอก็สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันมาเห็นว่าเป็นจางตงเหมย ลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านที่สอบติดอาชีวะจนได้เข้ามาทำงานในโรงงานเครื่องจักร เธอก็มีท่าทีประหม่าขึ้นมาทันที “พี่ตงเหมย”
จางตงเหมยเดินแทรกฝูงชนเข้าไปดึงแขนเธอออกมาด้านข้าง “พี่ได้ยินน้องชายพี่บอกว่าเธอก็มาสอบ พี่อุตส่าห์ฝากเขาไปบอกให้เธอมาหาพี่ จะได้มานอนด้วยกันที่หอ ทำไมถึงไม่มาหาพี่ล่ะ?”
“ฉัน...” จางเอ้อร์ฮวาอ้ำอึ้ง เธอแค่ไม่อยากรบกวนคนอื่น
จางตงเหมยพอจะเดาความคิดของอีกฝ่ายออก เลยไม่อยากซักไซ้ต่อ จึงเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วนี่...สอบเป็นไงบ้าง?”
“ฉันสอบได้ค่ะ!” ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยซีดเซียวของจางเอ้อร์ฮวาสว่างวาบขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “พี่ตงเหมย ฉันได้ลำดับสุดท้ายพอดีเลยค่ะ!”
“จริงเหรอ! ได้ยินว่าเขาเพิ่มตำแหน่งอีก 23 ตำแหน่งใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ ฉันไม่นึกเลยว่าจะโชคดีอะไรขนาดนี้ ได้ 23 ตำแหน่งพอดีเป๊ะเลย” จางเอ้อร์ฮวายังคงตื่นเต้นไม่หาย
จางตงเหมยยิ้มกว้าง ดีใจไปกับเธอด้วยจริงๆ
“ถ้างั้นก็รีบกลับบ้านไปบอกข่าวดีเลยนะ แล้วรีบเก็บข้าวเก็บของย้ายมาอยู่ที่หอพักซะล่ะ ต่อไปถ้ามีอะไรให้ช่วยก็มาหาพี่ได้ตลอดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราคนหมู่บ้านเดียวกัน ออกมาอยู่ข้างนอกก็ต้องช่วยเหลือกัน เข้าใจไหม?”
“ค่ะ ค่ะ” จางเอ้อร์ฮวารับคำอย่างแข็งขัน
เธอบอกลาจางตงเหมย หันกลับไปมองชื่อตัวเองบนกระดานอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะออกตัววิ่งสุดฝีเท้ากลับบ้าน
เธอได้เป็นคนงานแล้ว! ต่อไปนี้เธอจะได้กินสินค้าเกษตรปันส่วน แถมยังมีเงินเดือนใช้ทุกเดือนด้วย!
จางเอ้อร์ฮวาวิ่งกลับไปบอกข่าวดีนี้กับครอบครัว ซึ่งทุกคนในบ้านถึงกับอึ้งไปเลย
และวินาทีต่อมา เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังลั่นบ้าน
แม่ของจางเอ้อร์ฮวาน้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ เธอตบไหล่ลูกสาวเบาๆ “ลูกแม่... แม่ภูมิใจในตัวลูกจริงๆ ลูกเป็นเด็กที่มีอนาคตไกล ต่อไปต้องตั้งใจทำงานให้ดีนะลูก”
“หนูจะตั้งใจค่ะ!” ดวงตาของจางเอ้อร์ฮวาทอประกายมุ่งมั่น
เธอจะตั้งใจทำงาน และจะไม่ยอมทิ้งการเรียนเด็ดขาด
ครอบครัวของจางเอ้อร์ฮวาแทบจะวิ่งไปป่าวประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าบ้านพวกเขามีคนได้เป็นคนงานแล้ว ต่อไปนี้ชีวิตพวกเขาจะดีขึ้นแล้ว!
เรื่องแบบนี้มันคือการที่คนคนเดียวได้ดี แล้วทั้งตระกูลก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วยชัดๆ
ภายในเวลาแค่ครึ่งวัน บ้านของจางเอ้อร์ฮวาที่เคยเงียบเหงาก็แน่นขนัดไปด้วยญาติพี่น้องที่แห่กันมาเยี่ยมเยือน ทั้งผู้อาวุโสประจำตระกูล ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ต่างก็มากันพร้อมหน้า
พ่อกับแม่ของจางเอ้อร์ฮวาเป็นแค่ชาวนาซื่อๆ ที่แทบไม่เคยมีตัวตนในสายตาใครมาเกือบทั้งชีวิต แต่วันนี้กลับมีแต่คนมารุมล้อมชื่นชมว่าเลี้ยงลูกสาวได้ดี แถมยังถูกหลายคนมองด้วยความอิจฉา ทำเอาทั้งคู่หน้าแดงก่ำยิ้มไม่หุบ
แม่ของจางเอ้อร์ฮวาลูบหลังลูกสาวเบาๆ “แม่ได้บารมีจากลูกจริงๆ เกิดมาชาตินี้ แม่เพิ่งจะได้มีหน้ามีตาขนาดนี้... คุ้มแล้วล่ะ”
[จบบท]