บทที่ 326: ซุนอ้ายกั๋วมาที่บ้านเฉินชิง
จางเอ้อร์ฮวามองแผ่นหลังของพ่อที่พยายามยืดให้ตรง แผ่นหลังที่งองุ้มจากการตรากตรำทำงานหนักมาทั้งชีวิต ภาพนั้นทำให้หัวใจของเธอเจ็บแปลบ ครอบครัวของพวกเขาอัตคัดขัดสนจนเกินไป และต้องการข่าวดีมาช่วยประคองชีวิตเหลือเกิน
บ้านของพวกเขามีสมาชิกรวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่กลับต้องแออัดอยู่ในบ้านดินเก่าๆ ที่แสนเตี้ยต่ำเพียงสามหลัง
ผนังดินที่เคยฉาบไว้ก็ผุกร่อนเป็นหลุมเป็นบ่อ หลังคาฟางที่มุงไว้ก็ต้องคอยปะซ่อมอยู่เรื่อย พอถึงวันฝนตกทีไร ก็ต้องวิ่งวุ่นหากะละมังมารองน้ำที่รั่วลงมา สภาพของบ้านก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของคนในบ้าน คือพร้อมจะพังทลายลงทุกเมื่อที่เจอพายุลมฝน
จางเอ้อร์ฮวาสูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ ก่อนจะระบายออกมา แววตาของเธอฉายประกายมุ่งมั่น "แม่คะ หนูจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเลยค่ะ"
ค่ำวันนั้น บนโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่กลางลานบ้านเล็กๆ มีกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์วางอยู่ถึงสองอย่าง
จานหนึ่งคือ ล่าโร่ว หรือเบคอนจีนรมควัน อีกจานคือ สุ่ยเจิงตั้น หรือไข่ตุ๋นน้ำเนื้อเนียน ทั้งครอบครัวได้กินอาหารมื้ออร่อยกันอย่างอิ่มหนำสำราญและมีความสุข
ทว่า ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ลานบ้านของเฉินชิงในย่านโรงงานเครื่องจักร บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เฉินชิงกำลังพยายามอธิบายเหตุผลให้หลานๆ ฟังอย่างสุดชีวิต
"น้าบอกแล้วไงว่าน้าแค่หลีกทางให้คนเดินถนน เขาเดินกันมาเยอะแยะ น้าก็เลยต้องหยุดรอเพราะมีมารยาทมากเกินไป มันเลยทำให้สาย ไม่ได้เกี่ยวกับว่าน้ากะเวลาไปทำงานแบบฉิวเฉียดเลยสักนิด"
"ครับ น้าเป็นคนดีจริงๆ ครับ"
เฮ่ออวี้เสียงตอบรับด้วยเสียงเรียบๆ เขาอยู่ที่โรงเรียนยังได้ยินข่าวเลยว่าน้าของตัวเองไปทำงานสาย เล่นเอาเขาแทบไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน
เฉินชิงยิ่งอยากจะบ้าตาย เธอกะว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่ให้เฮ่ออวี้เสียงรู้เด็ดขาด แต่ใครจะไปนึกว่าข่าวจะแพร่สะพัดไปไกลขนาดนี้!
เฉินชิงเริ่มนับถือชื่อเสียง (ในทางไม่ดี) ของตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ ถ้าหากยุคนี้มีอินเทอร์เน็ตเหมือนในอนาคต เธอคงไม่ลังเลเลยที่จะออกไปไลฟ์สดขายของ รับรองว่ารุ่งแน่ๆ
น่าเสียดายที่ตอนนี้มันไม่มี
ผลก็คือ เธอยังหาเงินเพิ่มไม่ได้ไม่พอ ยังต้องมาโดนเฮ่ออวี้เสียงบ่นใส่ไม่หยุดอีก
เฉินชิงคว้าตัวเฮ่ออวี้ถิงมากอดไว้เพื่อหาไออุ่นปลอบใจตัวเอง แต่จมูกกลับได้กลิ่นหอมแปลกๆ ติดตัวหลานสาว "หืม? ทำไมตัวหนูมีกลิ่นอะไรแปลกๆล่ะจ้ะ"
"อ๋อ หนูไปเห็น อี้ช้วนหง มาค่ะคุณน้า แต่หนูไม่รู้ทำไมตรงก้นแหลมๆ ของดอกไม้มันไม่มีน้ำหวานเลย หนูเลยขยี้กลีบมันจนเป็นน้ำ แล้วก็เอามาทามือทาหน้าค่ะ"
"อี้ช้วนหง? ดอกอะไรน่ะ"
"ก็ดอกไม้สีแดงๆ ที่กินได้ไงคะ สงสัยมันเพิ่งเริ่มบานมั้ง มันเลยยังไม่หวาน แต่หนูว่าอีกแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ต้องมีคนอื่นมาแย่งกินจนหมดแน่ๆ" เฮ่ออวี้ถิงบ่นอุบด้วยความหงุดหงิด
เฉินชิงพอจะนึกภาพดอกไม้ชนิดนี้ออกลางๆ แต่เธอก็ไม่รู้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมันอยู่ดี เลยทำได้แค่เตือนหลานสาว "เรื่องกินก็ช่างมันเถอะ แต่ทีหลังห้ามเอามาทาหน้าแบบนี้อีกนะ รู้ไหมว่ามันอันตราย ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาเป็นผื่นคันเต็มหน้าจะทำยังไง"
"ก็ได้ค่ะ" เฮ่ออวี้ถิงรับคำเสียงอ่อย เธอนึกในใจว่าถึงยังไงเธอก็คงแย่งคนอื่นไปดูดน้ำหวานไม่ทันอยู่ดี
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งฟังอยู่ได้ที รีบฟ้องเรื่องน้องสาวทันที "วันนี้น้องแสบมากครับน้า แอบเอาพู่กันวาดรูปของคนอื่นมาจุ่มสีทาเล็บตัวเองเล่น พอโดนล้างมือสีมันหลุดออกหมด ก็ยืนร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย"
"หนูไม่ได้ร้องไห้ซะหน่อย! หนูแค่เสียใจต่างหาก!" เฮ่ออวี้ถิงรีบเถียงกลับเสียงดัง
พอได้ยินคำว่า "เสียใจ" เฉินชิงที่นึกถึงชะตากรรมการมาสายของตัวเองก็รีบผสมโรงเถียงกลับไปบ้าง "น้าก็ไม่ได้ร้องไห้เหมือนกัน น้าแค่เสียใจ!"
เฮ่ออวี้เสียงถึงกับกลอกตามองบนให้กับน้าหลานคู่นี้ เขาเลิกสนใจพวกเธอทั้งคู่
เฉินชิงเลยหันไปชวนเฮ่ออวี้ถิงเขียนจดหมายส่งไปให้เฮ่อหย่วนแทน
เฮ่ออวี้ถิงยังรู้ตัวหนังสือจีนน้อยมาก จดหมายส่วนใหญ่ของเธอจึงเต็มไปด้วยพินอิน แต่เธอก็พยายามเขียนบรรยายอย่างชัดเจน
"คุณอาคะ คุณอาไปอยู่เมืองใหม่แล้วมีเพื่อนใหม่บ้างหรือยังคะ หนูได้ยินมาว่าทางตะวันออกเฉียงเหนือหนาวมากๆ เลย แถมยังมีตุ๊กตาหิมะด้วย คุณอาเคยเห็นมันบ้างไหมคะ แล้วคุณอาได้ออกไปเล่นกับตุ๊กตาหิมะบ้างหรือเปล่า"
เฉินชิงนั่งมองหลานสาวเขียนจดหมายไปเงียบๆ
เฮ่ออวี้ถิงเป็นคนที่รู้หนังสือน้อยที่สุดในบ้าน แต่กลับเป็นคนที่เขียนจดหมายได้ยาวที่สุดเสมอ
เธอมีคำถามมากมายที่อยากจะถามไม่หยุด บางครั้งพอถามไปถามมา ก็วกกลับมาเล่าเรื่องของตัวเองเจื้อยแจ้ว ก่อนจะวนกลับไปแสดงความห่วงใยคุณอาเล็กของเธออีกครั้ง
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบเห็นว่าน้องสาวกำลังเขียนจดหมายถึงคุณอาเล็ก เขาก็เลยฝืนใจตัวเองหยิบกระดาษมาเขียนบ้างนิดหน่อย เขาเป็นคนไม่ถนัดในการแสดงความรู้สึกเท่าไหร่ เนื้อหาในจดหมายส่วนใหญ่เลยกลายเป็นการฟ้องน้าของเขาแทน
ประโยคแรกที่เขาเขียนลงไปก็คือ: น้ามาสายครับ! เฉินชิงเห็นหลานชายตัวดีเขียนแบบนั้นก็ถลึงตาใส่
"เฮ่ออวี้เสียง! เธอกำลังทำลายภาพลักษณ์ของน้าอยู่นะ!"
"เหอะ"
เฮ่ออวี้เสียงแค่นเสียงในลำคอทีหนึ่ง ทุกคำพูดถูกกลืนหายไปกับเสียงนั้น
เฉินชิงอยากจะจับเด็กคนนี้มาตีก้นให้ลายจริงๆ
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก—"
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ทั้งสามคนในห้องโถงกลางจึงหันขวับไปมองทางหน้าประตูพร้อมกัน
แวบหนึ่ง เฮ่ออวี้เสียงสังเกตเห็นแถบสีแดงที่แขนเสื้อของคนที่ยืนอยู่หน้าประตู พลันเขาก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองแอบทำธุรกิจเล็กๆ ลับหลังน้าอยู่เสมอ มือที่กำลังจับปากกาอยู่ก็เกร็งขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่สีหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ
เฉินชิงขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
"ผู้กองซุน คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ" เธอถามพลางลุกขึ้นเดินตรงไปที่ประตู
เฮ่ออวี้ถิงก็รีบวิ่งตามน้าไปติดๆ ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองซุนอ้ายกั๋วอย่างไม่ไว้ใจและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
ซุนอ้ายกั๋วที่ยืนอยู่หน้าประตูเอ่ยถามเฉินชิงด้วยท่าทีเป็นงานเป็นการ "คืนนี้ทำไมคุณถึงไม่ไปเข้าคลาสเรียนภาคค่ำ"
"อ้าว ก็ไหนตอนนั้นบอกว่าให้ฉันหาเวลาว่างไปเรียนก็พอไม่ใช่เหรอคะ" เฉินชิงจำได้แม่นว่าหัวหน้าหลิวเคยพูดกับเธอไว้แบบนั้น
ซุนอ้ายกั๋วพยักหน้ารับ "ก็จริงอยู่ครับที่บอกว่าให้คุณหาเวลาว่างไปได้ แต่ในเมื่อวันนี้คุณไม่ได้ทำงานล่วงเวลา แต่คุณกลับเลือกที่จะไม่ไปเข้าเรียน แบบนี้มันแสดงถึงทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง"
สีหน้าของเฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น
ความหมายของกฎนี้มันชัดเจนยิ่งกว่าชัดเสียอีก: ถ้าคุณงานยุ่งจนไม่มีเวลามาเรียน ฉันเข้าใจได้ แต่ถ้าคุณมีเวลาว่างแล้วจงใจไม่มาเรียน แบบนี้ถือว่าคุณมีปัญหา!
"ขอบคุณผู้กองซุนมากนะคะที่อุตส่าห์มาเตือน พรุ่งนี้ฉันจะไปเข้าเรียนแน่นอนค่ะ"
ซุนอ้ายกั๋วเห็นว่าเขาแจ้งธุระที่ต้องการครบถ้วนแล้ว ก็พยักหน้ารับและลากลับไปอย่างรวดเร็วและรู้มารยาท
บรรดาเพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่ห่างๆ พอเห็นว่าซุนอ้ายกั๋วมาหาเฉินชิงถึงบ้าน ตอนแรกก็พากันแตกตื่นนึกว่าเฉินชิงไปก่อคดีร้ายแรงอะไรเข้าเสียอีก แต่พอยืนฟังดูดีๆ ก็กลับพบว่าเป็นแค่การมาแจ้งธุระทั่วไป
ป้าใหญ่รีบก้มตัวลงต่ำ แอบมองตามหลังซุนอ้ายกั๋วที่กำลังขี่จักรยานลับหายไป พอเธอแน่ใจว่าเป็นเขาจริงๆ เธอก็ตาโตด้วยความดีใจทันที
"เฉินชิง! นั่นมันผู้กองซุนคนที่ฉันเคยแนะนำให้เธอดูตัวด้วยนี่นา! นี่พวกเธอไปแอบคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่"
สีหน้าของเฉินชิงเรียบสนิท ไร้ร่องรอยยินดียินร้าย "เราสองคนไม่ได้คบกันค่ะ ฉันยังคบอยู่กับเฮ่อหย่วนเหมือนเดิม”
“ส่วนเรื่องที่ว่าฉันกับเขารู้จักกันได้ยังไง ป้าใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งด้วย ป้าใหญ่รู้ไว้แค่เรื่องเดียวก็พอ... ถ้าฉันได้ยินข่าวลือเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับฉันกับเขาหลุดออกมาจากปากป้าใหญ่ล่ะก็ ฉันจะไปอัดป้าถึงบ้านแน่"
ป้าใหญ่โกรธจนอกสั่นหายใจไม่ทั่วท้อง
โอ้สวรรค์! โลกนี้มันยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่บ้างไหม ทำไมถึงมีคนนิสัยกร่างและไร้เหตุผลได้ขนาดนี้!
ป้าใหญ่รู้สึกขมขื่นแต่ก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนฮึดฮัดอยู่คนเดียว ในขณะที่เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่แถวนั้นต่างก็เริ่มส่งสายตาสบตากันไปมาเป็นเชิงรู้กัน
ก็เฮ่อหย่วนเล่นออกเดินทางไปไกลบ้านขนาดนั้น ปล่อยให้เฉินชิงที่หน้าตาสวยขนาดนี้อยู่คนเดียว การที่จะมีคนอื่นเข้ามาจีบเธอก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ถึงแม้ว่าเฮ่อหย่วนจะได้ตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าสถาบันวิจัย แต่เขาก็เป็นแค่คนต่างถิ่นที่ย้ายมาอยู่ที่นี่
แต่ผู้กองซุนนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นคนใหญ่คนโตในพื้นที่ ไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหน ทุกคนก็ต้องให้ความเคารพยำเกรง
แม้ว่าตอนนี้เฉินชิงกับเฮ่อหย่วนจะป่าวประกาศว่าจะแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ตราบใดที่งานยังไม่เกิด เรื่องมันก็ยังไม่แน่นอน ใครจะไปรู้ล่วงหน้าได้
เฉินชิงที่เห็นว่าทุกคนยังไม่ยอมไปไหนจึงเอ่ยปากไล่ "ดึกมากแล้ว พวกป้ากลับไปพักผ่อนกันได้แล้วค่ะ"
ทุกคน "..."
เธอไล่แขกได้แบบไม่ไว้หน้าใครเลยจริงๆ
ผู้คนต่างทยอยเดินกลับไปจับกลุ่มกันที่ปากซอยเพื่อเริ่มหัวข้อสนทนาใหม่ แม่เฒ่าฉินเป็นคนเปิดประเด็น
"ถ้าให้ฉันมองนะ ฉันว่าต้องเป็นผู้กองซุนคนนั้นแน่ๆ ที่กำลังตามจีบเฉินชิงอยู่ ดูท่าทางตอนนี้เฉินชิงเองก็คงกำลังลังเลใจอยู่เหมือนกันว่าจะเลือกใครดี"
"แล้วพวกเธอว่า ระหว่างสองคนนี้ ใครดีกว่ากันล่ะ" ป้าอวี๋โยนคำถามขึ้นมา
ลุงใหญ่ที่นั่งเงียบอยู่นานให้ความเห็น "ยังไงก็ต้องเป็นเสี่ยวหย่วนอยู่แล้ว เขาดีกว่าเห็นๆ"
"โธ่ นักวิจัยเฮ่อน่ะนิสัยเย็นชาจะตายไป ไม่รู้จักเอาอกเอาใจผู้หญิงเลย เป็นผู้หญิงน่ะ ยังไงก็ต้องหาผู้ชายที่คุมเราอยู่หมัดสิ”
“ฉันสังเกตดูทุกทีที่เฉินชิงอยู่กับเฮ่อหย่วนน่ะ นักวิจัยเฮ่อมีแต่ตามใจเฉินชิงทุกอย่าง แบบนี้มันใช้ไม่ได้หรอก แต่ผู้กองซุนคนนั้นน่ะสิ ตำแหน่งใหญ่โตขนาดนั้น ฉันว่าเขาสามารถคุมเฉินชิงให้อยู่หมัดได้แน่ ไม่ปล่อยให้ยโสโอหังทำตัวกร่างไปทั่วแบบนี้หรอก"
แม่เฒ่าฉินวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นฉากเป็นตอน
บรรดาลุงป้าคนอื่นๆ ที่ฟังอยู่ต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
ป้าใหญ่ที่ทนฟังไม่ไหวรีบสวนกลับทันควัน "พวกเธอนี่อย่ามาพูดจามั่วซี่ซั้วนะ! เขา เฉินชิงกับผู้กองซุนน่ะ เขาก็เป็นแค่สหายที่รู้จักกันธรรมดา!"
"นี่ฉันไม่ได้กุเรื่องขึ้นมาพูดเองซะหน่อย ฉันก็พูดไปตามความจริงที่เห็นนั่นแหละ" แม่เฒ่าฉินเถียงกลับ เธอมั่นใจว่าตัวเองใจกว้างมากแล้วที่ไม่ได้เติมสีตีไข่ใส่ไฟลงไปมากกว่านี้
ป้าใหญ่โกรธจนควันออกหู เปิดฉากด่ากับแม่เฒ่าฉินทันที "ฉันบอกแล้วไงว่าอย่ามามั่วซี่ซั้ว! เขาแค่รู้จักกันจริงๆ เธอนี่มันต้องให้ได้พูดว่าเขาสองคนมีอะไรกันให้ได้เลยใช่ไหม!"
"อ้าว แล้วฉันพูดมั่วตรงไหนล่ะยะ! ถ้าเป็นแค่สหายชายหญิงที่รู้จักกันตามปกติ แล้วผู้กองซุนคนนั้นเขาจะถ่อมาหาเฉินชิงถึงที่บ้าน มายืนคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวแบบนี้เหรอ!"
ยิ่งพูดยิ่งเข้าอารมณ์ ในที่สุดทั้งสองคนก็ปรี่เข้าหากัน ลงไม้ลงมือตบตีกันอุตลุด คุณตบมาฉันก็ข่วนกลับ ก่อนจะจบลงด้วยการตะโกนด่าทอโดยใช้อวัยวะเพศของฝ่ายตรงข้ามมาเป็นคำด่าอย่างดุเดือด
เฮ่ออวี้ถิงที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าบ้าน ก็รีบสับขาสั้นๆ ของเธอวิ่งจี๋ออกมาดู
พอมาถึงวงต่อสู้ เธอก็รีบสอบถามสถานการณ์จากคนแถวนั้นทันที และเมื่อรู้ว่าพวกเขาทะเลาะกันเพราะคุยเรื่องน้าของเธอ เธอก็รีบวิ่งปรู๊ดกลับเข้าบ้านเพื่อไปรายงานสถานการณ์ทันที
[จบบท]